X
    Categories: ทดลองอ่านพันคีรีกาลวสันต์มากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 122-123

หน้าที่แล้ว1 of 10

บทที่ 122

ยามเที่ยงคืน จุดพักม้าที่รับรองแขกสูงศักดิ์ยุ่งวุ่นวายมาทั้งคืนในที่สุดก็กลับสู่ความเงียบสงบ แสงไฟบริเวณรอบๆ สลัวลง นอกจากทหารจากกองทหารรักษาพระองค์ที่คอยคุ้มกันเจ้าสาวและแบ่งผลัดเข้าเวรยังปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนอยู่รอบจุดพักม้าแล้ว คนอื่นที่เหลือก็ค่อยๆ เข้าสู่ดินแดนแห่งความฝันเนื่องจากเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดทั้งวัน

ในห้องหลักห้องหนึ่งของโถงด้านตะวันออกเวลานี้โคมไฟยังคงสว่างไสว หลูเหวินจวินแต่งกายเรียบร้อยนั่งอยู่บนเตียง มือถือกรรไกรปลายแหลมด้ามหนึ่งจ่ออยู่ที่ลำคอตนเอง สองตามองจ้องคนสนิทหลายคนของหยวนจื๋ออย่างระแวดระวัง คนเหล่านั้นกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้านาง พยายามวิงวอนให้นางถอนตัวจากไป

ใบหน้าของหลูเหวินจวินค่อนข้างซีดขาว แววตากลับสงบเยือกเย็นจนดูไม่เหมือนเด็กสาวอายุสิบหกสิบเจ็ดคนหนึ่ง

เยี่ยซวี่อวี่เข้าไปยังเส้นทางเดินลับที่เชื่อมตรงไปถึงลานด้านหลังจุดพักม้าซึ่งเดิมมีไว้สำหรับให้หลูเหวินจวินหลบออกไป ตอนมาถึงนอกประตูสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือภาพนี้

ตั้งแต่ต้นจนจบหลูเหวินจวินไม่ได้เอะอะโวยวายอะไร เพียงพูดออกมาคำเดียวว่าถ้ากล้าบีบบังคับเอาตัวนางไป นางจะปลิดชีพตนเองก่อน ดูจากท่าทางของนางแล้วไม่คล้ายขู่ขวัญคน เรื่องนี้ทำให้หยวนจื๋อรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับหลูเหวินจวินหรือแผนการใหญ่ประสบอุปสรรคก็ล้วนเป็นเรื่องที่เขาคนเดียวไม่อาจรับผิดชอบไหว เขาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจำต้องส่งข่าวออกไป

หลูเหวินจวินไม่รู้ว่าเยี่ยซวี่อวี่ก็ออกมาด้วย พอเห็นอีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นก็ตื่นตะลึงเบิกตาโต จากนั้นก็สังเกตเห็นว่าสายตาของอีกฝ่ายจับนิ่งอยู่ที่มือซึ่งถือกรรไกรอยู่ของตน ดวงหน้างามพลันถอดสี มือที่ถือกรรไกรคุมเชิงกับผู้อื่นมาเป็นเวลานานก็เปลี่ยนเป็นอ่อนแรง ค่อยๆ ลดแขนลงมา

ทว่าปลายแหลมของกรรไกรเพิ่งลดลงมาจากลำคอเล็กน้อย พอเห็นเยี่ยซวี่อวี่เดินตรงมาหา เด็กสาวก็ขยับกรรไกรกลับขึ้นไปทันที

“ท่านอย่าเข้ามา!” นางเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเจือความเจ็บปวดหลายส่วน “หากท่านก้าวเข้ามาอีกก้าว ข้าก็จะ…ไม่มีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วจริงๆ!”

เยี่ยซวี่อวี่หยุดฝีเท้า แสดงท่าทีให้คนในห้องออกไปให้หมด รอประตูปิดลงแล้วเหลือเพียงนางกับหลูเหวินจวินสองคนก็ยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยถาม

“เจ้าเป็นอะไรไป ก่อนออกเดินทางไม่ใช่ตกลงกันแล้วหรือ เมื่อมาถึงที่นี่เจ้าก็จะกลับไป เพราะเหตุใดจู่ๆ จึงเปลี่ยนใจแล้ว”

“ข้าบอกไปแล้ว หากคนที่มาแทนข้าถูกจับได้ แผนการทั้งหมดก็จะล้มเหลว ก่อนหน้านี้เป็นข้าที่ทำผิด ข้าอยากจะชดเชย!” นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “ตั้งแต่ท่านมาพูดคุยเรื่องนี้กับข้า ข้าก็ตัดสินใจแล้วว่าจะทำเช่นนี้ ที่ไม่ได้พูดออกมาในตอนนั้นเพราะข้ารู้ว่าท่านกับท่านแม่ของข้าจะต้องไม่เห็นด้วย ท่านไม่ต้องพยายามโน้มน้าวข้าอีก ข้าไม่มีทางเปลี่ยนใจ! อย่างไรเสียคืนนี้ถ้าไม่ใช่ข้าตายอยู่ที่นี่ ท่านก็ปล่อยให้ข้าเดินทางต่อไปในวันพรุ่งนี้ ควรทำอะไรข้าก็จะทำ จะไม่ทำให้เสียแผนของพวกท่านอย่างแน่นอน!”

