เนื่องจากมันไม่ได้ออกจากรังไหมด้วยตัวมันเอง การเปลี่ยนรูปร่างลักษณะของมันจึงสำเร็จเพียงครึ่งเดียว ส่วนครึ่งล่างนั้นยังเป็นดักแด้อยู่ และเพราะไม่อาจทานรับตบะปราณกระบี่ของฉินหลิงเซียวได้ ท้องของมันจึงระเบิดแตก ส่งเสียงกรีดร้องพลางกระดืบดิ้นอยู่กับพื้น หายใจรวยรินใกล้ตาย
ฉินหลิงเซียวไม่แยแสเจ้าปีศาจอีก เพียงสะบัดแขนเสื้อสลัดน้ำเมือกซึ่งสาดกระเด็นมาจากดักแด้ออกแล้วก้าวฉับมาเบื้องหน้า มองหาลูกแก้วขนาดผลลิ้นจี่ลูกหนึ่งในกองน้ำเมือกบนพื้นนั้น
หะแรกลูกแก้วยังคงเรืองแสงริบหรี่ แต่เมื่อฉินหลิงเซียวหยิบขึ้นมาไว้ในมือแสงนั้นก็หม่นลง ลูกแก้วพลันเปลี่ยนเป็นสีเขม่าในชั่วพริบตา
ใบหน้าหล่อเหลาของฉินหลิงเซียวฉาบฉายแววโกรธเคือง เขาตวัดสายตาจ้องมาทางชุยเสียวเสี่ยว “เจ้าใช้ยันต์อะไร เหตุใดมันจึงกลายเป็นเช่นนี้”
ชุยเสียวเสี่ยวก้มลงลูบตัวสุนัขแก่จี๋เสียงที่วิ่งกลับมาหาแล้วแกะยันต์โลหิตของตนออกให้มันพลางกล่าวไปตามเรื่อง “ก็แค่ยันต์ขจัดมารธรรมดาๆ ของศิษย์แรกเข้าสำนัก…เจ้าสำนักฉิน ถึงแม้ข้าจะช่วยท่านไว้ แต่ท่านก็มิต้องเกรงใจจนเกินไปนักหรอก”
เห็นได้ชัดว่าแม่นางน้อยผู้นี้พูดประชดประชันเขา เพราะน้ำเสียงที่ฉินหลิงเซียวพูดกับนางนั้นไม่สุภาพเกรงใจแม้แต่น้อย
เจี่ยงเจิ้งศิษย์คนโตของฉินหลิงเซียวกล่าวอย่างโมโห “ปรมาจารย์ของข้าดั้นด้นเดินทางนับพันหลี่มาเพื่อปราบมาร แต่กลับถูกสำนักเถื่อนเช่นเจ้าทำลูกแก้วปีศาจแปดเปื้อน เจ้าสมควรรับโทษเช่นไร”
ชุยเสียวเสี่ยวถูกศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าว่าให้โกรธ แต่กลับยิ้มเยาะตอบ “ข้าแค่ใช้ยันต์ขจัดมารธรรมดาๆ ปีศาจนั่นปรมาจารย์ของพวกท่านเป็นผู้ฟันกระบี่ฆ่ามันเอง หากท่านกล่าวว่าข้าเป็นผู้ทำก็มองข้าสูงส่งเกินไปแล้ว ที่จริงเป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะปรมาจารย์ของพวกท่านมิได้เช็ดกระบี่ให้สะอาด ปล่อยให้ขึ้นสนิมเขรอะ”
ฉินหลิงเซียวท่าทางคล้ายไม่อยากให้ใครสังเกตกระบี่คร่ำคร่าของตนจึงรีบเก็บกระบี่กลับเข้าฝักเร็วไว ทั้งยังพันห่อด้วยผ้าขาวอีกชั้นหนึ่ง ก่อนจะส่งให้สตรีชุดดำด้านข้าง
จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วมองดูลูกแก้วปีศาจที่เปื้อนตำหนิอีกครั้ง ก่อนจะเก็บลูกแก้วปีศาจนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อ
สุดท้ายฉินหลิงเซียวก็เงยหน้าขึ้นมองจ้องยันต์ที่อยู่ในมือของชุยเสียวเสี่ยว
ยันต์นี้ไม่ได้เขียนด้วยหมึกสีชาด แต่ดูเหมือนจะเขียนด้วยโลหิต…
ปลายนิ้วมือของชุยเสียวเสี่ยวยังมีเลือดหยดซึม ฉินหลิงเซียวสูดลมหายใจเบาๆ เพื่อดมกลิ่น ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนสี หากไม่เพราะสตรีงามเพริศพริ้งข้างกายจับรั้งไว้ เขาก็เกือบจะปรี่หาชุยเสียวเสี่ยวแล้ว
ฉินหลิงเซียวปิดจมูกพลางโพล่งถามกะทันหัน “ชะตาแปดอักษร* ของเจ้าตกฤกษ์ใด”
ชุยเสียวเสี่ยวยิ้มหวาน ไฝแดงตรงหางตาของนางดูเฉิดฉายยิ่งกว่าเก่า ทันใดนั้นนางก็เดินเข้าไปหาฉินหลิงเซียวราวกับจะบอกความลับบางอย่าง
ชุยเสียวเสี่ยวตอบด้วยน้ำเสียงเคารพนบนอบอย่างที่สุด “ฤกษ์ชะตาของข้า เกี่ยวอันใดกับท่าน…หรือเจ้าคะ”
แม่นางน้อยผู้มีท่าทีคล้ายไร้ซึ่งโทสะอันใด ครั้นปล่อยเล่ห์เหลี่ยมออกมาในฉับพลันก็พาให้คนอึ้งงัน เรียกสติกลับมาได้อย่างเชื่องช้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนระดับฉินหลิงเซียวผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจนเปรียบประดุจดวงเดือนรายล้อมด้วยหมู่ดาว ย่อมมิได้ถูกหักหน้าต่อหน้าธารกำนัลมานานแล้ว
ฉินหลิงเซียวถูกรวนให้สะอึกจนต้องหรี่ตาเพ่งมองพลางดมกลิ่นเลือดจางๆ ในอากาศ หลังจากสงบใจลงแล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ถ้าข้าเดาไม่ผิด ชะตาแปดอักษรของแม่นางน้อยคงจะเป็นลักษณ์อินทั้งหมด ตกฤกษ์ดวงอับแสงที่พบเห็นได้ยากยิ่งเป็นแน่…ผู้ที่ตกฤกษ์ชะตาเช่นนี้ ข่มดวงบิดามารดา วาสนาครอบครัวน้อยนิด…เจ้าคงเป็นลูกกำพร้ากระมัง”
คราวนี้รอยยิ้มเย้ยเยาะบนใบหน้าของชุยเสียวเสี่ยวพลันมลายหายไปทันที
เพราะฉินหลิงเซียวพูดถูกเผง ธรรมดาแล้วผู้ที่เข้าใจศาสตร์ทำนายดวงชะตาแม้เพียงเล็กน้อย เมื่อเห็นฤกษ์ชะตาของนางแล้วก็พากันส่ายหัวทั้งนั้น