บทที่ 7
เจ้าสำนักอ่อนหัดจากสำนักเถื่อนลัทธินอกเช่นชุยเสียวเสี่ยว ฝีมือความสามารถไม่อาจนับเป็นอะไรได้เลย ยิ่งไม่น่าช่วยเหลือฉินหลิงเซียวในการฝึกบำเพ็ญใดๆ ได้ ฉินหลิงเซียวเองก็ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญที่เห็นอิสตรีแล้วจะลุ่มหลงเลอะเลือน
หลิงจื่อซานคิดได้เช่นนี้ค่อยรู้สึกวางใจลงได้บ้าง
หลังออกจากโรงเลี้ยงไหมมา เจี่ยงเจิ้งศิษย์คนโตก็กล่าวอย่างขัดเคืองใจ “เป็นเพราะนักพรตลวงโลกพวกนั้นมาขัดขวางแผนการใหญ่ของท่านปรมาจารย์ไว้แท้ๆ ให้ข้าไปจัดการพวกเขา…”
ฉินหลิงเซียวกลับเอ่ยขัดขึ้นว่า “ไม่ต้องแล้ว ถึง ‘ลูกแก้ววิเศษ’ จะมีตำหนิ แต่ก็ใช่ว่าใช้ไม่ได้…”
เขาพูดแล้วก็ยกมือลูบกระเป๋าเสื้อที่เก็บลูกแก้วปีศาจไว้ แต่กลับพบว่าข้างในว่างเปล่า ลูกแก้วปีศาจหายไปอย่างไร้ร่องรอย…
ฉินหลิงเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า…เมื่อครู่เด็กสาวที่ชื่อชุยเสียวเสี่ยวนั่นก้าวเข้ามาพูดกับเขาใกล้ๆ
หรือนางขโมยไป? แต่เมื่อครู่เขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ด้วยพลังตบะของเขาไม่น่าจะถูกใครปล้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวสิ!
ดูท่าฤทธิ์มารที่ย้อนกลับมากลืนกินร่างกายจะทำให้เขาเชื่องช้าลงไปไม่น้อย…
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเมื่อเขาได้กลิ่นเลือดของชุยเสียวเสี่ยว แม้เพียงชั่วขณะเดียวนั้นพลังบำเพ็ญมารที่เขาสูบรับมาก็คล้ายกับจมดิ่งสู่ใต้น้ำแล้วนิ่งสงบลงทันใด เหมือนว่ากำลังถูกชำระล้างให้หมดจด
แม้ในครานั้นฉินหลิงเซียวจะได้ชื่อว่าสังหารอาจารย์เพื่อผดุงคุณธรรมและเพียงลงมือปลิดชีพคราวเดียวก็สูบรับพลังตบะของเว่ยเจี๋ยมาได้เกือบทั้งหมด กลายเป็นผู้โดดเด่นในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียร ทว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ฤทธิ์มารจากเว่ยเจี๋ยที่ย้อนกลับมากลืนกินในกายเขาก็รุนแรงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ฉินหลิงเซียวคิดถึงตรงนี้ก็อดยกมือขึ้นแตะหน้าผากของตนไม่ได้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้เหตุผลในการปกปิดรอยตราปทุมแดงดีที่สุด
เมื่อเขาเดินออกจากโรงเลี้ยงไหมก็ปลีกตัวจากผู้คนมายืนอยู่บนสะพานหิน มองลงไปด้านล่าง แสงจันทร์ส่องสะท้อนผิวน้ำ เห็นเงาของรัศมีขุนพลสวรรค์ที่เปล่งออกมาจากตัวเขาจางๆ ด้วยเช่นกัน
เขายกมือขึ้นเช็ดกลางหน้าผากของตนเองเพียงครั้งหนึ่ง รอยตราปทุมแดงที่ซ่อนพรางไว้ก็ปรากฏขึ้นทันที…เส้นรากฐานของดอกบัวสองเส้นในบรรดาแปดเส้นนั้นค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงเข้มกลายเป็นสีดำไปเสียแล้ว
หากรอยตราปทุมแดงเปลี่ยนสีไปทั้งดอกก็หมายความว่าเขาถูก ‘ฤทธิ์มารย้อนกลืน’ แปรเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นมารอย่างสมบูรณ์ ถึงเวลานั้นสติรับรู้ของเขาก็จะถูกกลืนกินไปจนหมดเช่นกัน และพลังตบะตลอดหลายปีของเขาก็จะถูกทำลายลงไม่มีเหลือ
ด้วยเหตุนี้ฉินหลิงเซียวจึงพยายามดิ้นรนหาทางจัดการมันมาโดยตลอด
กระทั่งเมื่อสามปีก่อน จู่ๆ ก้อนหินยักษ์บนเขาจิ่วลู่ก็แตกทลาย ลูกแก้วปีศาจ ‘โลภะ’ และ ‘โทสะ’ ที่ถูกสะกดผนึกอยู่ภายในจึงหลุดมาสู่โลกหล้าและเริ่มก่อปัญหานับจากนั้น
หากฉินหลิงเซียวค้นหาลูกแก้วปีศาจทั้งสองนี้พบและใช้พลังของพวกมันได้อย่างดีก็จะยับยั้งฤทธิ์มารที่พลุ่งพล่านในร่างกายของเขาได้ชั่วเวลาหนึ่ง เพราะลูกแก้วปีศาจคือสิ่งที่แยกตัวออกมาจากไอปีศาจของเว่ยเจี๋ยจึงทำได้เพียงใช้พิษต้านพิษไว้ชั่วคราวเท่านั้น
ลูกแก้วปีศาจที่สร้างความปั่นป่วนในอำเภอเฟ่ยเซี่ยนนี้ แท้จริงแล้วก็คือ ‘โลภะ’ หนึ่งในลูกแก้วปีศาจสองลูกนั้นนั่นเอง
คิดไม่ถึงว่ามันจะฝังอยู่ในกายของสตรีผู้หนึ่ง บางทีอาจเป็นเพราะหนอนไหมมีนิสัยพิเศษ กัดกินใบหม่อนทั้งวันทั้งคืนด้วยความละโมบไม่หยุด เข้ากับจิตของ ‘ลูกแก้วปีศาจโลภะ’ ครั้นเมื่อสตรีผู้นั้นแฝงฝังอยู่ในโรงเลี้ยงไหมก็หลอมรวมกับหนอนไหมและเริ่มกินคน
แต่ไม่ว่าลูกแก้วปีศาจจะใช้ดีเพียงใดก็เป็นเหมือนการดื่มพิษดับกระหาย ชะลอเวลากลายเป็นมารได้ชั่วคราวเท่านั้น วิธีขจัดฤทธิ์มารในร่างกายเขาที่ดีที่สุดก็คือหาดาวข่มของเว่ยเจี๋ยมาปราบมัน
ข้อนี้มีเพียงคนที่มี ‘โลหิตยอดอิน’ คือมีพลังธาตุอินสูงสุดเท่านั้นจึงจะทำได้ แต่ผู้ที่เข้าลักษณะเช่นนี้มักมีอายุขัยสั้น ตายกันตั้งแต่ยังเล็กแล้ว ทว่าแม่นางน้อยผู้นั้นดูเหมือนจะอายุสิบหกสิบเจ็ดปี โชคดีเติบใหญ่มาจนป่านนี้ได้ นับเป็นหนึ่งในหมื่นโดยแท้