“ข้าเข้าใจแล้ว เหวินจวินเจ้าอายุยังน้อยก็มีความรับผิดชอบเช่นนี้ นับว่าหาได้ยาก…”

เยี่ยซวี่อวี่ค่อยๆ หว่านล้อมเด็กสาว แต่ในใจได้ตัดสินใจแล้วว่าจะรอจังหวะเอากรรไกรออกจากมืออีกฝ่ายแล้วใช้กำลังบังคับเอาตัวไป

นางเดินไปถึงหน้าเตียง มองจ้องเด็กสาวแล้วยกมือขึ้นช้าๆ ยื่นไปหาอีกฝ่าย

“เจ้าเอากรรไกรให้ข้าก่อน เจ้าเคยคิดหรือไม่ หากเจ้าทำร้ายชีวิตตนเองเช่นนี้จริงมารดาเจ้าจะเสียใจเพียงใด หลายวันก่อนหลังเจ้าออกจากวังข้าเห็นกับตาตนเอง เสด็จอาหญิงใหญ่หลั่งน้ำตาอยู่หลังประตูวังคนเดียว นางเป็นห่วงเจ้า หากเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า คนแรกที่จะล้มลงไปก็คือนาง เจ้าไม่สนใจตนเอง กระทั่งมารดาเจ้าก็ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยเลยหรือ ข้าได้รับปากเสด็จอาหญิงใหญ่ว่าจะต้องรับตัวเจ้ากลับไปด้วยตนเองแล้วส่งคืนให้กับนาง หากเจ้าทำร้ายตนเองง่ายๆ เช่นนี้จะให้ข้าอธิบายกับนางเช่นไร”

หลูเหวินจวินขอบตาค่อยๆ แดงระเรื่อ

เยี่ยซวี่อวี่ฉวยจังหวะที่เด็กสาวเสียสมาธิยื่นมือไปแย่งกรรไกรมา ก่อนโยนทิ้งไปไกลๆ แล้วคว้าข้อมือนางไว้

“เหวินจวินเจ้าเชื่อฟัง ที่นี่ไม่จำเป็นต้องใช้เจ้าอีกต่อไปแล้ว เจ้ามีเจตจำนงเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องโทษตนเอง ไม่มีใครตำหนิเจ้า…”

เยี่ยซวี่อวี่ทางหนึ่งหว่านล้อม ทางหนึ่งก็จับตัวอีกฝ่ายไว้ เวลานี้หลูเหวินจวินได้สติขึ้นมาก็พยายามดิ้นรน

เยี่ยซวี่อวี่คนเดียวจับนางไม่อยู่จึงหันหน้าไปจะเรียกคนเข้ามา มือกลับแตะถูกเอวของเด็กสาวโดยไม่ได้ตั้งใจ เยี่ยซวี่อวี่ตกใจและหยุดชะงัก มองดูแวบหนึ่งก่อนจะยื่นมือออกไป

“ในตัวเจ้ายังซุกซ่อนอะไรไว้”

“ไม่มีอะไร!” หลูเหวินจวินรีบส่ายศีรษะแล้วถอยไปทางด้านหลัง

“เอาออกมา”

เยี่ยซวี่อวี่คาดเดาได้แล้วว่าเด็กสาวซ่อนอะไรไว้ในตัว เมื่อครุ่นคิดถึงการกระทำในค่ำคืนนี้ของนางก็ตระหนักรู้ในทันที

สีหน้าของเยี่ยซวี่อวี่ไม่อ่อนโยนเหมือนเมื่อครู่ก่อนอีก

“เป็นมีดหรือ เอามาให้ข้า!”

หลูเหวินจวินถูกสีหน้าเฉียบขาดที่น้อยครั้งจะได้เห็นทำให้ตกใจและหวั่นหวาด นางตะลึงงันไป ขดตัวเล็กน้อยและหยุดดิ้นรน

เยี่ยซวี่อวี่ยื่นมือไปที่เอวของเด็กสาว เลิกกระโปรงปักลายขึ้นแล้วดึงมีดเล็กเล่มหนึ่งออกมาจากใต้สายรัดเอวผ้าแพรที่รัดแน่น

มีดเล็กเล่มนี้ยาวไม่ถึงหนึ่งฉื่อ ฝักประดับมุกด้ามฝังหยก ผูกติดแน่นอยู่กับเอว ตอนหยิบออกมาเยี่ยซวี่อวี่เห็นผิวหนังที่ขาวดุจหิมะของหลูเหวินจวินถูกกดทับจนแดงเป็นรอยลึกรูปด้ามมีด

เห็นชัดว่านี่ไม่ใช่เพิ่งนำมาซุกซ่อนไว้ได้ไม่นาน

นางกุมมีดเล็ก เงยหน้าขึ้นช้าๆ ใช้สายตาเจือความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อมองเด็กสาวบนเตียง

“เหวินจวินเจ้าคิดจะทำอะไร หรือเจ้าคิดจะ…” นางหยุดชะงักไป

ลำคอนวลเนียนของหลูเหวินจวินค่อยๆ ตกลง ไม่ส่งเสียงแม้แต่คำเดียว

ชั่วขณะนั้นเยี่ยซวี่อวี่ก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว

มิน่าจู่ๆ นางก็เปลี่ยนใจจะรั้งอยู่ต่อให้ได้ ไม่ถูก ควรบอกว่านางมีความคิดนี้อยู่ถึงได้ตกลงรับปาก

หลังคลายจากความประหลาดใจในตอนแรก ในใจของเยี่ยซวี่อวี่ก็มีความสงสารเห็นอกเห็นใจอย่างมากผุดขึ้นมา

เวลานี้หัวไหล่ทั้งสองของหลูเหวินจวินสั่นไหวเล็กน้อย เยี่ยซวี่อวี่จึงโอบกอดนางเบาๆ

“เหวินจวิน เจ้าโง่เขลาเกินไปแล้ว เหตุใดจึงคิดไม่ตกเพียงนี้ จะเอาชีวิตตนเองไปเสี่ยงภัย เขาไม่คู่ควรให้เจ้าทำเช่นนี้!”

หลูเหวินจวินไม่อาจฝืนทนต่อไปได้อีก หันหน้ามาแล้วโถมตัวเข้าไปในอ้อมอกเยี่ยซวี่อวี่ หลั่งน้ำตาพลางกล่าวเสียงสะอึกสะอื้น

“ข้าไม่อาจยอมรับ…ข้ายอมรับไม่ได้จริงๆ! ข้าเกลียดตนเองที่เมื่อก่อนตาบอด ถึงกับไปหลงชอบหมาในชั่วร้ายตัวหนึ่ง! เขาไม่เพียงหลอกข้า ยังใช้ข้าเป็นเครื่องมือในการทรยศราชสำนัก ถ้าปล่อยเขาไปเช่นนี้ข้าจะไม่สบายใจไปชั่วชีวิต! ข้าจะสังหารเขาด้วยมือของตนเองจึงจะดับความแค้นของข้าได้ ข้าตายเป็นตาย แต่ไม่อาจปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่และหนีไปเช่นนี้!”

