ชุยเสียวเสี่ยวเห็นแล้วก็สูดลมหายใจเย็นยะเยือก…ที่นี่คือบ่อนพนันที่ใดกัน เห็นได้ชัดว่าเป็นสถานที่ที่มีพลังอินเข้มข้น นี่มันแหล่งรวมเหล่าภูตผีต่างหาก!
ในเวลานี้เองชุยเสียวเสี่ยวพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงหันศีรษะกลับไปดูว่าด้านหลังของตนมี ‘ผีพนัน’ ที่คอยทำให้คนเคลิบเคลิ้มเกาะอยู่ที่หลังของตนหรือไม่
คิดไม่ถึงว่าจะมีภูตผีกำลังแสยะปากแยกเขี้ยวรวมตัวกันอยู่ที่มุมหนึ่งห่างออกไปจริงๆ สายตากำลังจับจ้องมาที่นาง
ดูท่าภูตผีเหล่านั้นก็อยากจะปีนขึ้นมาบนร่างของพวกนางเช่นกัน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงหลบเลี่ยงออกไปไกลเช่นนั้น
หลังจากเว่ยเจี๋ยถูกมารครอบงำแล้วเขาก็มีดวงตาปีศาจ ย่อมมองเห็นภูตผีเหล่านี้ เขาถึงขั้นเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาภูตผีเหล่านั้นก่อน เพียงแต่เมื่อเขาเข้าไปใกล้ ภูตผีเหล่านั้นก็ตื่นตระหนกจนทำสิ่งใดไม่ถูก พากันมุดหนีกระเจิดกระเจิง
ทว่าเหมือนชุยเสียวเสี่ยวจะไม่ได้มีพลังขับไล่ภูตผีเช่นนั้น เมื่อนางเริ่มเดินเข้าไปใกล้ ภูตผีเหล่านั้นราวกับได้กลิ่นหอมของเนื้อหนัง ปีกจมูกก็พัดกระพือด้วยความตื่นเต้นยินดี ร้อนใจอยากจะปีนขึ้นมาบนร่างของชุยเสียวเสี่ยวเสียเต็มที
ก็ไม่น่าแปลกอันใด เพราะร่างกายดีๆ ที่มี ‘ของดี’ ฝังอยู่เต็มร่างกายอย่างชุยเสียวเสี่ยวนี้ไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยๆ ภูตผีเหล่านั้นรู้จักของดี ย่อมอยากจะปีนขึ้นมาบนร่างของชุยเสียวเสี่ยวอยู่แล้ว
เมื่อเห็นพวกภูตผีเข้ามาใกล้ เว่ยเจี๋ยก็ดึงชุยเสียวเสี่ยวเข้ามาในอ้อมกอด ภูตผีเหล่านั้นต่างตกใจถอยร่นออกไป
ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกไม่ยุติธรรมต่อการกระทำของเว่ยเจี๋ย ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนต่างถูกมารครอบงำเหมือนกันแท้ๆ แต่เหตุใดภูตผีเหล่านั้นจึงหวาดกลัวแค่เว่ยเจี๋ย ไยถึงไม่เกรงกลัวนางบ้างเลยเล่า
เว่ยเจี๋ยเองก็ไม่รู้เหตุผล แต่ชุยเสียวเสี่ยวคาดเดาว่าเพราะเว่ยเจี๋ยเคยเป็นประมุขแห่งยมโลกมาก่อน แม้พลังบารมีเทพจะแตกสลายไปแล้ว แต่จิตวิญญาณเทพก็อาจจะผุดขึ้นมาบางส่วน
คลื่นอารมณ์ของเขาโหมซัดกระหน่ำจนทำให้เหล่าภูตผีปีศาจในยมโลกรับรู้ได้นั้น ทำให้พวกมันพากันเคลื่อนไหวจนยมโลกสะท้านสะเทือนแทบพลิกคว่ำเลยทีเดียว…นั่นย่อมเป็นการยืนยันได้
ภูตผีเหล่านี้มีดีพอที่จะปีนขึ้นมาบนร่างของอดีตประมุขแห่งยมโลกที่ใดกัน ดังนั้นเว่ยเจี๋ยในเวลานี้จึงกลายเป็นยันต์คุ้มกันเดินได้ในห้องโถงใหญ่แห่งนี้
พวกอวี๋หลิงเอ๋อร์ก็เดินตามติดเว่ยเจี๋ยป้องกันไม่ให้ภูตผีเข้ามาใกล้เช่นกัน!
ในเวลานี้เองแม่นางฝูผู้เปี่ยมเสน่ห์ก็ปรากฏตัวอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้สายตาของนางจับจ้องไปที่เว่ยเจี๋ยอย่างพินิจพิจารณา รอยยิ้มจางลงเล็กน้อย กล่าวหยั่งเชิงว่า “มิทราบว่าท่าน…คือผู้ใดหรือ”
เว่ยเจี๋ยหลุบสายตากล่าวเสียงเย็นชาว่า “เจ้ามองเห็นความปรารถนาภายในใจของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน เหตุใดจึงมองไม่ออกว่าข้าเป็นผู้ใดเล่า ดูท่าความรู้แจ้งของเกาะแห่งนี้ก็คงไม่ได้ดีสักเท่าไร…เจ้าพยายามที่จะล่อลวงให้พวกเราเข้าสู่บ่อนพนัน ไม่ทราบว่าโต๊ะพนันตัวใดเป็นของพวกเราหรือ”
‘ผีพนัน’ ที่คอยล่อลวงให้คนเคลิบเคลิ้มไม่อาจปีนขึ้นมาบนร่างของพวกเขาได้ เว่ยเจี๋ยจะคอยดูว่าปีศาจบนเกาะแห่งนี้จะมีลูกไม้อะไรมาทำร้ายคนบ้าง
แม่นางฝูได้ยินดังนั้น รอยยิ้มหยาดเยิ้มก็กลับมาเจิดจ้าอีกครั้ง ยื่นแขนไปทางโต๊ะภายในห้องโถงที่ว่างอยู่ตัวหนึ่ง “ทุกท่านหาใช่คนธรรมดา ย่อมมิต้องปะปนกับคนสามัญทั่วไป เชิญเข้าไปนั่งด้านในเถิด…” เมื่อกล่าวจบแม่นางฝูก็หันมามองพลางหัวเราะกล่าวว่า “วันนี้เป็นวันฤกษ์งามยามดี แขกผู้มีเกียรติล้วนแต่มาที่เกาะเป็นคู่…”
ชุยเสียวเสี่ยวมองตามสายตาของแม่นางฝูไป ที่แท้ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นยังมีอีกคนหนึ่งที่ไม่มีภูตผีเกาะร่างเช่นกัน คุณชายผู้นั้นสวมหมวกผ้าโปร่งคลุมใบหน้า ทว่ากระไอทั่วทั้งร่างนั้นไม่ธรรมดาเลย เป็นพลังของเทพเซียนที่แผ่ออกมา