บทที่ 6
เพราะคำพูดของฉินหลิงเซียวล่วงเกินชุยเสียวเสี่ยว รอยยิ้มซึ่งแขวนประดับบนใบหน้าของนางอยู่เป็นนิจจึงหายไปทันตา นางกล่าวกับฉินหลิงเซียวด้วยเสียงเย็นชา “ในเมื่อปีศาจสิ้นฤทธิ์แล้ว หากท่านเจ้าสำนักฉินไม่มีธุระอันใดก็เชิญพาศิษย์ทั้งหลายไปตามสะดวกเถิด”
นางพูดจบก็ไม่สนใจสีหน้าอาการของบรรดาผู้เก่งกาจจากสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าอีก แต่เดินตรงไปยังเจ้าปีศาจซึ่งยังหายใจรวยรินอยู่บนกองหนองเลือดสีเขียวแล้วยื่นมือไปแหวกผมยาวยุ่งเหยิงของปีศาจนั้นออกเบาๆ
ในขณะที่เจ้าปีศาจดูเหมือนกับกำลังจะตาย ฤทธิ์มารสลายหายไปมาก ส่วนหัวและใบหน้าลอกคราบออกจนเปลี่ยนเป็นดูคล้ายหญิงสาวมากกว่าเดิม
ตอนมันเงยหน้าขึ้นจะเห็นได้ว่าใบหน้าครึ่งหนึ่งล้วนมีแต่รอยแผลเป็นเดิมซึ่งเกิดจากไฟไหม้
ชุยเสียวเสี่ยวพิจารณาอาการบาดเจ็บของ ‘นาง’ แล้วก็รู้แก่ใจว่าไร้กำลังจะเยียวยาให้ฟื้นคืน
ชุยเสียวเสี่ยวถอดชุดคลุมตัวนอกของตนเองที่รมกลิ่นยาสูบเอาไว้ออก บนตัวท่อนบนสวมเพียงเสื้อบุนวมบางหลวมๆ จากนั้นนางก็ตักน้ำสะอาดจากโอ่งอีกใบมาล้างหน้าและลำคอ เมื่อดมๆ ดูว่าบนตัวของตนเองไม่ค่อยมีกลิ่นยาสูบหลงเหลืออยู่แล้ว ถึงได้กลับมานั่งยองๆ ลงเบื้องหน้าเจ้าปีศาจอีกครั้ง “ข้าเพิ่งเข้าสำนักยันต์คาถาได้ไม่นานนัก คาถาอื่นๆ ล้วนสวดไม่เก่ง มีเพียงคาถาชำระวิญญาณที่ท่องแม่นแล้ว ข้าจะส่งวิญญาณเจ้าเดินทางครั้งสุดท้าย ปลดปล่อยความทุกข์ในใจเจ้า มอบความสงบสุขสุดท้ายให้แก่เจ้าเอง…”
กล่าวจบนางก็หยิบยันต์ซึ่งวาดเป็นลวดลายกลีบดอกไม้ออกมาแผ่นหนึ่ง วางลงบนตำแหน่งหน้าผากของปีศาจสาวผู้นั้น จากนั้นจึงท่องคาถางึมงำ
หะแรกปีศาจสาวนั้นทำท่าเกรี้ยวกราดดุร้าย แต่แล้วจิตสังหารในแววตาของนางก็ค่อยๆ มลายหายไป ท่าทางนางดูเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันอันยาวนาน แววตาเผยความสับสนงุนงงไม่รู้สิ้น
นางพึมพำด้วยความเจ็บปวด “ข้าถูกเจ้าไป๋โหย่วเต๋อนั่นสร้างเรื่องใส่ร้าย ข้ามิได้ประพฤติผิดคุณธรรมจรรยา…”
ถึงตอนนี้เจียงหนานมู่และศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ ต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน
เหตุเพราะพวกนางนึกขึ้นได้ว่าตอนกินข้าวอยู่ ชุยเสียวเสี่ยวได้ซักไซ้ไต่ถามยามเฝ้าประตูถึงที่มาที่ไปของคนตระกูลนั้น
เมื่อพูดถึงลูกสะใภ้ของคนสกุลไป๋ก็ต้องพูดถึงจิ้นโหย่วเต๋อผู้นั้นกันก่อน ว่ากันว่าเขาก็คือบุตรชายของสกุลไป๋ที่ทำกิจการเลี้ยงไหมของอำเภอนี้มาแต่เดิม
แต่ถึงกล่าวว่าเป็นบุตรชาย แท้จริงแล้วคือบุตรบุญธรรมที่ติดตามมารดาม่ายมาแต่งงานใหม่เข้าตระกูลนี้ เมื่อเขาเข้ามาอยู่ในบ้านสกุลไป๋จึงเปลี่ยนแซ่จากเดิมแซ่จิ้น ใช้ชื่อใหม่ว่าไป๋โหย่วเต๋อ
น่าเสียดาย ทายาทโทนซึ่งเกิดแต่ภรรยาหลวงที่ตายจากไปร่างกายอ่อนแอป่วยกระเสาะกระแสะ หลังจากแต่งงานได้ไม่นานก็ลาจากโลกไปอีกคน เหลือเพียงภรรยาสาวที่กำลังตั้งครรภ์เท่านั้น
เล่าลือกันว่าสะใภ้ผู้กำลังตั้งครรภ์อยู่นี้ประพฤติตนไม่ใคร่เหมาะสมสำรวม มักเล่นหูเล่นตากับน้องบุญธรรมของสามี ลือกระทั่งว่าเลือดเนื้อเชื้อไขในครรภ์นั้นก็มีที่มาไม่ชอบมาพากล
เมื่อเรื่องอัปยศนี้ถูกเปิดโปงล่วงรู้ นายท่านผู้เฒ่าไป๋ย่อมรับไม่ได้ แต่เมื่อลูกสะใภ้ถูกไฟคลอกตายในโรงเก็บฟืนไปอย่างน่าพิศวง เขาก็ปล่อยให้แล้วแล้วไป ไม่รื้อฟื้นขุดคุ้ยต่อ
แต่เมื่อนายท่านผู้เฒ่าไป๋กำลังคิดจะจัดการบุตรบุญธรรม จู่ๆ ก็ล้มป่วยกะทันหันและจากโลกไปเสียก่อน
ฝ่ายไป๋โหย่วเต๋อบุตรบุญธรรมได้ช่วยดูแลกิจการของบิดาบุญธรรมมานาน ลูกมือน้อยใหญ่ที่ช่วยงานเขาก็ล้วนเป็นคนจากตระกูลฝั่งมารดาทั้งสิ้น นับว่าควบคุมกิจการของสกุลไป๋มาเนิ่นนานแล้ว