“เจ้าจะแก้แค้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่ทำเช่นนี้อันตรายเกินไปแล้ว เจ้าจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างไร เชื่อฟัง กลับไปกับข้าก่อน ไปรอฟังข่าวด้วยกัน เจ้าวางใจ ราชสำนักดีต่อพวกเขาพ่อลูกไม่น้อย เขากลับทรยศ ยิ่งสมคบคิดกับพวกทะเยอทะยาน จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะปล่อยเสือเข้าป่าเช่นนี้ ให้เขากลับไปแล้ววางแผนทำเรื่องที่เป็นภัยต่อราชสำนัก”

เมื่อไรที่หลี่เหยียนปรากฏตัวขึ้น ที่นอกด่านอิงโฉวจะมีการซุ่มซ่อนกองกำลังไว้ด้านหน้าเส้นทางกลับขึ้นเหนือของเฉิงผิง เมื่อถึงเวลาก็จะจับกุมตัวเขา นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเช่นกัน แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้หลูเหวินจวินฟังอย่างละเอียด

หลูเหวินจวินเบิกตาโต มองจ้องเยี่ยซวี่อวี่นิ่ง ฉับพลันนั้นหยาดน้ำตาวาววับเป็นสายก็ค่อยๆ ไหลรินลงมาบนใบหน้าของนางอีกครั้ง

“ไม่ต้องเสียใจแล้ว กลับไปกับข้าก่อนเถิด”

เยี่ยซวี่อวี่ช่วยเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเด็กสาวแล้วพานางลุกขึ้น

หลูเหวินจวินไม่ต่อต้านอีก นางยืนขึ้น ปล่อยให้เยี่ยซวี่อวี่ช่วยผูกสายรัดเอวของตนให้ดี สวมเสื้อกันลม จากนั้นมือก็ถูกเยี่ยซวี่อวี่จับจูงไว้ พาเดินออกไปข้างนอกราวกับเป็นหุ่นไม้

ในเวลานี้เองพร้อมๆ กับเสียงรองเท้าหุ้มแข้งกระทบพื้นดังสับสนจากไกลเข้ามาใกล้ มีเสียงพูดคุยดังแว่วมาจากในลาน คล้ายมีคนเข้ามาแต่ถูกทหารรักษาพระองค์ขัดขวางไว้

เยี่ยซวี่อวี่หยุดฝีเท้า

ทหารรักษาพระองค์นายหนึ่งรีบเข้ามารายงานว่าจู่ๆ อาสื่อน่าก็บุกเข้ามาในลานด้านตะวันออกทางนี้จะขอพบองค์หญิงฝูหนิง หยวนจื๋อที่รับตำแหน่งผู้นำขบวนส่งเจ้าสาวออกหน้าไปห้ามปราม เวลานี้กำลังพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้จบลงด้วยดี

“ข้าจะพบภรรยาของข้า ต้องขออนุญาตจากขันทีอย่างพวกเจ้าด้วยหรือ”

เฉิงผิงดูเหมือนดื่มสุรามา ท่าทางการเดินดูเท้าลอยเล็กน้อย ตลอดทางพยายามดึงดันจะเข้าไปข้างในแต่ถูกหยวนจื๋อขวางไว้ จึงหยุดอยู่ตรงเชิงบันไดระเบียง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือการประชดประชัน

หยวนจื๋อทำความเคารพแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “องค์ชายเข้าใจผิดแล้ว ข้าจะกล้าล่วงเกินท่านเช่นนั้นได้อย่างไร เพียงแต่เวลานี้ดึกแล้ว องค์หญิงน่าจะเข้าบรรทมไปแล้ว องค์ชายบุกเข้ามาเช่นนี้องค์หญิงอาจทรงตื่นตระหนกตกใจ อีกอย่างยังไม่ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสอย่างเป็นทางการ บุ่มบ่ามเข้าไปในห้องบรรทมกลางดึกเกรงว่าจะไม่เหมาะสม หากองค์ชายมีเรื่องอันใดก็ให้ข้าเป็นผู้นำไปแจ้งเถิด”

เวลานี้ขุนนางกรมพิธีการหลายคนที่อยู่ในขบวนส่งเจ้าสาวและนอนอยู่ในเรือนติดกันก็ตื่นตระหนกตกใจพากันรีบร้อนออกมา พวกเขาย่อมไม่รู้เรื่องภายใน เพียงยกธรรมเนียมประเพณีของราชสำนักมาโน้มน้าวองค์ชายให้กลับไป มีเรื่องอะไรค่อยพูดคุยกันพรุ่งนี้

เฉิงผิงมีสีหน้าไม่พอใจและหมดความอดทน ใช้หัวไหล่กระแทกไปทีหนึ่ง ขุนนางกรมพิธีการหลายคนที่ขวางอยู่ข้างหน้าเขาก็ถูกกระแทกออกไปทันที เขากำลังจะเดินขึ้นไปที่ระเบียง หยวนจื๋อจึงสั่งให้ทหารรักษาพระองค์หยุดเขาไว้

“ไสหัวไปให้หมด! ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!” เฉิงผิงตวาดเสียงเฉียบขาด

“องค์ชายโปรดระงับโทสะ ที่ทำเช่นนี้ก็ด้วยเป็นธรรมเนียมประเพณี หากองค์ชายมีเรื่องใด เหตุใดไม่บอกให้ข้าทราบ ให้ข้าช่วยแจ้งเรื่องให้ก่อนแล้วดูเจตนาขององค์หญิง หากทรงยินดีจะพบท่าน ข้าย่อมไม่กล้าขัดขวาง”

น้ำเสียงของหยวนจื๋อยังคงเคารพนบนอบ แต่เห็นชัดว่าไม่มีเจตนาจะอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย

เฉิงผิงคล้ายไม่ได้ยิน ยังคงเดินไปข้างหน้า กลับถูกเหล่าทหารรักษาพระองค์ใช้ฝักดาบขวางไว้ เขาเหมือนถูกยั่วโทสะแล้ว ในดวงตาที่เมามายมีประกายดุดันปรากฏขึ้นจางๆ มือกดลงบนฝักดาบที่เอว สองฝ่ายต่างคุมเชิงกัน บรรยากาศเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก

จู่ๆ องค์ชายอาสื่อน่าก็ดึงดันบุกเข้ามาเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ผิดปกติอย่างยิ่ง หยวนจื๋อกำลังใคร่ครวญว่าจะทำให้อีกฝ่ายสงบลงก่อนแล้วเข้าไปข้างในขอคำชี้แนะจากองค์หญิงว่าควรทำเช่นไร ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงใสกังวานดังขึ้น

“หลบไปให้หมด!”

