บทที่ 95
ผู้ดูแลผู้นั้นเมื่อเห็นเหล่าบุรุษสตรีที่มีรูปโฉมโดดเด่นไม่ธรรมดาย่อมยินดีปรีดาจนออกนอกหน้า
ผู้ดูแลรีบเรียกชาวบ้านต่างถิ่นที่จ้างมาต่างหากสองสามคนให้ลงเรือ แล้วเริ่มกางใบเรือเตรียมตัวออกเดินทางราวกับกลัวว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจ
เมื่อลงเรือแล้ว ในที่สุดพวกชุยเสียวเสี่ยวก็ได้พบกับเจ้าของเรือเสียที
เจ้าของเรือผู้นี้อายุประมาณสามสิบกว่าปี ดูแล้วท่าทางเหมือนพวกพ่อค้าจริงๆ เพียงแต่บ่าวรับใช้ข้างกายสองสามคนมีใบหน้าเหี้ยมเกรียมดุดัน ร่างกายเผยกลิ่นอายเฉกเช่นชาวยุทธภพ ดูไม่เหมือนบ่าวไพร่ของพ่อค้าทั่วไป
เมื่อใบเรือถูกชักขึ้น ชุยเสียวเสี่ยวก็ทอดสายตามองออกไป พบว่าเบื้องหลังของนางมีเรืออีกลำแล่นตามมาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
สายตาของนางดีเกินไปจึงมองเห็นพ่อลูกสกุลฉินแห่งหอเทียบเมฆาได้ในทันที
เมื่อนางกระซิบบอกเว่ยเจี๋ย หน้าตาอันหล่อเหลาของเว่ยเจี๋ยก็พลันบึ้งตึง “พวกชาติสุนัข! ไม่กล้าเผชิญหน้าเข้ามาใช้ไม้แข็ง เอาแต่คอยติดตามราวกับหางสุนัข สำนักใหญ่ทั้งสี่ตกต่ำกันหมดแล้ว…สำนักพรรค์นี้น่ะหรือที่จะได้เป็นสำนักกระบี่อันดับหนึ่งของใต้หล้าในอีกสองร้อยปีให้หลัง พวกเจ้าสองร้อยปีหลังจากนี้ไม่มีคนเก่งกล้าสามารถแล้วหรือไร”
บัดนี้ชุยเสียวเสี่ยวเชี่ยวชาญการปลอบใจจอมมารที่กำลังเกรี้ยวกราดแล้ว นางรีบเอ่ยอย่างเอาอกเอาใจ “มิใช่เป็นเพราะเจ้านี่ขโมยพลังบำเพ็ญเพียรของเจ้าไปหรือ หากไม่ใช่เพราะมีตบะของเจ้าเป็นรากฐาน เขาจะช่วงชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งในใต้หล้าไปได้อย่างไร”
คำป้อยอนี้ตรงใจพอดี สีหน้าของเว่ยเจี๋ยคลายลงเล็กน้อย ทว่าเมื่อคิดถึงว่าเจ้าคนผู้นี้ขโมยตบะบำเพ็ญเพียรของเขาไป แล้วยังมีหน้ามาขอชุยเสียวเสี่ยวแต่งงานอีก เว่ยเจี๋ยพลันรู้สึกเกลียดชังอีกฝ่ายขึ้นมาทันใด
หากมิใช่เพราะเขารับปากกับชุยเสียวเสี่ยวแล้วว่าจะควบคุมฤทธิ์มารเอาไว้ ไม่เอะอะก็เข่นฆ่าสังหารใครล่ะก็ เวลานี้เขาคงได้กระโดดไปที่เรือของฉินหลิงเซียว แล้วลงไม้ลงมือใส่เจ้าศิษย์อกตัญญูต่ออาจารย์นั่นให้ตายเสีย!
ชุยเสียวเสี่ยวเองก็รู้สึกว่าการที่ให้คนเช่นนี้ติดตามมาเป็นเรื่องเลวร้ายเกินไป ดังนั้นนางจึงร่ายวิชาเรียกลม ไม่นานก็มีสายลมกรรโชกพัดอยู่กลางอากาศ พัดใบเรือของพวกเขาเสียงดังพึ่บพั่บ เรือแล่นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ทิ้งห่างเรือของสองพ่อลูกสกุลฉินไปไกล
เหล่าชายฉกรรจ์ร่างกำยำบนเรือที่ในตอนแรกร้องเอะอะให้ถังโหย่วซู่และคนของเผ่าจิ้งจอกมาช่วยกันดึงใบเรือและพายเรือพลันพบว่ามีสายลมกรรโชกพัดมา เรือลำนี้ประหนึ่งว่ามีคนกำลังผลักให้แล่นไปข้างหน้าได้อย่างง่ายดาย
พวกเขาต่างงุนงง คิดว่าวันนี้เดินเรือได้ราบรื่นยิ่งนัก ช่วงเวลาต่อจากนั้นสายลมก็ช่างรู้ความเสียเหลือเกิน คอยแต่จะพัดพาพวกเขามุ่งไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา
เหล่าชายฉกรรจ์เห็นดังนั้นก็ไม่กังวลเรื่องการเดินเรืออีกต่อไป ต่างหันกลับมา แล้วเริ่มเข้ามาตีสนิทแม่นางน้อยทั้งสองที่ลงเรือมา
ทว่าอวี๋หลิงเอ๋อร์และเผ่าจิ้งจอกตนอื่นต่างกำลังทนทรมาน เผ่าจิ้งจอกอาศัยอยู่กลางป่าเขา ไม่เคยลงเรือออกทะเลมาก่อน เมื่อเรืออยู่ท่ามกลางคลื่นลมก็โยกไกวจนเผ่าจิ้งจอกวิงเวียนศีรษะ ผลก็คืออวี๋หลิงเอ๋อร์และเผ่าจิ้งจอกทั้งหมดเริ่มกระโดดขึ้นไปบนกราบเรือแล้วอาเจียนพุ่งใส่ทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นสูง
เมื่อเจ้าของเรือแซ่จย่าผู้นั้นเห็นเข้าก็เพียงแค่แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา เอ่ยกับผู้ดูแลที่อยู่ข้างกายเสียงเบาว่า “คนพวกนี้ทั้งที่ท่าทางดูกำยำล่ำสัน กลับทำงานไม่ได้เรื่องถึงเพียงนี้ แต่เพื่อความเรียบร้อย ประเดี๋ยววางยาสลบใส่ในอาหารของพวกเขาเสีย จะได้ไม่ต้องทรมานจนอิดโรย รอให้ไปถึงแล้วก็โยนพวกเขาเอาไว้บนเกาะพอ”
แม้อวี๋หลิงเอ๋อร์จะกำลังอาเจียน ทว่าใบหูจิ้งจอกตั้งตรง นางได้ยินคำพูดของเจ้าของเรือในทันที
ดูท่าคุณชายถังจะกล่าวเอาไว้ไม่ผิด เรือลำนี้เป็นเรือคนชั่ว!