การจะทำให้เด็กสาวซึ่งไม่รู้ที่มาที่ไปเผชิญกับความเจ็บปวดเสียใจที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปจึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับชั่นอ๋อง
ทว่าตอนนี้ถ้าชุยเสียวเสี่ยวกับเว่ยเจี๋ยแอบรักใคร่ชอบพอกันจนยากจะแยกจากพลัดพรากก็ไม่ต่างจากคนในครอบครัวเดียวกันแล้วไม่ใช่หรือ
ขอเพียงชุยเสียวเสี่ยวกับเว่ยเจี๋ยผูกสมัครรักใคร่กันลึกซึ้ง แล้วให้เว่ยเจี๋ยถูกสังหารตายต่อหน้านางก็เท่ากับได้เผชิญเคราะห์ภัยครั้งที่สี่อย่างเสร็จสมบูรณ์แล้วกระมัง
ชั่นอ๋องคิดถึงตรงนี้ก็แย้มสรวลอย่างมีเลศนัย ก่อนจะตรัสถามหยั่งเชิง “เห็นทั้งสองคนผูกพันแน่นแฟ้น คงจะตกล่องปล่องชิ้นเป็นคู่บำเพ็ญเซียนกันแล้วใช่หรือไม่ ช่างน่ายินดี ยินดีด้วยจริงๆ”
ชุยเสียวเสี่ยวก้มมองมือที่จับกันแน่นของตนกับเว่ยเจี๋ยแล้วรีบสะบัดมือออกพลางหลุดหัวเราะแก้เก้อ “จะเป็นไปได้อย่างไร หม่อมฉันกับเขาเป็นแค่อาจารย์และศิษย์กันเท่านั้น พระองค์อย่าตรัสเหลวไหลอะไรเช่นนี้”
เว่ยเจี๋ยเองก็ขมวดคิ้วแววตาเย็นชา ปล่อยให้ชุยเสียวเสี่ยวสะบัดมือออกโดยไม่มีท่าทีต่อต้านแต่อย่างใด ดูไปแล้วก็เหมือนคนเป็นอาจารย์และศิษย์ธรรมดาทั่วไป
ชั่นอ๋องทรงเข้าใจโดยพลัน “ที่แท้ทั้งสองยังมีหน้าต่างกระดาษกั้นกลางอยู่ชั้นหนึ่งไม่เคยเปิดถึงกันเลยสินะ เช่นนั้นจะดีไปได้อย่างไร”
ทันใดนั้นวั่นเหลียนซือซึ่งยืนอยู่ข้างกายชั่นอ๋องก็เข้ามากระซิบบางอย่างที่ข้างหู
ชั่นอ๋องทรงขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับว่าไม่ยี่หระนัก ครั้นแล้วก็ทรงลุกขึ้นยืน ตรัสกับวั่นเหลียนซือด้วยเสียงอ่อนโยน “ท่านผู้บำเพ็ญเซียนทั้งสองนี้มาเยี่ยมเยือนวังอ๋องทั้งทีก็ต้องต้อนรับแขกให้เหมือนดั่งอยู่บ้านของตน ที่เหลือ…ก็จัดการตามที่เจ้าว่าแล้วกัน…”
ชั่นอ๋องตรัสจบก็ก้าวหายไปอีกปลายทางด้านหนึ่งของอุโมงค์ลับ
วั่นเหลียนซือยิ้มชั่วร้ายขณะมองมายังคนทั้งคู่ที่อยู่ด้านหลังลูกกรงเหล็กอุกกาบาต รอยยิ้มนั้นยิ้มที่ปากแต่ไปไม่ถึงดวงตา “ท่านอ๋องทรงห่วงว่าเจ้าสำนักชุยตัวคนเดียวโดดเดี่ยวอ้างว้าง ไม่มีญาติพี่น้องครอบครัวให้พึ่งพิง โบราณว่า ‘เลือกหาวันไม่สู้เผชิญวัน’* แม้ที่วังอ๋องแห่งนี้จะไม่วิจิตรงดงาม แต่ก็สามารถเตรียมห้องหอเทียนมงคลให้ท่านทั้งสองได้ และข้าก็จะเป็นสักขีพยานให้ พวกท่านจะได้ตบแต่งเป็นสามีภรรยากันในเร็ววัน”
เขาพูดจบก็ยิ้มเย้ยเยาะพลางโบกมือ ฉับพลันนั้นปล้องไผ่เล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนก็ยื่นออกมาจากผนังหินของอุโมงค์ลับ จากนั้นหมอกควันสีชมพูก็พ่นออกมาจากปล้องไผ่เหล่านั้น ปกคลุมไปทั่วทางเดิน ขณะที่วั่นเหลียนซือหัวเราะลั่นพร้อมเดินนำบ่าวรับใช้ออกจากอุโมงค์ไป