เสียงขององค์หญิงฝูหนิงดังมาจากด้านหลังหน้าต่างในห้องบรรทม

ใบหน้าบึ้งตึงของเฉิงผิงค่อยๆ ผ่อนคลายลง นิ้วมือก็ขยับออกจากดาบที่เอวช้าๆ

“ข้ามีเรื่องจะพูด องค์หญิงโปรดอนุญาตให้เข้าพบ” เขาหันไปทางหน้าต่างบานนั้นแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ

หลังจากเงียบงันไปชั่วขณะก็มีเสียงเครื่องประดับกระทบกันดังติงตัง หลูเหวินจวินเดินออกมาจากด้านหลังประตูแล้วกล่าวกับหยวนจื๋อ

“พวกเจ้าออกไปให้หมดเถิด”

หยวนจื๋อรู้ว่านี่น่าจะเป็นเจตนาขององค์หญิงโซ่วชาง เขาลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะพาคนล่าถอยออกไปจากลานเรือนช้าๆ ส่วนตนเองเฝ้าอยู่ที่ประตูใหญ่

“หาข้าด้วยเรื่องอันใด” หลูเหวินจวินเอ่ยถาม

พระจันทร์ในฤดูหนาวเคลื่อนขึ้นไปถึงกลางฟ้าเหนือหลังคาเรือน แสงสลัวรางสาดส่องจากกระเบื้องชายคาลงมาบนระเบียงทางเดิน

เฉิงผิงยืนอยู่ตรงเชิงบันไดด้านล่าง มองเงาร่างบอบบางหรุบหรู่ที่อยู่ตรงหน้า

“เจ้ากลับไปเถิด ไม่ต้องแต่งให้ข้าแล้ว”

ขณะที่หลูเหวินจวินเริ่มตึงเครียดขึ้นมาทั้งร่างก็พลันได้ยินเขาเอ่ยปากพูดเช่นนี้

“ไปเดี๋ยวนี้เลย อย่าให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องรู้”

เขากล่าวจบก็หมุนตัวจะเดินจากไป

หลูเหวินจวินได้สติ ไล่ตามไปหลายก้าวด้วยสัญชาตญาณแล้วหยุดกะทันหันอยู่บนบันไดระเบียง

“ท่านหมายความว่าอย่างไร”

เขากำลังวางแผนชั่วร้ายอะไรอยู่กันแน่ ในใจของนางทางหนึ่งหนาวยะเยือก ทางหนึ่งครุ่นคิดด้วยความโกรธแค้น

บุรุษผู้นั้นขานรับแล้วค่อยๆ หยุดลงที่กลางลานเรือนก่อนจะหันหน้ากลับมา ยามนี้เขามีท่าทีไม่แยแสต่อสิ่งใดเช่นแต่ก่อนซึ่งเคยทำให้นางจิตใจหวั่นไหว แต่ตอนนี้คิดขึ้นมาแล้วกลับทำให้นางรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างที่สุด

เพียงได้ยินเขากล่าวเสียงราบเรียบ “ข้าเคยบอกกับเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว ข้าไม่ใช่คนดี น้อยครั้งที่จะแสดงน้ำใจสักครั้ง ฉวยโอกาสที่ข้ายังไม่เปลี่ยนใจ เจ้าทำตามที่ข้าบอกแล้วกัน จะไม่เป็นภัยต่อเจ้า กลับไปแล้วก็เป็นองค์หญิงของเจ้าให้ดีเถิด คราวหน้าถ้าต้องเลือกบุรุษอีก จำไว้ว่าเช็ดตาให้สว่างหน่อย”

สุดท้ายเฉิงผิงก็กล่าวเช่นนี้ออกมาแล้วสาวเท้าจากไปอีกครั้ง

เขาบุกเข้ามาที่นี่ตอนกลางดึก ถึงกับเพื่อเรื่องเช่นนี้ นี่เป็นสิ่งที่หลูเหวินจวินไม่เคยพบเจอมาก่อน นางรู้สึกสับสนชั่วขณะ สมองว่างเปล่า ไม่รู้ว่าถัดจากนี้ตนควรจะโต้ตอบอย่างไร

ขณะยืนนิ่ง ประตูที่อยู่ด้านหลังก็เปิดออก เยี่ยซวี่อวี่เดินออกมา

“หยุดก่อน” เยี่ยซวี่อวี่เอ่ยยับยั้ง จากนั้นก็เดินมาอยู่ข้างกายหลูเหวินจวิน สั่งการเสียงต่ำให้นางเข้าไปในห้อง

เฉิงผิงเดินไปถึงหลังประตูลานเรือนแล้ว พอได้ยินเสียงนางเงาร่างพลันหยุดชะงัก ยืนนิ่งอยู่พักใหญ่แล้วจึงหันหน้ามา

“ท่านก็อยู่ด้วยหรือ”

เขามององค์หญิงโซ่วชางที่เดินลงบันไดระเบียงมายืนอยู่ใต้แสงจันทร์ ยิ้มออกมาพลางพยักหน้าเล็กน้อย

“ที่แท้ก็เป็นเรื่องจริง” เขากล่าวเหมือนพูดกับตนเอง “เผยเอ้อร์หลอกข้าจริงๆ เขาวางกับดักข้า…”

แววตาของเขาสั่นไหวภายใต้แสงจันทร์ สีหน้าหลากหลายพลันผสมผเสกันอยู่ในส่วนลึกของดวงตา คล้ายสับสนงงงวย คล้ายโกรธแค้น ทว่าในท้ายที่สุดเขาก็ระบายลมหายใจเบาๆ ทีหนึ่ง เหมือนทุกอย่างละลายไปกับความโล่งใจดุจยกภูเขาออกจากอกด้วยความคิดที่ว่า ‘เป็นเช่นนี้ก็ดีที่สุดแล้ว’

