บทที่ 1
ภายใต้การปกครองของต้าฉีตลอดร้อยปีที่ผ่านมา อำเภอเฟ่ยเซี่ยนนับเป็นเขตเมืองที่ค่อนข้างเจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง พื้นที่อุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและเป็นแหล่งค้าขายแลกเปลี่ยนมิได้ขาด
แต่ตอนนี้ถนนหนทางที่มุ่งสู่ตัวอำเภอกลับเงียบเหงาวังเวง แม้แต่สุนัขจรจัดที่มักตามขออาหารยังไม่มีให้เห็นสักตัว
เมื่อเข้าเขตเมือง บ้านแต่ละหลังปิดประตูหน้าต่างแน่นสนิท หอสุราโรงน้ำชาล้วนคลุมปิดป้ายหน้าร้าน มีเพียงธงปักเรียกลูกค้าไม่กี่คันที่ห้อยตกทิ้งตัวอย่างเหี่ยวเฉาท่ามกลางไอแดดร้อนระอุไร้ลมโชยในเดือนสี่
บนถนนร้านรวงซึ่งควรจะหอมกลิ่นสุราอาหารขจรขจายไปทั่วกลับเงียบสงัดถึงเพียงนี้ ย่อมพาให้ลูกค้าแขกเหรื่อรู้สึกผิดหวังอย่างเลี่ยงไม่ได้ และยิ่งทำให้ผู้ที่หิวโซมาสามวันสามคืนแล้วหดหู่สิ้นหวังเหลือเกิน
บุรุษสตรีสี่คน รวมทั้งสุนัขแก่ขนแหว่งอีกหนึ่งตัวพากันเดินมาตามย่านตลาด ด้วยต้องการอาหาร
คนกลุ่มนี้เดินอยู่บนถนนโล่งว่างพลางสังเกตดูบานประตูที่ปิดสนิทบานแล้วบานเล่าอย่างฉงนสงสัย
คล้ายมีเงาคนวูบไหวอยู่ด้านหลังประตูเหล่านี้ แต่กลับไม่เห็นใครออกมาเลย จนได้กลิ่นไม่ชอบมาพากลลอยอวลไปทั่ว
คนแปลกถิ่นเหล่านี้เคาะประตูร้านรวงเป็นครั้งคราวเพื่อขอโจ๊กขอน้ำมาเติมท้องสักหน่อย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงตวาดไล่อย่างหยาบคาย ในน้ำเสียงเหล่านั้นยังแฝงด้วยความหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
เด็กหนุ่มผอมแห้งผิวคล้ำผู้หนึ่งพูดอย่างสิ้นหวัง “ศิษย์น้องเจ้าสำนัก! เจ้าบอกว่าพอมาถึงที่นี่แล้วจะขอข้าวกินได้ไม่ใช่หรือ เหตุใดที่นี่ถึงเหมือนเมืองร้างอย่างไรอย่างนั้น แม้แต่น้ำล้างผักล้างจานยังไม่มีเลย!”
เด็กหนุ่มไม่ได้กินข้าวกินน้ำมาหลายวันเสียงจึงแหบแห้ง อีกทั้งยังอ่อนระโหยโรยแรง พาให้คนฟังทดท้อจนทนไม่ไหว
บุรุษสตรีสองคนซึ่งอายุมากกว่าเขาเล็กน้อย ได้ยินคำพูดนั้นแล้วยังทรุดนั่งจ่อมลงกับพื้นอย่างหมดแรง ไม่ยอมเดินหน้าต่อ
เวลานี้เองคนร่างเล็กผู้ยืนอยู่ข้างเด็กหนุ่มก็ค่อยๆ ลดหมวกของเสื้อคลุมลงเผยให้เห็นผมยาวสีดำขลับรวบขึ้นเป็นหางม้าและเห็นดวงตาสดใสระยิบระยับคู่หนึ่ง ที่หางตาข้างนั้นยังมีไฝสีแดงเม็ดหนึ่ง ดูขี้เล่นซุกซนยิ่ง
ผู้สวมเสื้อคลุมนี้เป็นหญิงงามหมดจดวัยแรกแย้ม เพียงแต่เพราะความหิวโหยทำให้ใบหน้าซูบตอบจนดวงตาที่กระจ่างใสคู่นั้นดูโตลึกยิ่งกว่าเดิม ผิวซึ่งเดิมขาวอมชมพูระเรื่อก็ดูซีดเซียวลงเล็กน้อย
นางแสร้งทำเป็นร่าเริง “พวกท่านลืมคำที่อาจารย์สั่งสอนก่อนจะจากโลกไปแล้วหรือ การงดเว้นธัญญาหาร ยังประโยชน์โพดผลมหาศาลแก่ผู้บำเพ็ญพรต การกินธัญพืชทั้งห้ามากๆ มีแต่จะเพิ่มแก่นหยาบมากขึ้น แปดเปื้อนไปถึงชีพจรวิเศษและเชื้อเซียน เวลานี้งดเว้นธัญญาหารมาได้สามวัน ข้าเริ่มค่อยๆ ซึมซาบคำที่ท่านผู้อาวุโสสอนบ้างแล้ว สัมผัสได้จริงๆ ว่ายิ่งก้าวย่างก็ยิ่งรู้สึกเบา ยามหายใจเข้าออกก็สัมผัสได้ถึงความหลุดพ้น”
หลังจากฟังคำพูดปลุกกำลังใจของแม่นางน้อยซึ่งไม่มีประโยชน์อันใดแม้แต่น้อยแล้ว เด็กหนุ่มผู้นั้นก็เข่าอ่อน คุกเข่าลงกับพื้น พูดอย่างสิ้นหวัง “เจ้าสำนัก เจ้าแน่ใจหรือว่าสภาพพวกเราเช่นนี้จะได้ขึ้นเป็นเซียน ไม่ใช่หิวตายอยู่ข้างถนนหรอกหรือ”
แม่นางน้อยผู้นั้นพยักหน้ายืนยันมั่นเหมาะ “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานของพวกเรามิใช่พวกดีแต่ชื่อนะ! จะหิวตายเพียงเพราะอดข้าวไม่กี่มื้อไปได้อย่างไร”
แม่นางน้อยเพิ่งพูดจบ ท้องก็พลันส่งเสียงครวญครางราวกับน้ำหลากทะเลแปร ฟังจากเสียงนั้นดูเหมือนจะยังอาลัยอาวรณ์ในทางโลกไม่หาย แสดงชัดว่านางก็หิวเกินจะทนแล้วเช่นกัน