บทที่ 3
“เจ้ายังจำนายช่างใหญ่ที่เคยมาช่วยข้าสร้างป้อมปราการเมื่อราวสิบปีก่อนได้หรือไม่”
นั่นเป็นเรื่องตอนเผยเซียวหยวนอายุสิบสามสิบสี่ปี ตอนนั้นสถานการณ์รอบด้านยังไม่สงบ เผยจี้ไปสำรวจพื้นที่ พบว่าห่างจากที่นี่ออกไปหลายร้อยหลี่* มีช่องแคบระหว่างเชิงเขากับร่องน้ำของแม่น้ำอยู่แห่งหนึ่ง เป็นชัยภูมิทางธรรมชาติที่ดีเยี่ยม จึงคิดจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่เช่นนี้สร้างป้อมปราการ อาศัยชัยภูมิธรรมชาติที่เต็มไปด้วยอันตรายต่อต้านข้าศึก ทว่าภูมิประเทศโดยรอบสูงชันและอันตราย คิดจะสร้างป้อมปราการที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเคยหาช่างฝีมือมาหลายคน แต่พวกเขาทั้งหมดกลับอับจนหนทาง
ต่อมามีคนผู้หนึ่งมาที่นี่ คนผู้นั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่านลุง รูปร่างหน้าตาธรรมดา ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครายุ่งเหยิง ทั้งชอบดื่มสุรามาก ห้อยน้ำเต้าใส่สุราไว้ที่เอวตลอดทั้งวัน นัยน์ตาปรือด้วยความเมามาย หลังจากมาถึงก็เดินขึ้นภูเขาลงหุบเขา เดินวนเวียนอยู่รอบๆ บริเวณเป็นเวลาเจ็ดวัน จุดเทียนอยู่โต้รุ่งหลายคืน จากนั้นก็หยิบภาพป้อมปราการที่มีโครงสร้างประณีตงดงามเป็นหนึ่งไม่มีสองออกมาและควบคุมการก่อสร้างด้วยตนเอง
ท่านลุงระดมทหารและพลเรือนในท้องที่หลายหมื่นคนเข้าร่วมก่อสร้างป้อมปราการ หลังจากผ่านไปกว่าครึ่งปีป้อมปราการอิงภูมิประเทศดังกล่าวก็สร้างขึ้นอย่างราบรื่น แข็งแรงมั่นคงยากแก่การทำลาย หลังจากงานสำเร็จลุล่วงนายช่างใหญ่ผู้นั้นก็จากไปและไม่ปรากฏตัวอีกเลย เนื่องจากเหตุการณ์นี้สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้ง พอเผยจี้เอ่ยขึ้นมาในเวลานี้ เผยเซียวหยวนจึงจำได้ทันที
“จำได้ขอรับ ถ้าข้าเดาไม่ผิด ท่านลุงกับนายช่างใหญ่ผู้นั้นน่าจะรู้จักกันมานานแล้ว”
“ไม่ผิด หลายปีก่อนหน้านี้ข้าก็รู้จักเขาที่เมืองหลวงแล้ว ในตอนนั้นเขากำลังมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วใต้หล้า ในฉางอันไม่มีใครไม่รู้จักเขา”
เผยเซียวหยวนงงงัน พลันคิดโยงไปถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของเผยจี้และตระหนักขึ้นมาในทันที “หรือว่าเขาก็คือ…”
นี่ออกจะเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย เขาลังเลอยู่ชั่วขณะ ไม่ได้พูดสิ่งที่ตนคาดเดาออกมา
เผยจี้พยักหน้า “เจ้าคาดเดาได้ไม่ผิด เขาก็คือเยี่ยจงหลี”
“เขาเป็นอัจฉริยะที่สวรรค์ประทานอย่างแท้จริง ไม่เพียงมีฝีมือในการวาดภาพ ยังเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างอีกด้วย หลังจากเข้าวังแล้วเขายังเคยรับตำแหน่งนายช่างใหญ่เจียงจั้ว ของราชสำนัก รับพระบัญชาให้ซ่อมแซมวังและสุสานหลวง วังวั่นซุ่ยที่ถูกเผาก็เป็นภาพวาดของเขา
เขาไม่คบหากับใครอย่างลึกซึ้ง ในชีวิตนอกจากการวาดภาพแล้วเขาก็ชอบดื่มสุรา อดีตฮ่องเต้พระราชทานของขวัญมากมายให้เขาอยู่เสมอ แต่เขามีจิตใจของผู้กล้าที่ผดุงคุณธรรม ไม่ระมัดระวังเรื่องเงิน ใช้จ่ายแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก มักจะให้ความช่วยเหลือบรรดาช่างวาด ช่างหิน หรือช่างแกะสลักชาวบ้านที่ทำงานร่วมกับเขาในถ้ำและวัดวาอารามเหล่านั้น บางครั้งก็ทำให้ตนเองต้องประสบปัญหาด้านการเงิน แม้แต่เงินจะซื้อสุราดื่มก็ไม่มี ข้ามีความเลื่อมใสเขาอยู่ในใจ จงใจเข้าหาเขาด้วยสุราเลิศรส โชคดีที่เขาให้ความสำคัญแก่ข้ามากกว่าคนอื่นๆ เล็กน้อย ดังนั้นจึงไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง วันเวลาที่ได้คบค้าสมาคมไปมาหาสู่กันช่วงนั้นถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายมีอิสระที่สุดในชีวิตของข้าแล้ว”
นับเป็นครั้งแรกที่เผยเซียวหยวนได้ฟังท่านลุงพูดถึงเรื่องเก่าในอดีตเหล่านี้ของตนเอง จึงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
“คนเราอาศัยอยู่ในใต้หล้านี้ก็ไม่ต่างจากฝุ่นที่ถูกลมพัดขึ้นมา” เผยจี้ทอดถอนใจออกมาเบาๆ “หลังจากนั้นหลายปีข้าก็ถูกลดขั้นเป็นนายอำเภอ ต้องย้ายบ่อยครั้ง มีอยู่ปีหนึ่งระหว่างเปลี่ยนเส้นทางเพื่อจะหลบฝน ได้บังเอิญผ่านศาลกษัตริย์เล็กๆ ไร้นามแห่งหนึ่งในชนบท เห็นบนผนังมีภาพวาดพระเจ้าเหยาสละราชบัลลังก์ พระเจ้าซุ่นไถนา พระเจ้าทังอธิษฐานขอฝน และต้าอวี่แก้ปัญหาอุทกภัย สี่ภาพ ลายเส้นเค้าโครงของภาพมีจิตวิญญาณและเต็มไปด้วยท่วงทำนองภาพวาดของเยี่ยจงหลี ทำให้ตื่นตะลึงอย่างมาก