บทที่ 6
ก่อนหน้านี้เผยเซียวหยวนไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเขาจะได้พบกับหลานสาวผู้นั้นของเยี่ยจงหลีเข้าเช่นนี้
หลังจากพบหน้ากันโดยบังเอิญเป็นเวลาสั้นๆ คนก็จากไปแล้ว แต่เรื่องการแต่งงานที่ท่านลุงเอ่ยกับเขาเมื่อคืนนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปกลับดูเหมือนจะค่อยๆ ปรากฏภาพที่ชัดเจนขึ้น ไม่เลือนรางพร่ามัวเช่นเมื่อคืนอีกต่อไป อาจเพราะเห็นสตรีที่กำลังจะกลายมาเป็นภรรยาของเขาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าแล้ว เขาจึงพลันตระหนักได้อย่างชัดเจนว่านี่เป็นเรื่องจริง เขากำลังจะแต่งภรรยาแล้ว
“เมื่อครู่เห็นชัดเจนแล้วกระมัง เจ้ายังคงใจแข็งเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ดุจเหล็กได้หรือ”
ข้างหูเขาเฉิงผิงยังคงส่งเสียงดังน่ารำคาญ เผยเซียวหยวนค่อยๆ ได้สติขึ้นมาจากความงงงวย มองไปยังห้องหนังสือตรงหน้า
“เจ้าไม่ใช่เตรียมของขวัญมาให้ท่านลุงของข้าหรือ ยังไม่รีบไปอีก แต่ข้าขอเตือนเจ้าอีกคำ ท่านลุงไม่มีทางรับ”
เดิมเมื่อครู่ทั้งสองออกจากประตูเมืองไปแล้ว กำลังจะออกเดินทาง เฉิงผิงพลันนึกขึ้นได้ว่าเดินทางผ่านมาครั้งนี้ได้เตรียมของขวัญมามอบให้เผยจี้เป็นพิเศษ โสมเก่าแก่สองต้น เสื้อขนสัตว์หนึ่งตัว เมื่อคืนมาถึงดึกจึงลืมไป ครั้นแล้วจึงหยิบสิ่งของและรีบย้อนกลับมา
เฉิงผิงเองก็พาตนเองออกมาจากอาการตื่นตะลึงที่ยังเหลืออยู่จากภาพที่เห็นเมื่อครู่
แม้รูปร่างหน้าตาและท่าทีที่สุภาพเยือกเย็นของสตรีผู้นั้นจะทำให้รู้สึกตื่นตะลึงในความงามอย่างมาก แต่เขาไม่ใช่คนที่ไม่รู้การควรไม่ควร เรื่องหยอกล้อในหมู่สหายก็ส่วนเรื่องหยอกล้อ เจ้าสาวของเผยเซียวหยวนวันหน้าเขาต้องเรียกว่าพี่สะใภ้ เขาจะกล้าไม่เคารพได้อย่างไร ได้ยินเผยเซียวหยวนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เขาก็มีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที
“รับหรือไม่รับก็แล้วแต่เผยกง ข้าพึงแสดงถึงเจตจำนงของข้าอย่างเต็มที่ กลับเป็นเจ้า มีเรื่องดีมาถึง ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีข่าวแม้แต่น้อย ข้าไม่ได้เตรียมตัวเลย ครั้งนี้คงจัดเตรียมไม่ทันงานแต่งงานของเจ้า ข้าต้องคิดให้ดีว่าจะมอบสิ่งใดให้เจ้าเพื่อแสดงความยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้”
เสียงสนทนาของพวกเขาสองคนดังเข้าไปในห้องตั้งแต่แรกแล้ว เผยจี้ได้ยินเสียงก็เดินออกมา เห็นหลานชายกับเฉิงผิงกลับมาแล้ว ทั้งสองหยุดอยู่ที่เชิงบันได
เฉิงผิงบอกถึงจุดประสงค์ในการมา แล้วก็เป็นเช่นที่เผยเซียวหยวนพูดไว้ หลังจากถูกเผยจี้ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแล้วเฉิงผิงจึงจำต้องล้มเลิกความตั้งใจ
เผยเซียวหยวนบอก “ข้าขอตัวก่อน วันนี้จะพาเฉิงผิงออกไปล่าสัตว์ขอรับ”
สายตาของเผยจี้จับนิ่งอยู่ที่ใบหน้าของเขา ลังเลเล็กน้อยแล้วพยักหน้า “เจ้าไปก่อนเถิด”
เผยเซียวหยวนพาเฉิงผิงออกจากเมือง พร้อมทั้งผู้ติดตามสิบกว่าคน ทั้งกลุ่มควบม้าออกไปล่าสัตว์
วันนี้ไม่เพียงท้องฟ้าปลอดโปร่งอากาศดี สวรรค์ยังช่วยดูแล สายลมในทุ่งกว้างพัดมาปะทะใบหน้า ราวกับมีสายลมในฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมาพาให้รู้สึกเบิกบานใจ ความรู้สึกยามสัมผัสธนูก็ยอดเยี่ยมมาก ลูกธนูทุกดอกแทบไม่พลาดเป้า ยากนักที่จะได้ผ่อนคลายสนุกสนานเต็มที่เช่นนี้
บริเวณรอบๆ เดิมเป็นชายทุ่งเปล่าเปลี่ยวห่างไกลที่เขาไม่เคยใส่ใจ แต่มาบัดนี้ภาพที่ปรากฏต่อสายตากลับให้ความรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาของฤดูใบไม้ผลิมากกว่าเมื่อก่อนหลายส่วน แม้แต่ยอดหญ้าอ่อนไม่กี่พุ่มที่ปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็งที่หลงเหลืออยู่ซึ่งในปีที่ผ่านๆ มาเขาไม่เคยใส่ใจมากนักก็ยังรู้สึกว่างดงามน่ามอง
กระทั่งเย็นย่ำทั้งสองจึงกลับมาด้วยความสำราญใจยิ่ง เฉิงผิงไปที่จุดพักม้าก่อนเพื่อสั่งกำชับขุนนางผู้ติดตามให้เตรียมเรื่องการออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ ส่วนเผยเซียวหยวนก็กลับไปที่จวนผู้ว่าการเขต
ชิงโถวเดิมก็เป็นเด็กรับใช้ที่ติดตามเผยเซียวหยวน ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วเขาไปต่างถิ่น ชิงโถวโชคไม่ดีขาแพลงจึงไม่ได้ติดตามไปด้วย ยามนี้เห็นเขาขี่ม้ากลับมาแต่ไกลจึงวิ่งเข้าไปรับหน้าด้วยความดีใจ ปากก็ร้องตะโกน