ก่อนจะกำหนดแผนการในครั้งนี้เยี่ยซวี่อวี่ได้อนุมานถึงเหตุไม่คาดคิดต่างๆ รวมถึงหลังจากเปลี่ยนตัวคนว่าอาจถูกเฉิงผิงจับได้ แต่ละสถานการณ์ได้กำหนดแผนรับมือที่เหมาะสมไว้แล้ว แต่เรื่องเช่นในคืนนี้กลับเป็นสิ่งที่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่เคยนึกถึงมาก่อน

ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เฉิงผิงพูดจบและเดินออกไป เยี่ยซวี่อวี่ที่อยู่ในห้องก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

นางจะต้องรู้ให้แน่ชัดถึงสาเหตุที่เฉิงผิงทำเช่นนี้ หาไม่คงต้องละทิ้งแผนการทั้งหมด ยอมกลับไปมือเปล่า ดีกว่าปล่อยให้เผยเซียวหยวนเสี่ยงภัยไปเจอหลี่เหยียนโดยไม่รู้ว่ามีหลุมพรางแบบใดรออยู่

ครั้งนี้จับตัวหลี่เหยียนไม่ได้ไม่เป็นไร ยังมีครั้งหน้าหรือครั้งต่อๆ ไป เปรียบกับความปลอดภัยของเผยเซียวหยวนแล้ว หลี่เหยียนสิบคนก็ไม่สำคัญเพียงนั้น

“ท่านหมายความว่าอย่างไร” เยี่ยซวี่อวี่มองจ้องเขาเขม็งแล้วเอ่ยถาม

เฉิงผิงหันกายมา มองประสานสายตานางอยู่ครู่หนึ่งแล้วย้อนถาม “เผยเอ้อร์หลอกข้าจริงหรือ เขาไม่ได้ต้องการจะไปรับใช้หลี่เหยียน แต่ใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อหลี่เหยียนออกมาโดยผ่านข้า”

“ไม่ใช่ท่านเป็นฝ่ายหลอกเขาก่อนหรือ” เยี่ยซวี่อวี่ย้อนถามเสียงเย็น “ท่านสังหารคังอ๋อง ตอนนั้นแม้จะอาศัยเหวินจวินและใช้ความขัดแย้งระหว่างองค์รัชทายาทกับคังอ๋องหลบเลี่ยงไปได้ แต่เสด็จพ่อของข้าไม่ใช่คนที่จะหลอกง่ายเพียงนั้น ยังคงสงสัยและเรียกราชบุตรเขยมาซักถาม เพื่อจะปกป้องท่าน เขาจึงยอมรับผิดต่อเสด็จพ่อของข้า บอกว่าเขาเป็นคนสังหาร

ตอนเขากล่าวคำพูดประโยคนั้นออกมาไม่ได้คิดถึงข้า ไม่ได้คิดถึงอนาคตของตนเอง เพียงต้องการปกป้องท่านก่อน เขาปฏิบัติต่อท่านเช่นนี้นับว่ามีคุณธรรมน้ำมิตรกระมัง แล้วท่านเล่าปฏิบัติต่อเขาเช่นไร ตอนเจอพวกท่านครั้งแรกที่จวนผู้ว่าการในกานเหลียงเมื่อต้นปี ความประทับใจที่ข้ามีต่อพวกท่านสองคนคือเป็นสหายสนิทที่จริงใจต่อกัน เขาไม่ได้ทำผิดอะไรต่อท่าน เป็นท่านที่ทรยศเขาก่อน หรือจะบอกว่าตั้งแต่แรกเริ่มก็มีจุดประสงค์ที่ไม่อาจบอกใครได้ไปคบหาเป็นสหายกับเขา ใช่หรือไม่”

แสงจันทร์ส่องใบหน้าซีดขาวของเฉิงผิง เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามเสียงต่ำ “เขารู้ได้อย่างไรว่าข้ากับหลี่เหยียนติดต่อกัน”

“เรื่องนี้ยากมากหรือ เจตจำนงในการสังหารคังอ๋องของท่านดูมีเลศนัยเกินไป ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือราชสำนักเกิดความวุ่นวายจนพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ชั่วเวลาไม่กี่วันองค์รัชทายาทและคังอ๋องต่างจากไป แทบจะเอาชีวิตเสด็จพ่อของข้าไปครึ่งชีวิต ใครคือคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุด เมื่อลองสอบถามถึงความสัมพันธ์เก่าก่อนในวัยเด็กของท่านตอนอยู่ฉางอันกับหลี่เหยียนก็เชื่อมโยงได้ไม่ยาก เพียงแต่ราชบุตรเขยเห็นความสำคัญของคุณธรรมน้ำมิตรเกินไป เชื่อมั่นในตัวท่านเกินไป ตอนข้าเตือนเขา คราแรกเขายังไม่กล้าเชื่อ ท่านอายุน้อยกว่าเขา คิดว่าในสายตาเขาอย่างมากท่านก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มชาวหูที่ดื้อรั้น ท่าทางดุดันไร้เหตุผล ไม่ยอมถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดของสังคม แม้จะทำความผิดบ่อยครั้งแต่ก็ไม่ใช่คนชั่วร้ายอย่างแท้จริง เขาไม่ได้นึกถึงท่านไปในทางนั้นด้วยซ้ำ!”

