โลกของผู้บำเพ็ญเพียรก็เป็นเช่นนี้เอง นอกเหนือแบ่งแยกระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายมารชั่วแล้ว พรสวรรค์และพลังตบะก็กดข่มทุกสิ่งได้จริงๆ
ไม่ว่าก่อนหน้านี้จีอู่ชีจะดูถูกชุยเสียวเสี่ยวไว้เพียงใด แต่ตอนนี้นางได้ใช้ความสามารถของตนเองพิสูจน์แล้วว่าในบรรดาศิษย์สำนักยันต์คาถาทั้งหมด นางมีพรสวรรค์สูงสุด อาจารย์มิได้ดูคนผิดเลย
ชุยเสียวเสี่ยวย่อมรู้สาเหตุที่ทำให้พลังตบะของตนสูงขึ้นเป็นอย่างดี แต่นางไม่อาจอธิบายให้ศิษย์ร่วมสำนักฟังโดยละเอียดได้ ไม่เช่นนั้นศิษย์พี่ใหญ่จะต้องคิดว่านางถูกปีศาจครอบงำเป็นแน่
ระหว่างเดินทางกันต่อชุยเสียวเสี่ยวครุ่นคิดชั่วขณะหนึ่งว่าหะแรกลูกแก้วปีศาจในร่างกายตนคงจะอยากบังคับควบคุมตัวนาง โดยปลุกความคับแค้นในใจของนางแล้วดึงนางสู่ด้านชั่วร้าย เพื่อให้มันเข้าควบคุมครอบงำเช่นเดียวกับที่ทำกับสะใภ้สกุลไป๋
ใครเล่าจะคิดว่าโลหิตยอดอินของนางจะใช้ประโยชน์ได้ในยามคับขัน สามารถโจมตีขับไล่ปีศาจมารนั้นได้ จนตอนนี้นางกับลูกแก้วปีศาจสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกันได้อย่างพอเหมาะพอดี ตราบใดที่ภาวะอันเหมาะควรนี้ไม่ถูกทำลายลง นางก็คงอยู่อย่างไร้ทุกข์ภัยได้ชั่วคราว
เพียงแต่เมื่อปีศาจโลหิตหรือลูกแก้วปีศาจนั้นพบว่านางรอดพ้นจากการควบคุมของมันก็บอกว่านางเป็นคนที่สองที่ทำเช่นนี้ได้
ชุยเสียวเสี่ยวจึงสนใจใคร่รู้ว่าคนแรกที่รอดพ้นจากการควบคุมของลูกแก้วปีศาจ…คือใครกัน
สิ่งที่ชุยเสียวเสี่ยวไม่มีทางรู้เลยก็คือภาพเหตุการณ์ที่นางควบคุมสายน้ำนั้นได้ปรากฏแก่สายตาฉินหลิงเซียวประหนึ่งว่าเกิดขึ้นต่อหน้าเขาจริงๆ
ในเวลานี้ฉินหลิงเซียวกลับมาถึงเขาจิ่วเสวียนเจี้ยนแล้ว แต่ก่อนจะผละมาเขาได้สั่งให้ลูกศิษย์คอยสะกดรอยตามชุยเสียวเสี่ยวไปตลอดทาง
ข้างสระเยียบเยือกบนเขาจิ่วเสวียนเจี้ยน เขาใช้ ‘วิชารวมจิต’ เพ่งผ่านดวงตาของศิษย์ในสำนักที่แอบติดตามไปสังเกตการณ์ จึงสามารถเห็นว่าเวลานี้ชุยเสียวเสี่ยวทำอะไรอยู่ที่ใดได้อย่างชัดเจน
…นางมีพลังปาฏิหาริย์จริงๆ! จำได้ว่าตอนที่พบนางก่อนหน้านี้ที่จุดตันเถียนของนางยังว่างเปล่าไร้พลังปราณอยู่เลย เหตุใดแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็บรรลุถึงขั้นนี้ได้
หรือ…นางใช้ลูกแก้วปีศาจเพิ่มพลังตบะของตนเองได้ นี่ไม่เท่ากับว่านางกำลังดำเนินรอยตามจอมมารเว่ยเจี๋ยหรอกหรือ
