บทที่ 12
ขณะนั้นเองจีอู่ชียังพบด้วยว่าด้านหลังกล่องสำริดมียันต์คาถาแปะผนึกไว้อีกหนึ่งแผ่น เหล่าศิษย์สำนักยันต์คาถาทั้งหลายเห็นแล้วก็พากันสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง
แม้อักขระยันต์ในโลกหล้าจะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน แต่สัญลักษณ์บนแผ่นยันต์ล้วนแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น อักขระยันต์ของสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานจะมีเส้นตะขอกลับด้านที่ส่วนท้าย
ศิษย์สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานเห็นเพียงแวบเดียวก็จำได้ทันทีว่าเป็นยันต์ของสำนักตน ส่วนท้ายของยันต์ปราบมารที่ดูผ่านกาลเวลามายาวนานนี้มีเส้นตวัดตะขอที่บ่งว่าอาจารย์ถังโหย่วซู่เป็นผู้วาดเอง
จีอู่ชีค้อมคำนับเทิดทูน ก่อนจะยืนยันมั่นเหมาะ “ไม่ผิดแน่ นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์เหลือทิ้งไว้!”
ทันใดนั้นเองแผ่นยันต์บนกล่องก็ปลิวร่วงลงสู่พื้น แล้วกล่องก็เปิดออกโดยพลัน
คนทั้งกลุ่มพุ่งสายตาจดจ้อง ภายในกล่องมีไม้แกะเป็นรูปสลักเล็กๆ อันหนึ่ง รูปสลักนั้นดูเหมือนรูปเคารพของเทพเจ้าโบราณซึ่งมีใบหน้าเป็นมนุษย์และร่างกายเป็นงู
ดวงตาของรูปสลักว่างเปล่ากลวงโบ๋ มุมปากแกะไว้คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เมื่อจ้องมองนานๆ ก็ชวนให้ขนลุกอย่างห้ามไม่อยู่
ศิษย์สำนักยันต์คาถามองหน้าสบตากันไปมา ครั้นแล้วจีอู่ชีก็ทำใจกล้ายื่นมือไปหยิบก่อน แต่ยังไม่ทันจะแตะถูกรูปสลักนั้น เขาก็รู้สึกถึงไอยะเยือกซัดไล่เป็นระลอกๆ ทำให้ต้องชักมือกลับมา
เจียงหนานมู่และอาอี้พยายามลองหยิบบ้าง แต่กลับไร้หนทาง ถูกไอยะเยือกจากรูปสลักซัดไล่เช่นกัน
ชุยเสียวเสี่ยวรู้รักษาตัวรอดมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อเห็นรูปสลักซึ่งเต็มไปด้วยไอชั่วร้ายเช่นนี้จึงคิดหลบให้ไกลอย่างยำเกรง
แต่ใครเลยจะรู้ว่าคลับคล้ายกับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นในใจ คอยกระซิบยุให้นางรีบหยิบรูปสลักนั้นขึ้นมา
ชั่วขณะที่มีอะไรดลจิตดลใจ ชุยเสียวเสี่ยวยื่นมือออกไปหารูปสลักแล้วหยิบไว้ในมืออย่างง่ายดาย
ดูเหมือนว่าชะตาดวงอับแสงจะไม่เพียงทำให้เลือดของนางแปลกประหลาดพิสดารเท่านั้น แต่ยังทำให้นางไม่กลัวไอหนาวยะเยือกที่ฝังอยู่ในรูปสลักนี้อีกด้วย
ทว่าศิษย์พี่ใหญ่กลับคิดอย่างอคติว่าเป็นเพราะชุยเสียวเสี่ยวถูกลูกแก้วปีศาจครอบงำแล้วจึงเริ่มเชื่อมต่อกับพวกนิกายมาร พอเห็นของซึ่งเป็นสิ่งชั่วร้ายถึงได้หยิบจับขึ้นมาทันทีทันใด
เพียงแต่หลังจากที่ชุยเสียวเสี่ยวถือรูปสลักไว้ครู่หนึ่ง ไอยะเยือกก็ค่อยๆ บรรเทาเบาบางลง พวกศิษย์พี่ก็สามารถรับมันไปดูได้ แต่เมื่อพิจารณาแล้วก็ไม่พบสิ่งแปลกประหลาดอะไรบนรูปสลักนั้น
ชุยเสียวเสี่ยวเพ่งมองดูใบหน้าของรูปสลัก รู้สึกว่าเบ้าตาที่กลวงเปล่าคู่นั้นคล้ายกับมีบางอย่างขาดหายไป
ด้านหลังของรูปสลักแกะลายเป็นอักขระภาษาสันสกฤตหนึ่งบรรทัด พวกศิษย์พี่ใหญ่อ่านไม่ออกจึงปรึกษากันว่าจะเก็บเอาไว้ก่อนแล้วค่อยหาคนที่เข้าใจภาษานี้มาช่วยอธิบาย
แต่เพราะความฝันที่สมจริงเกินไปของชุยเสียวเสี่ยวทำให้นางตั้งใจว่าจะไม่เก็บรูปสลักนี้ไว้ กระทั่งคิดจะเผาทิ้งเสียด้วยซ้ำ
จีอู่ชียืนกรานไม่ยอมให้นางทำเช่นนั้น เพราะบนกล่องมีดวงตราของปรมาจารย์เว่ยเจี๋ย จอมมารเมื่อสองร้อยปีก่อน หากมีแผนร้ายสะท้านสะเทือนฟ้าดินอะไร เช่นนั้นสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานก็จะได้จัดการก่อนตำหนักสำนักอื่น นี่ไม่ใช่การสร้างความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่หรอกหรือ
ชุยเสียวเสี่ยวเป็นถึงเจ้าสำนัก แต่ไม่มีอำนาจบารมีแม้แต่น้อย แม้จะทัดทานสุดกำลังแล้ว แต่ก็ทำได้เพียงมองดูศิษย์พี่ใหญ่เก็บรูปสลักพร้อมกล่องเข้าห่อสัมภาระด้านหลังของเขาตาปริบๆ
จนกระทั่งออกเดินทางอีกครั้ง ชุยเสียวเสี่ยวก็รู้สึกถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากห่อผ้าของศิษย์พี่ใหญ่อย่างบอกไม่ถูก และราวกับว่ามีดวงตาคู่หนึ่งคอยจ้องมองนางอยู่ตลอด
ชุยเสียวเสี่ยวคิดหาโอกาสเอามันไปทิ้ง แต่ศิษย์พี่ใหญ่เฝ้าเจ้าสิ่งอัปมงคลนั่นไม่ห่าง ไม่ให้ใครเข้าใกล้มันเลย