ตอนนั้นห่างจากครั้งสุดท้ายที่ข้าได้พบเขาในเมืองหลวงเกือบยี่สิบปี ถ้าไม่ใช่ว่าน่าเหลือเชื่อจนเกินไป ข้าต้องเข้าใจว่านี่คือผลงานของเขาจริงๆ แต่ถึงจะไม่ใช่ ใต้หล้านี้มีจิตรกรจำนวนนับไม่ถ้วนที่ลอกเลียนภาพวาดของเขาทั้งวันทั้งคืน ฝึกฝนลีลาการใช้พู่กันของเขา สามารถเลียนแบบได้ถึงขั้นนี้จนพูดได้ว่าใช้ของปลอมมาสวมรอยเป็นของจริง และไม่ใช่ฝีมือธรรมดาอย่างแน่นอน ข้าเห็นว่าสีที่ภาพวาดยังแห้งไม่สนิท น่าจะเพิ่งวาดเสร็จได้ไม่นาน จึงอยากไปพบคนวาดภาพนี้…”
เขาสอบถามคนในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงและได้รู้ว่าท้องถิ่นนี้มีชื่อเสียงในด้านการกลั่นสุรา สุราที่กลั่นออกมามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งใกล้ไกล เมื่อไม่กี่วันก่อนครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านได้จัดงานแต่งงานบุตรสาวและได้นำสุรานารีแดง สิบกว่าไหที่ฝังอยู่ใต้ต้นไม้ถึงสิบแปดปีออกมา ชั่วขณะนั้นกลิ่นหอมของสุราขจรขจายไปทั่ว มีชายชรากับเด็กหนุ่มเดินทางผ่านมาพอดีก็ไม่เดินทางต่อแล้ว น่าจะอยากขอสุราแต่ก็ไม่สะดวกจะเอ่ยปากขอ พอได้ยินมาว่าศาลในหมู่บ้านกำลังต้องการช่างวาดจึงได้เสนอตนเองทันที ชาวบ้านไม่เชื่อเขา ตอนแรกก็หัวเราะเขาว่าบ้า แต่เขาไม่สนใจ เรียกเด็กหนุ่มให้ยืนที่ข้างผนังและผสมสี ส่วนตนเองดื่มสุราไปกาหนึ่งและไม่สนใจว่าชาวบ้านที่ห้อมล้อมดูจะจับผิดอย่างไร สะบัดพู่กันวาดภาพด้วยท่าทางเมามาย วาดอย่างไหลลื่นดุจเมฆที่ล่องลอยสายน้ำที่ไหลรินจนเสร็จในคราเดียว กษัตริย์ทั้งสี่ดูปราดเปรียวดังมีชีวิต ชาวบ้านต่างเลื่อมใสชื่นชม แซ่ซ้องบอกว่าเทพเซียนอาวุโสมาแล้ว คุกเข่าลงกราบกรานภาพวาดบนฝาผนังที่เขาวาดไว้ ในที่สุดเขาก็ได้สุรานารีแดงมาไหหนึ่ง แล้วอุ้มไหสุราออกจากหมู่บ้านไป
เผยจี้หวนนึกถึงเรื่องในอดีต ใบหน้ามีรอยยิ้มผุดขึ้นมาจางๆ
“เยี่ยจงหลีในสมัยหนุ่มเคยเป็นจอมยุทธ์เร่ร่อน นิสัยหุนหันกล้าได้กล้าเสียไม่ชอบถูกผูกมัด ข้าถามชาวบ้านถึงรูปร่างหน้าตาของผู้วาดภาพคนนั้น แม้รูปร่างหน้าตาของเขาจะต่างจากเมื่อก่อนมาก แต่พฤติกรรมกลับคล้ายเขาอย่างมาก ข้าจึงไล่ไปตามทิศทางที่พวกเขาชี้ให้ สวรรค์ไม่ทำให้ผู้มีความตั้งใจจริงต้องผิดหวัง ไม่กี่วันต่อมาข้าก็ไล่ตามไปจนเจอคน ปรากฏว่าเป็นเขาจริงๆ เขาไม่ได้ตายในสงครามอย่างที่ผู้คนเล่าลือกัน เพียงแต่หลายปีมานี้เขาปิดบังชื่อแซ่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ชาวบ้านเท่านั้น ต่อมาเมื่อข้าย้ายมารับตำแหน่งที่นี่ ประสบปัญหาความยากลำบากในการสร้างป้อมปราการจึงนึกถึงเขา และส่งจดหมายไปตามที่นัดหมายกันไว้ในตอนนั้น เชิญเขามาที่นี่”
เผยเซียวหยวนฟังเรื่องในอดีตที่เหมือนตำนานเรื่องเล่าท่อนนี้จบก็มีสีหน้าประทับใจเล็กน้อย แต่ยังคงมีความไม่เข้าใจอยู่หลายส่วน
“เพราะเหตุใดท่านลุงจึงเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ข้าฟังหรือขอรับ”
“ปีนั้นที่ข้าเชิญเยี่ยจงหลีมาสร้างป้อมปราการ เขาได้พาหลานสาวมาด้วย ตอนนั้นที่นี่ยังไม่ค่อยสงบ มีความวุ่นวายเกิดขึ้นไม่หยุด ข้ากลัวนางจะเกิดเรื่องจึงสั่งกำชับไม่ให้ออกไปข้างนอก นางก็อยู่ในจวนตลอด ว่านอนสอนง่ายยิ่ง เจ้ายังจำได้กระมัง” ในที่สุดเผยจี้ก็พูดเข้าประเด็นสำคัญ
เผยเซียวหยวนครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็นึกขึ้นมาได้ ดูเหมือนว่าจะมีความทรงจำเหลืออยู่บ้างแต่ไม่มาก เพียงจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กหญิงที่แต่งกายเป็นเด็กชาย ส่วนหน้าตาเป็นอย่างไรเขาลืมไปนานแล้ว ดูเหมือนตอนนั้นท่านลุงยังบอกให้เขาคอยดูแลอีกฝ่ายให้มากหน่อย นางจะได้ไม่เหงา แต่เขาในตอนนั้นเป็นช่วงวัยที่อยากจะออกไปข้างนอกขี่ม้าทั้งวัน จะเอาใจใส่เด็กหญิงคนหนึ่งได้อย่างไร กลัวจะถูกพันพัวกวนใจ นอกจากตอนนางเพิ่งมาถึง เขาถูกท่านลุงพาไปพบเยี่ยจงหลีและได้พบหน้านางแวบหนึ่งแล้ว ถัดจากนั้นตลอดช่วงเวลาครึ่งปีกว่าที่นางอยู่ที่นี่เขาก็ไม่เคยสนใจนางอีกเลย
เขาเหลือบตาขึ้น สบเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยการเฝ้ารอคอยของท่านลุงที่มองตนอยู่ จู่ๆ ในใจเขาก็กระตุกวาบโดยไม่มีเหตุผล รู้สึกมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ตอบอย่างคลุมเครือ