“เมื่อก่อนเป็นข้าที่ดูเบาท่านเกินไป…”

เฉิงผิงมองเยี่ยซวี่อวี่ สายตาดูเลื่อนลอยเหมือนคนละเมอ ปากก็พึมพำออกมา ทันใดนั้นเขาก็หยุดชะงัก ดวงตาเปลี่ยนเป็นใสกระจ่างขึ้น เมื่อเอ่ยปากอีกครั้งน้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นยิ้มหยันเยาะเย้ยตนเอง

“แม้แต่พี่น้องร่วมชนเผ่ายังต่อสู้ทำศึกกัน นับประสาอะไรกับข้าที่เป็นชนต่างเผ่า เป็นเช่นนี้ก็ดี ให้เขาเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของข้า ข้าต่ำช้ายิ่งกว่าสัตว์ป่า ต่อไปก็ตัดขาดความสัมพันธ์กับข้าเสีย ข้าจะทำอะไรก็สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ต้องพะว้าพะวังอะไร ทว่าครั้งนี้องค์หญิงวางใจได้ ทางหลี่เหยียนข้าจะไม่แพร่งพรายแม้ครึ่งคำ ส่วนท้ายที่สุดแล้วจะจับตัวได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของเขาแล้ว”

เขามองประตูที่อยู่ข้างหลังเยี่ยซวี่อวี่บานนั้นอีกแวบหนึ่ง เมื่อครู่ก่อนหลูเหวินจวินเพิ่งเดินเข้าไป

“คำพูดเมื่อครู่ที่ข้าพูดกับเหวินจวิน ท่านก็ไม่จำเป็นต้องสงสัย ที่ขอแต่งงานกับนางเดิมก็เพื่อจะใช้นางเป็นตัวประกัน หลี่เหยียนจะได้วางใจ ข้าไม่คิดจะพาสตรีที่นอกจากร้องไห้แล้วก็ทำอะไรไม่เป็นเช่นนี้กลับไปด้วย เป็นการหาเรื่องยุ่งยากใส่ตัว พวกท่านส่งนางกลับไปเถิด มาถึงที่นี่ก็พอแล้ว ถัดจากนี้ไม่ต้องใช้นางแล้ว หลี่เหยียนทางนั้นข้าจะจัดการเอง”

เขากล่าวจบก็หันหลังกลับเดินจากไป

“เดี๋ยวก่อน!” เยี่ยซวี่อวี่เอ่ยปากรั้งอีกครั้ง “เพราะเหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้ ท่านไปรู้อะไรมา เหตุใดข้าต้องเชื่อท่าน”

นางจ้องมองใบหน้าภายใต้แสงจันทร์ของเฉิงผิงที่ดูเหมือนคุ้นเคยและก็ดูเหมือนแปลกหน้าดวงนั้นพลางถามติดต่อกันสามคำถาม

เฉิงผิงมองนางแวบหนึ่ง “องค์หญิงยังไม่ยอมปล่อยข้าไปอีกหรือ ไม่กลัวข้าจะถือโอกาสจับท่านเป็นตัวประกันด้วยหรืออย่างไร หรือท่านไม่รู้ว่ายามนี้ตัวท่านมีค่ามากกว่าใครทั้งสิ้น!”

“ตัวประกันก็เป็นเพียงการแลกเปลี่ยน ท่านต้องการอะไร ข้าล้วนมอบให้ได้ ส่วนชีวิตนั้นหากเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับข้า ท่านก็อย่าหวังว่าจะจากไปอย่างมีชีวิต” เยี่ยซวี่อวี่ยืนนิ่งไม่ขยับ “บอกข้า ท่านคาดเดาได้อย่างไรว่านี่เป็นหลุมพราง”

เฉิงผิงกับนางมองจ้องกันอยู่ครู่หนึ่ง

“องค์หญิง ข้ายอมรับ เมื่อก่อนข้าดูเบาท่าน คราวนี้ท่านได้รู้ถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของข้าแล้ว ทำให้ข้าไม่มีที่จะหลบซ่อนตัวต่อหน้าเผยเอ้อร์ ท่านใช้โอกาสที่เผยเอ้อร์รับผิดแทนข้าทำให้ฮ่องเต้พิโรธ สร้างสถานการณ์กึ่งจริงกึ่งเท็จให้เขาไม่มีทางออก ท้อแท้หมดกำลังใจ ใช้ประโยชน์จากความปรารถนาของหลี่เหยียนที่ต้องการจะชักชวนเผยเอ้อร์มาเป็นพวก และใช้ประโยชน์จากความเห็นแก่ตัวของข้า ผลักดันให้ข้าเป็นคนร้อยด้ายเข้าเข็ม* ขจัดความระแวงสงสัยของหลี่เหยียน ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงนี้ท่านได้เปลี่ยนเรื่องเลวร้ายที่คาดคิดไม่ถึงซึ่งเดิมตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบให้กลายเป็นโอกาสที่ดีในการจับตัวหลี่เหยียน ท่านเฉลียวฉลาดมากจริงๆ แต่แม้ท่านจะคิดคำนวณมาดีเพียงใดก็ยังพลาดไปอย่างหนึ่ง นั่นก็คือความเข้าใจที่ข้ามีต่อเผยเอ้อร์

ข้ากับเขารู้จักกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กหนุ่มในกองทัพ สังหารข้าศึกด้วยกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ดื่มสุรากระบวยเดียวกัน ห่อตัวด้วยหนังหมาป่าผืนเดียวกันท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง อาศัยความอบอุ่นจากกันและกันผ่านราตรีกาล เขาเป็นคนองอาจห้าวหาญเปี่ยมพลังวังชาที่สุด จิตใจแข็งแกร่งตรงไปตรงมาที่สุด ไม่กลัวเทพไม่กลัวผี ขวัญกล้าไร้ความหวาดกลัวที่สุด แต่ก็เป็นคนอบอุ่นดีงามบริสุทธิ์ที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ข้าเคยพบมา

เฉินเซ่ามาหาข้าและบอกว่าเขารู้แล้วว่าฮ่องเต้คือตัวการผู้กระทำความผิดในการศึกที่เป่ยยวนปีนั้น ในใจเกิดความแค้นและต้องการแก้แค้น แต่ก็ไม่อยากให้สกุลเผยต้องแบกรับการได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรยศ จึงยินดีจะสนับสนุนหลี่เหยียน เหตุผลนี้ไม่สมเหตุสมผลเพียงพอหรือ กล่าวสำหรับคนในใต้หล้าแล้วนี่ยิ่งกว่าเพียงพอ ยิ่งกว่าสมเหตุสมผล แต่กับเผยเอ้อร์แล้วข้าอดสงสัยไม่ได้

