ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 13-15
กล่าวถึงคณะของสำนักยันต์คาถา พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าคอยตามเฝ้าอยู่ห่างๆ มาตลอด
ในที่สุดวันนี้พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาฉีเหล่า ที่ตั้งของสระพญาหงส์
เมื่อเข้าสู่เขตเขาฉีเหล่าต้นหญ้าเขียวชอุ่มรอบข้างก็ค่อยๆ บางตาลงเรื่อยๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงต้นไม้ใหญ่อะไรเลย
ภูเขาทั้งลูกเห็นแต่ดินเหลืองไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ผิดจากภูเขาแห้งแล้งลูกหนึ่ง บนเนินด้านหนึ่งมีแผ่นหินตั้งเรียงรายราวกับซากแผ่นป้ายสุสานปรักหักพังอย่างไรอย่างนั้น
ชุยเสียวเสี่ยวสายตาดียิ่ง นางรู้สึกว่าเดิมป้ายศิลาเหล่านั้นน่าจะสลักอักษรไว้เต็มทั่ว เพียงแต่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน หินกร่อนพังเสียหายไปมาก ข้อความจึงเลือนหายจนแทบดูไม่ออกแล้ว
ศิษย์พี่รองเคยได้ฟังท่านอาจารย์เล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับปรมาจารย์ของเขาอยู่เสมอ รวมถึงเรื่องป้ายศิลาที่กลาดเกลื่อนเต็มภูเขานี้ นางก็รู้ดีประหนึ่งเป็นนิ้วตน
“อาจารย์เคยเล่าว่าป้ายศิลาเหล่านี้เป็นศิลาเชิดชูคุณธรรมสดุดีคุณูปการที่สี่ยอดสำนักใหญ่แกะสลักจากกระดูกของมังกร เพียงแต่เมื่อสองร้อยปีก่อนถูกเว่ยเจี๋ยตวัดแส้ฟาดทำลาย คิดไม่ถึงเลยว่าผ่านมานานถึงเพียงนี้จะยังหลงเหลือซากอยู่”
ชุยเสียวเสี่ยวก็เคยอ่านเจอเรื่องนี้ในตำราลับเช่นกัน ดูเหมือนว่าจะเป็นเหตุการณ์ช่วงที่จอมมารเว่ยเจี๋ยถูกสี่ยอดสำนักใหญ่รุมไล่ล่า ก่อนเขาจะตกลงไปในถ้ำนาคาคร่าวิญญาณเสียอีก
เส้นทางสู่การเป็นจอมมารของเขาก็เริ่มต้นจากถ้ำนาคาคร่าวิญญาณในหุบลึกของเขาฉีเหล่านี่เอง
เมื่อสองร้อยปีก่อน ทั่วบริเวณเขาฉีเหล่ากินพื้นที่เป็นร้อยหลี่ยังคงร่มรื่นเขียวขจี แต่หลังจากเว่ยเจี๋ยกลายเป็นจอมมาร เลือดก็อาบนองไปทั่วสี่ยอดสำนักใหญ่ อีกทั้งเขายังคิดเปิดประตูยมโลกซึ่งซ่อนเร้นอยู่บนเขาฉีเหล่า สร้างความปั่นป่วนสะท้านสะเทือนถึงทวยเทพ สุดท้ายคล้ายว่าเกิดสงครามบนเขาฉีเหล่าขึ้นอีกครา นำมาสู่เพลิงศักดิ์สิทธิ์แผดผลาญ กลายเป็นสถานที่ที่ต้นไม้ใบหญ้าไม่อาจงอกขึ้นอีกเลย
ปกติแล้วศิษย์พี่รองมักชอบอ่านตำนานขึ้นชื่อของสำนักนิกายต่างๆ นางจึงแทบทนรอไม่ไหวที่จะเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ไก่อ่อนเพิ่งหัดบำเพ็ญเพียรผู้นี้ฟัง
หะแรกชุยเสียวเสี่ยวก็ยิ้มฟังขณะเดินขึ้นเขา แต่พอเดินไปๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันตา จู่ๆ นางก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงหน้าอกแล้วแผ่ลามไปตามแขนขาและกระดูกทั่วสรรพางค์กาย
หลายวันมานี้ชุยเสียวเสี่ยวอยู่ร่วมกับลูกแก้วปีศาจในร่างกายอย่างสงบไร้เรื่องกวนใจ นางจึงหลงคิดว่าไปว่าโลหิตยอดอินของตนคงจะสะกดลูกแก้วปีศาจเอาไว้ได้
แต่ตอนนี้นางเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองดีใจเร็วเกินไปจริงๆ