ในบรรดาคนประหลาดมหัศจรรย์ที่ชั่นอ๋องทรงเลี้ยงไว้ มีหลายคนที่เพาะพญาพิษเลี้ยงสัตว์ร้าย วั่นเหลียนซือเคยพบเห็นมานักต่อนัก และรู้ว่าพญาพิษที่ดีที่สุดจะต้องสิ้นเปลืองเลือดเนื้อกายใจมากกว่าปกติในการบ่มเพาะหล่อเลี้ยงและต้องอดทนรอคอยให้มันค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นทีละน้อยๆ
แต่ครั้งนี้เจ้านายต้องการเพาะเลี้ยงมารปีศาจให้เป็นจอมมารแห่งยุคที่ผ่านพ้นความทุกข์ทรมานแสนสาหัสของมนุษย์จนจิตใจเปี่ยมล้นไปด้วยความอาฆาตคั่งแค้น
เคราะห์ภัยอันแสนลำบากยากเข็ญของมนุษย์โลกที่ชุยเสียวเสี่ยวต้องข้ามผ่านครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ความทรมานแสนสาหัสทั้งหมดเขาจะเป็นคนทำให้แม่นางน้อยผู้นี้ได้ประสบพบเจอทีละขั้นทีละตอนเอง
ครั้นคิดถึงตรงนี้วั่นเหลียนซือก็หัวเราะดังลั่นขึ้นอีก แล้วเร่งฝีเท้าออกจากทางลับที่มีหมอกควันพิษฟุ้งตลบไปทั่ว
กล่าวถึงคนสองคนซึ่งถูกกักขังอยู่ในกรงเหล็ก เว่ยเจี๋ยเห็นโลกมามากรอบรู้กว้างขวาง เมื่อเห็นควันสีชมพูพุ่งกระจายออกมาก็รู้ทันทีว่าไม่ชอบมาพากลแล้ว
หมอกควันนี้…ใช้ผงที่บดจาก ‘แมลงงุ่นง่าน’ แห่งทะเลสาบหนานเจ๋อนำมาผสมกับกลิ่นชะมดเชียงแล้วจุดไฟให้เกิดควัน
แมลงงุ่นง่านที่ว่านี้มีความหมายตามชื่อของมันคือแมลงชนิดหนึ่งที่ติดสัดงุ่นง่านอยู่ตลอดทุกวี่วัน คนที่นำแมลงชนิดนี้มาปรุงเป็นยาย่อมมุ่งหวังในทางต่ำช้าเสื่อมทราม ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี ไม่ว่าจะเด็กน้อยหรือเฒ่าชรา ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็ล้วนสามารถถูกหมอกควันนี้ปลุกกำหนัดให้เกิดความกระสันจนไม่อาจควบคุมตนเองได้ด้วยกันทั้งนั้น ต่อให้มิได้สูดดมเข้าไป เพียงแค่ถูกละอองผงของมัน ยาก็ออกฤทธิ์ให้ผลได้เช่นกัน
แม้เว่ยเจี๋ยจะกลั้นหายใจทัน แต่ผิวหนังของเขากลับเปื้อนละอองผงของแมลงนี้อยู่ไม่น้อย
ฝ่ายชุยเสียวเสี่ยวเอง ถึงแม้นางจะสังหรณ์ใจและกางโล่วารีขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็เผลอสูดดมเข้าไปบ้างแล้ว
แม้จะเพียงแค่เล็กน้อย แต่ผงแมลงงุ่นง่านกลับทำให้นางรู้สึกแขนขาอ่อนแรงลงกะทันหัน ในใจพลันรู้สึกว้าวุ่นสับสน โล่วารีที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเมื่อครู่พังทลายลงจนไม่อาจต้านทานหมอกควันสีชมพูนั้นได้เลย
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 1 ก.พ. 69