คังอ๋องข้าเป็นคนสังหาร ตอนนั้นแม้จะไม่ใช่แผนที่วางไว้ล่วงหน้า แต่ใช่ว่าข้าจะไม่เคยมีความคิดเช่นนี้อยู่ในใจ ถ้าเขาถูกฮ่องเต้เข้าใจผิดเพราะการตายของคังอ๋อง ไม่มีที่ให้หยัดยืนอีกต่อไป เช่นนั้นสิ่งที่ข้าเฝ้าหวังมาโดยตลอดให้เขาก่อกบฏก็อาจเป็นจริง ทว่าเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจริงๆ ข้ากลับไม่เชื่อแล้ว

ด้วยความเข้าใจที่ข้ามีต่อเขา แม้จะเป็นความจริงที่เขาไม่อาจปล่อยวางความแค้นของบิดาได้และชิงชังฮ่องเต้เป็นที่สุด แต่เขาก็จะใช้วิธีอื่นมายุติความแค้นนี้ ถึงสุดท้ายแล้วการแก้แค้นจะไม่มีหวัง ข้าก็คิดว่าเขายอมที่จะฆ่าตัวตายเพื่อยอมรับผิดต่อแม่ทัพใหญ่และคนอื่นๆ แต่จะไม่ยอมช่วยเหลือหลี่เหยียน

หลี่เหยียนเป็นคนเช่นไร ในร่างกายแม้จะมีสายเลือดอันสูงส่งที่สืบทอดมาจากองค์รัชทายาทจิ่งเซิง ภายนอกดูสุภาพเรียบร้อย ท่วงทีกิริยาโดดเด่นเหนือผู้คน แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ราชสำนักของพวกท่านเบื้องบนตั้งแต่บัณฑิตวงศ์ตระกูลขุนนาง เบื้องล่างไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าเร่ริมถนน เมื่อพูดถึงพวกเรา เปิดปากก็บอกพวกชนเผ่าทางเหนือ กลุ่มคนนอกแคว้นที่ปล่อยผมสยาย ใส่เสื้อของชนเผ่า กินเนื้อดิบและดื่มเลือด นี่ยังนับว่าเกรงใจ ถ้าไม่เกรงใจก็บอกว่าเป็นสัตว์ป่ากลุ่มหนึ่งที่เดินตัวตรงได้เหมือนพวกท่าน

แต่ข้ารู้ ในหมู่พวกท่านหลายคนดูแต่งกายงามหรูหรา พอลอกคราบภายนอก เอาความเสแสร้งจอมปลอมออกไปเสีย ข้างในก็ไม่มีอะไรแตกต่างกับพวกเราชนเผ่าทางเหนือที่เป็นสัตว์ป่าเหล่านี้ เพื่อจะดึงข้าเข้าเป็นพวก หลี่เหยียนให้สัญญาว่าวันหน้าเมื่อเขายึดเมืองฉางอันได้ เขาจะยอมให้ข้าปล้นสะดมเป็นเวลาสามวันสามคืนก่อน จากนั้นก็จะยกดินแดนกานเหลียงตั้งแต่เป่ยยวนให้ข้าทั้งหมด! คนที่เขาดึงมาเป็นพวกไม่ได้มีข้าเพียงคนเดียว เมืองฉางอันแห่งนี้เกรงว่าจากปากของเขา วันหน้าไม่รู้จะถูกกองทัพม้ามากมายเพียงใดปล้นสะดมสามวันสามคืนกี่ครั้ง! ดินแดนทางเหนือของเป่ยยวนยิ่งไม่รู้ว่าเขารับปากจะให้คนไปมากน้อยเท่าไรแล้ว!

เผยเอ้อร์ไม่มีทางรับใช้คนเช่นนี้ เมื่อก่อนตอนทำศึกกับซีฟาน ถ้าจะบอกว่ามีกองกำลังทหารกองใดที่เรียกได้ว่าเป็นกองกำลังทหารที่มีเมตตาอย่างแท้จริง ไม่ได้แตะต้องชาวบ้านที่อยู่ระหว่างทางแม้แต่ผมสักเส้น ถึงคนเหล่านั้นจะเป็นชาวซีฟานก็ตาม นั่นจะต้องเป็นกำลังพลของเผยเอ้อร์อย่างแน่นอน คนเช่นนี้ไม่มีทางทำเรื่องเช่นนั้น

ดังนั้นแม้พวกท่านจะวางแผนการอย่างสมบูรณ์แบบ สมเหตุสมผล แต่ท่าทีแรกของข้าคือความสงสัย อุปนิสัยกำหนดขีดจำกัดการกระทำของเขา เขาไม่มีทางทำเช่นนี้ แน่นอนว่าข้าเองก็ไม่กล้ายืนยันมั่นเหมาะ เพราะตอนนั้นข้าคิดไม่ถึงว่าพวกท่านรู้ความลับเรื่องความสัมพันธ์ของข้ากับหลี่เหยียนแล้ว เขาอาจยังไม่เข้าใจหลี่เหยียนทั้งหมด อีกทั้งข้าเคยเกลี้ยกล่อมให้เขาก่อกบฏไม่ใช่เพียงครั้งเดียว มาบัดนี้ถ้าเขามีความคิดที่แตกต่างไปจากเดิม มาขอให้ข้าช่วย ก็เป็นเรื่องที่สมควร

ในที่สุดข้าก็ตัดสินใจได้ ไม่ว่าเขาจะรับใช้หลี่เหยียนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงหลุมพรางอย่างหนึ่ง ข้าก็จะยอมทำ ถือว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจที่เขารับผิดแทนข้า เป็นการปิดฉากมิตรภาพที่เขากับข้าคบหากันมานานหลายปี

หลี่เหยียนเดินทางออกนอกด่านไปหลายวันแล้วด้วยฐานะพ่อค้าและเลิกหวาดระแวงแล้ว เมื่อครู่นี้เพิ่งส่งจุดนัดพบมาให้ข้า ข้าแน่ใจว่าไม่ใช่การหลอกลวงจึงส่งต่อให้เผยเอ้อร์ตามวิธีที่ตกลงกันไว้ ข้าทำทุกอย่างเท่าที่ข้าทำได้แล้ว ส่วนต่อจากนี้เขาจะสมปรารถนาหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิตแล้ว”

