เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะไปตามหาชุยเสียวเสี่ยวได้จากที่ใดเล่า หรือว่าเขาจะต้องรอพบนางในอีกสองร้อยปีหลังจากนี้ เมื่อคิดถึงวันเวลาอันยาวนานแล้ว เขาก็ไม่อาจจินตนาการได้ จนรู้สึกอยากจะคลุ้มคลั่ง!
ตอนนี้เมื่อเห็นชุยเสียวเสี่ยวเป็นห่วงเขาจนตาแดง หัวใจของเว่ยเจี๋ยก็รู้สึกหวานล้ำอย่างบอกไม่ถูก ดึงนางเข้ามาโอบกอดแล้วโยกไปมาโดยไม่รู้ตัว
ในเวลานี้หากไม่ใช่เพราะข้างกายมีคนอื่นอยู่มากมาย เขาก็อาจจะจุมพิตแม่นางผู้นี้ให้หนำใจสักคราแล้ว
น่าเสียดายที่มีคนทนทั้งสองคนแสดงความรักหวานชื่นนี้ไม่ไหว ต้งยวนที่มองพวกเขาเงียบๆ จู่ๆ ก็เอ่ยกับชุยเสียวเสี่ยวว่า “เจ้าบอกให้พวกเราหยุดก็เพื่อมาแสดงความรักต่อเว่ยเจี๋ยอย่างนั้นหรือ”
ชุยเสียวเสี่ยวเช็ดน้ำตาลงบนสาบเสื้อของเว่ยเจี๋ย จากนั้นก็หันไปมองต้งยวนเล็กน้อย “เจ้าได้รูปสลักไปแล้วนี่ มิสู้รีบไปจากที่นี่เสีย หลังออกจากเกาะแล้วพวกเราค่อยมาประลองตัดสินกันอีกครั้ง”
ที่ชุยเสียวเสี่ยวกล่าวนั้นมีเหตุผล ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาห้ำหั่นกันเอง ต่อให้จะฆ่าพวกเขาก็ต้องรอหลังออกไปจากเกาะได้อย่างราบรื่นเสียก่อน
ในเวลานี้พวกเขามองออกไป ห้องโถงด้านนอกของบ่อนไม่มีเสียงเอะอะของผู้คนอีก มีเพียงร่างของนักพนันบางส่วนที่นอนอยู่กับพื้นเพราะเสียชีวิตจากที่พนันแพ้
ทว่าไม่นานศพเหล่านี้ก็เน่าเปื่อยจนเหลือแต่กระดูก ราวกับเนื้อหนังถูกพื้นดินดูดไปจนหมดสิ้น หลังจากนั้นกระดูกสีขาวเหล่านั้นก็ย่อยสลายไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นฝุ่นควันกองหนึ่งลอยไปกับลมทะเล
ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายเลิกต่อสู้กันนั้น บ่อนแห่งนี้ก็เหมือนขาดความหมายในการมีอยู่ไป หายไปในพริบตา
รอบด้านมิใช่ศาลาหอสูงประหนึ่งแดนสราญรมย์บนโลกมนุษย์อีกต่อไป เห็นเพียงกองกระดูกที่สลายไปทั่วทุกแห่งหน ทั้งยังมีหินตะปุ่มตะป่ำรูปร่างประหลาดนั่นอีก
เกาะแห่งนี้ดูเหมือนหิวโหยคอยดูดกลืนวิญญาณทั้งหมดบนเกาะไปอย่างไม่รู้จักอิ่ม และเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของมันเห็นได้ชัดว่าเป็นคนกลุ่มนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่บนเกาะ
ชุยเสียวเสี่ยวคิดถึงเมื่อชาติก่อน ในเมื่อเว่ยเจี๋ยชนะการพนันและสามารถกลับไปได้ แสดงว่ายังมีหนทางให้หนีไปจากเกาะปีศาจแห่งนี้อย่างราบรื่น
เมื่อคิดถึงสิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ นางก็เอ่ยว่า “ไป พวกเราไปดูที่มุมทางทิศเหนือกัน”
เวลานี้เองนางก็เห็นฉินเฮ่อเดินตามหลังต้งยวนมาโดยที่ไม่เอะอะโวยวาย ราวกับไม่ได้ถือสาที่มหาเทพครอบครองร่างของบุตรชายเลยสักนิด
นางเอ่ยถามโดยไม่รู้ตัวว่า “นายท่านฉิน ดูเหมือนท่านจะไม่เป็นห่วงบุตรชายของท่านเสียเลยนะ”
ฉินเฮ่อนิ่งอึ้ง จากนั้นก็กล่าวด้วยสีหน้านิ่งสงบว่า “มหาเทพลงมาจากสวรรค์ ย่อมต้องมีร่างให้ประทับอยู่ เจ้าลูกสุนัขโชคดีที่ได้มีส่วนช่วยเหลือองค์มหาเทพในโลกมนุษย์ ถือเป็นบุญอันใหญ่หลวงของเขา เมื่อใดที่มหาเทพเสด็จกลับขึ้นไปบนสวรรค์ก็ย่อมคืนร่างของบุตรชายข้าเอง” คำพูดเช่นนี้หากออกมาจากปากของสาวกผู้เลื่อมใสคนหนึ่งย่อมไม่มีปัญหาอันใด ทว่าเมื่อออกมาจากปากของบิดาคนหนึ่งแล้วช่างดูต่ำช้าเสียยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน!
เมื่อคิดว่าเพราะฉินหลิงเซียวเป็นห่วงบิดาจนต้องเสี่ยงอันตรายอยู่หลายครั้ง พยายามคิดหาทุกวิถีทางเพื่อยืดอายุขัยของบิดา แม้ฉินหลิงเซียวจะไม่ใช่คนใจกว้าง ไม่ใช่คนมีปณิธานยิ่งใหญ่ แต่เขาคือคนกตัญญูอย่างแน่แท้ เขากตัญญูกตเวทีต่อบิดาผู้ฝักใฝ่มารของเขาอย่างถึงที่สุด
ทว่ากลับกันฉินเฮ่อผู้นี้เมื่อรู้ว่าบุตรชายถูกแย่งชิงตัวไปแล้วกลับไม่แม้แต่จะขอความเมตตาจากต้งยวนแม้แต่น้อย ถึงขั้นกล่าววาจาเช่นนี้ออกมาได้อย่างมั่นอกมั่นใจ
ไม่รู้ว่าฉินหลิงเซียวที่กำลังถูกวิญญาณเทพควบคุมอยู่ตอนนี้ เมื่อได้ยินคำพูดนี้แล้วจะเสียใจเพียงใด