ขณะนี้บนเกาะมีแสงสว่างวาววาม คลื่นทะเลรอบด้านซัดสาดแรงขึ้น
ชุยเสียวเสี่ยวมีดวงตาอินหยางแต่กำเนิด ย่อมมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าภายในพื้นดินแข็งใต้ฝ่าเท้าของตนมีครรภ์ปีศาจซ่อนอยู่นับไม่ถ้วน
แม้จะมีชั้นดินหนากั้นไว้ แต่ก็ยังรู้สึกขนลุกชันได้ทุกย่างก้าว
นางเหลือบสายตาขึ้นมองคลื่นทะเลรอบด้านอีกครั้ง พลันเอ่ยขึ้นว่า “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่า…เกาะแห่งนี้เล็กลงเรื่อยๆ เลยเล่า”
เว่ยเจี๋ยมองไปรอบด้านอย่างรวดเร็ว เอ่ยเสียงเข้มว่า “เจ้าไม่ได้รู้สึกไปเองหรอก เกาะนี้กำลังจมน้ำ…”
ต้งยวนเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ร้อนใจสักนิด เอาแต่ยืนห่างจากพวกเขา ก้มหน้าตรวจสอบรูปสลักเพลิงเก้าอินที่ตนแย่งชิงมาได้
ยามนี้ดวงตาของรูปสลักนั้นเป็นรูโหว่ทั้งสองจุด ดูแล้วจำเป็นต้องมีของบางอย่างที่เหมาะสมถูกฝังลงไปจึงจะสามารถปลุกรูปสลักขึ้นมาได้
ในเวลานี้เองก็มีเสียงเยียบเย็นของแม่นางฝูดังมาจากขอบฟ้า “สัตว์คุ้มกายของเวยเฟิ่งมาปรากฏอยู่บนเกาะ หรือว่าอีกร่างหนึ่งของเวยเฟิ่งจะอยู่บนเกาะแห่งนี้ หึ! คนที่สองมือเต็มไปด้วยโลหิตปีศาจ ยังกล้าที่จะขึ้นเกาะแห่งนี้มาอีกหรือ ไม่ว่าเป็นผู้ใดก็อย่าได้คิดมีชีวิตรอดไปจากเกาะนี้เลย!”
ถังโหย่วซู่เชี่ยวชาญเรื่องตำนานเทพเซียนจึงเคยฟังเรื่องบุญคุณความแค้นระหว่างองค์เทพเวยเฟิ่งและเผ่าปีศาจมาก่อน บัดนี้ดูท่าเกาะแห่งนี้จะเกี่ยวข้องกับเมืองปีศาจที่ถูกทำลายไปอย่างแน่นอน!
ชุยเสียวเสี่ยวเป็นคนปรับตัวง่าย เมื่อได้ยินว่าแม่นางฝูจะไม่ยอมท่าเดียวก็พลันป้องปากตะโกนไปยังท้องฟ้าว่า “แม่นางฝู เรื่องเลวร้ายที่เจ้าพูดถึง ข้าไม่รู้เรื่องเลยสักนิด! เจ้าออกมาดีหรือไม่ พวกเรามานั่งคุยกัน ไม่แน่อาจจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันก็เป็นได้!”
แม่นางฝูกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด “มีอะไรน่าคุยกันเล่า! ตอนนั้นเวยเฟิ่งผิดคำสัญญา โน้มน้าวให้ท่านเจ้าเมืองกับจักรพรรดิสวรรค์เจรจายอมประนีประนอมกัน นางรับปากเองว่าขอเพียงพวกเรายอมทำสัญญาอย่างสงบกับจักรพรรดิสวรรค์ก็จะรับรองความปลอดภัยของเมืองปีศาจได้ แต่เป็นเพราะพวกเราเชื่อคำของนาง เมื่อถึงเวลากลับถูกหลอกจนถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์! แค้นโลหิตครั้งนี้ต่อให้ผ่านไปอีกเป็นพันเป็นหมื่นปีเผ่าปีศาจของข้าก็ไม่มีวันลืม!”
ชุยเสียวเสี่ยวได้ฟังคำของแม่นางฝูก็ตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าองค์เทพที่ถูกสวรรค์ลงทัณฑ์จะทำเรื่องชั่วช้าสามานย์ถึงเพียงนี้!
ในเวลานี้เองพญาหงส์ทั้งห้าที่บินมาเกาะตรงลำคอของชุยเสียวเสี่ยวก็พลันเกิดความร้อนขึ้นมาทำให้ชุยเสียวเสี่ยวร้องขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
เว่ยเจี๋ยขมวดคิ้วมองไปทางชุยเสียวเสี่ยว ยื่นนิ้วยาวออกไปลูบลำคอของนาง เอ่ยถามว่า “เหตุใดจึงร้อนเช่นนี้”
ชุยเสียวเสี่ยวส่ายหน้าแล้วแอบอิงอยู่ในอ้อมอกของเว่ยเจี๋ย เอ่ยถามเสียงเบาว่า “จะทำอย่างไรดี พวกเราถูกเผ่าปีศาจล้อมเอาไว้ที่นี่แล้ว”
ต้งยวนที่ยืนอยู่อีกด้านมองด้วยสายตาเย็นชา รู้สึกว่าภาพชายหญิงอิงแอบกันนั้นช่างขัดหูขัดตายิ่งนัก
เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาก็พลันดีดนิ้ว ลำแสงหนึ่งพุ่งเข้าใส่คนสองคนที่กำลังอิงแอบแนบชิดกันอยู่ทันที
ชุยเสียวเสี่ยวจึงต้องเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างอย่างไม่มีทางเลือก ทว่าชั่วพริบตานั้นเองนางก็ถูกต้งยวนดึงเข้าไปในอ้อมกอดของเขาแทน
มือข้างหนึ่งของต้งยวนจับปลายคางเล็กบางของชุยเสียวเสี่ยวไว้แน่น เขาไม่สนใจว่าแรงจากมือของตนเองจะบีบผิวหนังของนางจนแดงก่ำ
เขาก้มลงมองพินิจชุยเสียวเสี่ยวอย่างละเอียด เพื่อมองหาร่องรอยของคนรักเก่าบนใบหน้าของนาง
เว่ยเจี๋ยเห็นต้งยวนล่วงเกินชุยเสียวเสี่ยวเช่นนี้ก็บันดาลโทสะจนฤทธิ์มารพลุ่งพล่าน เขาตวัดกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ไปทางต้งยวนทันที
ต้งยวนเตรียมตัวรับมือไว้ก่อนแล้ว เขาเสกโล่ปราณขึ้นมาทันที สะท้อนพลังกลับจนเว่ยเจี๋ยกระเด็นออกไป
เว่ยเจี๋ยในตอนนี้มิใช่ประมุขแห่งยมโลกที่จะสามารถโรมรันกับเขาได้อย่างเท่าเทียมกันอีกแล้ว เขาทำลายพลังบารมีเทพของตนเอง แล้วจะยังคู่ควรเป็นคู่ประมือกับมหาเทพได้อย่างไร
ต้งยวนในตอนนี้ละทิ้งร่างกายของคนเหลวไหลเสเพล เปลี่ยนมาอยู่ในร่างของยอดมือกระบี่ฉินหลิงเซียว หลังจากค่อยๆ คุ้นเคยกับร่างกายใหม่แล้ว เขาก็เป็นดั่งพยัคฆ์ติดปีก พลังเทพสำแดงเดชได้จนถึงขีดสุด