เมื่อมาอยู่ข้างๆ เนินตรงเชิงเขาฉีเหล่าซึ่งเต็มไปด้วยซากศิลาจารึกแห่งนี้ ในที่สุดพิษลูกแก้วปีศาจในตัวชุยเสียวเสี่ยวก็เริ่มแผลงฤทธิ์ขึ้นแล้ว
เป็นดังที่ฉินหลิงเซียวเคยกล่าวไว้ เมื่อพิษอินออกฤทธิ์ชุยเสียวเสี่ยวก็เจ็บปวดไปทั่วทุกอณูในร่างกาย เจ็บเหมือนดั่งมีลูกศรนับหมื่นเล่มทิ่มแทงทะลุหัวใจ ทรมานจนต้องกลิ้งลงกับพื้น
ศิษย์ร่วมสำนักทั้งสามอยากจะช่วยแบกนางขึ้นมาวางบนหินก้อนใหญ่ด้านข้าง แต่ทันทีที่สัมผัสถูกตัวชุยเสียวเสี่ยว นางก็กรีดร้องอย่างเจ็บปวดรวดร้าว แม้แต่เสื้อผ้าที่เสียดสีบนตัวนางยังทำให้เจ็บแสบจนทนไม่ไหว เหงื่อแตกพลั่กพาให้จอนผมเปียกแฉะ ผมเผ้าลุ่ยยุ่งและชุ่มเหงื่อจนแนบติดสองข้างแก้มของนาง
เจียงหนานมู่เห็นนางเป็นเช่นนี้พานร้อนรนจนอยากจะร้องไห้ ได้แต่พึมพำว่า “จะทำอย่างไรดี”
ในมือจีอู่ชีถือยันต์ปราบมารเตรียมไว้แล้ว แต่จะแปะก็ไม่แปะเสียที
แม้เขามักจะเยาะหยันศิษย์น้องเจ้าสำนักด้วยถ้อยคำรุนแรงอยู่เนืองๆ แต่เมื่อเห็นแม่นางน้อยวัยสิบหกสิบเจ็ดปีผู้นี้เจ็บปวดทรมานจนหน้าซีดขาวราวกระดาษ เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรไปชั่วขณะหนึ่ง
สุดท้ายจีอู่ชีก็ขยำกระดาษยันต์สีเหลืองพลางกระทืบเท้าคราหนึ่งแล้วโยนมันทิ้งไปอีกด้าน
ขณะที่คนทั้งกลุ่มกำลังอับจนหนทาง ศิษย์สาวกสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าหลายคนก็ขี่กระบี่ปรากฏตัวออกมาอีกครั้งราวกับนัดแนะเวลาไว้
เจี่ยงเจิ้งศิษย์เอกของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าไล่มองชุยเสียวเสี่ยวซึ่งกำลังกลิ้งทุรนทุรายไปมาด้วยสายตาเหยียดหยาม ครั้นดูเรื่องตลกจนหนำใจแล้วถึงค่อยเอ่ยปากสบายอารมณ์ว่า “ท่านปรมาจารย์คาดเดาชะตากรรมของเจ้าสำนักชุยในเวลานี้ไว้ก่อนแล้วจึงได้สั่งให้พวกข้ามาที่นี่เพื่อรับเจ้าสำนักชุยไปพบ ทั่วโลกหล้านี้คนที่ช่วยท่านได้มีเพียงปรมาจารย์ของพวกข้าเท่านั้น เจ้าสำนักชุย เชิญ!”
ศิษย์พี่รองเจียงหนานมู่ได้ยินเช่นนี้พลันรีบพยักหน้า เตรียมจะช่วยศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าพยุงชุยเสียวเสี่ยวขึ้น
แต่ชุยเสียวเสี่ยวจิกยึดพื้นดินไว้แน่น พร้อมผงกศีรษะขึ้น ทั้งๆ ที่ตัวยังดิ้นพล่านอยู่ ดวงตาคู่สวยโผล่เผยผ่านช่องระหว่างปอยผมที่ปรกบังหน้าตา ไฝแดงตรงหางตาดูเข้มขึ้นประหนึ่งว่าจะหยาดเลือดลงมาเสียให้ได้ ยิ่งขับเน้นให้สายตาของนางดุร้ายขึ้นหลายส่วน
“…ขอบคุณความหวังดีของเจ้าสำนักฉิน แต่น้ำใจของเขา ข้าแม่นาง ไร้โชควาสนาเชยชื่น ขอรับไว้แค่ใจก็พอ!”
ชุยเสียวเสี่ยวรู้ว่าฉินหลิงเซียวจงใจคาดเดาเวลาส่งคนมา ‘เชิญ’ นางไว้พอดิบพอดี
เขาคงมั่นใจว่าเมื่อนางทุกข์ทรมานจากพิษอินก็จะสิ้นศักดิ์ศรี ขอร้องอ้อนวอนให้เขาช่วยเหลือ ทว่ายิ่งฉินหลิงเซียวตั้งใจไล่ต้อนกันเช่นนี้ ชุยเสียวเสี่ยวก็ยิ่งไม่อยากทำตามที่เขาต้องการมากขึ้นเท่านั้น
คนที่ระเหเร่ร่อนกินนอนอยู่ในตลาดย่านร้านมาแต่เล็ก หากไม่มีจิตใจฮึกห้าวเหี้ยมหาญเสียเลย ไม่ต้องคอยยอมจนแม้แต่สุนัขจรจัดก็เข้ามารังแกเอาได้หรอกหรือ
ภายนอกชุยเสียวเสี่ยวอาจดูเหมือนอะลุ้มอล่วยประนีประนอม แต่บทจะโหดเหี้ยมเด็ดขาดขึ้นมา แม้แต่ชีวิตนางก็ไม่เสียดาย!
Comments