ฉินหลิงเซียวลืมตาพึ่บและผุดลุกขึ้นอย่างฉุนเฉียว แต่กลับพบว่าศิษย์น้องหลิงจื่อซานเข้ามายืนอยู่เบื้องหน้าเขายังตำหนักในนี้ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร
“หลิงเซียว…หน้าผากของท่าน…” หลิงจื่อซานเพิ่งสังเกตเห็นว่ารอยตราปทุมบนหน้าผากของฉินหลิงเซียวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำจึงปรี่ก้าวเข้าไปใกล้เขาอย่างอดไม่ได้
ฉินหลิงเซียวยกมือขึ้นลูบคลำเพื่อปิดบังรอยตราบนหน้าผากของตน ก่อนจะเอ่ยกับหลิงจื่อซานราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ข้าให้เจ้าตามหาลูกแก้วปีศาจ ‘โทสะ’ มีเบาะแสอะไรแล้วหรือ”
หลิงจื่อซานรู้ว่าเขาไม่ต้องการอธิบายจึงได้แต่เก็บกลั้นความห่วงกังวลของตนไว้ กล่าวว่า “ข้าพบแล้ว โทสะสิงอยู่ในตัวพยัคฆ์ดุร้ายบนเขาเหมาซาน มันโกรธเกรี้ยวอาละวาดทั้งวี่วันและกินคนสัญจรไม่หยุด ข้ากำลังจะพาศิษย์ไปปราบพยัคฆ์ปีศาจแล้วเก็บลูกแก้วปีศาจกลับมานี่ล่ะ…ได้ยินว่าท่านไปพบชุยเสียวเสี่ยวผู้นั้นเพียงลำพังมา ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินหลิงเซียวไม่อยากตอบคำถามนี้เช่นกัน เพราะเขาเป็นฝ่ายไปเอ่ยปากขอแต่งงาน แต่กลับถูกเจ้าสำนักหญิงอ่อนหัดผู้นั้นปฏิเสธกลับมา จึงไม่มีอะไรน่ากล่าวถึง
เขาหลับตาอีกครั้ง กล่าวเสียงเรียบว่า “ข้าอยากโคจรปราณฝึกบำเพ็ญต่อ ถ้าเจ้าไม่มีธุระอะไรแล้วก็ไปเถิด”
ต่อหน้าผู้บำเพ็ญพรตชายคนอื่น หลิงจื่อซานประมุขวังทวิลักษณ์ผู้สูงส่งยากไขว่คว้ามักจะวางตัวเย็นชาประหนึ่งดอกบัวน้ำแข็งแต่ต่อหน้าฉินหลิงเซียวศิษย์พี่ของนาง หญิงสาวกลับเชื่อเชื่องราวกระต่ายขาวตัวน้อย
นางดูออกว่าฉินหลิงเซียวกำลังอารมณ์ไม่ดีและดูเหมือนว่าคนที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ก็คือชุยเสียวเสี่ยวผู้นั้น
หญิงสำนักเถื่อนลัทธินอกผู้หนึ่งมีพลังปีศาจอะไร ถึงชักจูงความรู้สึกของศิษย์พี่ได้
นางรู้ดีแก่ใจว่าไม่อาจถามออกไป ทำได้เพียงมองดูใบหน้าหล่อเหลาของฉินหลิงเซียวอย่างทั้งรักทั้งชัง ก่อนจะหันกายออกจากตำหนักใหญ่แห่งสำนักกระบี่ไป
หากต้องการเอาชนะใจของฉินหลิงเซียวก็ต้องมีปัญญาความสามารถพอจะสนับสนุนปณิธานของเขา
สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือจะต้องเก็บลูกแก้วปีศาจโทสะกลับมาให้จงได้ ส่วนเรื่องของชุยเสียวเสี่ยวผู้นั้น หลิงจื่อซานตั้งใจแล้วว่าจะไปพบนางดูสักครั้ง…