เยี่ยซวี่อวี่ยิ่งฟังก็ยิ่งอกสั่นขวัญแขวน พยายามสงบใจลง

“เฉิงผิง ถ้าก่อนหน้านี้ข้าเข้าใจอะไรท่านผิดไป ข้าขออภัยต่อท่าน แต่ในเมื่อท่านไม่ได้ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเดินไปกับหลี่เหยียนจนสุดทาง เพราะเหตุใดจึงไม่ดึงบังเหียนม้ากลับเมื่อถึงหน้าผาสูงแล้วร่วมงานกับเผยเอ้อร์ต่อไปเล่า เป็นเหมือนเมื่อก่อน เป็นพี่น้องที่พึ่งพากันและกัน ร่วมกันสังหารศัตรูต่อไป ไม่ดีหรือ”

ดวงตาทั้งสองของเฉิงผิงมีประกายน้ำแฝงอยู่เล็กน้อย

“องค์หญิง ข้าสังหารคนก่อน จากนั้นก็ทรยศต่อราชสำนัก ทำความผิดมหันต์เพียงนี้ ท่านไม่เห็นข้าเป็นน้ำบ่าสัตว์ร้าย ยังยินดีเสนอทางออกให้ข้า ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก แต่เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้แล้ว ข้ากับเผยเอ้อร์แตกต่างกัน ถ้าเขาเป็นมังกร เช่นนั้นข้าก็เป็นหมาในเป็นจิ้งจอกโดยธรรมชาติ จะเดินบนเส้นทางเดียวกันตลอดไปได้อย่างไร ได้พบและรู้จักกัน เขายอมรับข้าเป็นพี่น้องมาหลายปีก็เพียงพอแล้ว

พวกท่านรู้เรื่องที่ข้ากับหลี่เหยียนติดต่อกันแล้ว เช่นนั้นคิดว่าข้าก็คงถูกจัดวางเข้าไปในแผนการของพวกท่านแล้ว ถ้าข้าคาดเดาไม่ผิด รอหลี่เหยียนปรากฏตัว ข้าก็คงออกไปไม่ได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ข้าจึงวางแผนไว้แต่แรกว่าจะออกไปก่อนกำหนด เกรงว่าหากล่าช้าแล้วไปเจอพี่น้องที่เมื่อก่อนเคยร่วมกินดื่มหาความสำราญด้วยกันที่ฉางอัน ต่างจะต้องชักดาบออกมาประจันหน้ากันเป็นแน่

ข้าต้องไปแล้ว ยังขอให้องค์หญิงโปรดให้ความสะดวก ให้คนเปิดทางสักเส้น อย่าทำให้ข้าลำบากใจ”

บทที่ 123

ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกคนเปิดออก หลูเหวินจวินสาวเท้าเร็วๆ ไล่ตามมาถึงด้านหลังเฉิงผิง

เงาด้านหลังเฉิงผิงลังเลอยู่ชั่วขณะ ในที่สุดเขายังคงหยุดฝีเท้าลง หมุนตัวมาประจันหน้ากับหลูเหวินจวินแล้วส่งเสียง ‘อ้อ’ ด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

“จริงสิ ยังมีเจ้า ดูเหมือนข้าก็ติดค้างเจ้าไม่น้อย…”

เขาพูดยังไม่ทันขาดคำ ใบหน้าก็ถูกหลูเหวินจวินตบไปฉาดหนึ่ง เกิดเสียง ‘เพียะ’ ดังกังวาน

จากนั้นก็มีเสียง ‘เพียะๆ’ ดังติดกันหลายครั้ง นางตบหน้าเขาติดกันไม่หยุด กระทั่งฝ่ามือปวดแสบปวดร้อนจนตบไม่ไหวแล้ว

“เจ้าคนชั่วร้าย! เจ้าจะหนีไปเช่นนี้ คิดจะทรยศต่อราชสำนักอย่างถึงที่สุด กลับไปเป็นศัตรูกับราชสำนัก วันหน้าระดมกำลังทหารมาแก้แค้นหรือ!”

เฉิงผิงยืนนิ่งไม่ขยับ ปล่อยให้เด็กสาวที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์หญิงเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงานตบตีตน กระทั่งตอนนี้จึงได้มองสบตานาง

“เหวินจวิน หากเจ้ามิใช่สตรีสูงศักดิ์ของราชสำนักแต่เกิดในดินแดนอื่น ชนเผ่าของเจ้าต้องใช้ชีวิตด้วยการถวายบรรณาการและเรียกตนเป็นขุนนางของราชสำนัก ชะตากรรมของเจ้าขึ้นอยู่กับความชอบความโกรธของผู้อื่น ฮ่องเต้เห็นว่าเพื่อนบ้านที่มีความแค้นกับเจ้าสามารถรับใช้เขาได้ดีกว่า เขาจึงทอดทิ้งเจ้าโดยไม่ลังเล ถอดหมวกบนศีรษะของเจ้าออก เปลี่ยนไปมอบให้ศัตรูของเจ้า ยังสั่งให้เจ้าไปคุกเข่าจูบปลายรองเท้าของศัตรู และไม่อนุญาตให้แก้แค้นอีก เพื่อให้เจ้ายอมเชื่อฟังแต่โดยดียังเอาตัวบุตรชายของเจ้าไปเป็นตัวประกันที่ฉางอัน ต้องใช้ชีวิตที่เลวร้ายยิ่งกว่าสุนัข เพราะเหตุใดน่ะหรือ ก็เพราะพวกเราเคยรบสู้เขาไม่ได้!

ข้าไม่เชื่อว่าบิดาของข้าจะไม่เคยคิดต่อต้านและไม่เคยมีคำพูดคับแค้นใจใดๆ เขาเพียงไม่กล้าเสี่ยงเท่านั้น แต่ข้าไม่อยากใช้ชีวิตที่เอาชะตากรรมไปฝากไว้กับความเมตตากรุณาของผู้อื่นอีก!”

เขาพูดพลางมองข้ามผ่านเด็กสาวตรงหน้าไปหยุดที่ใบหน้าของเยี่ยซวี่อวี่ซึ่งอยู่ด้านหลัง

“องค์หญิง เดิมข้าเฝ้าหวังมาโดยตลอดว่าเผยเอ้อร์จะสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งสูง ถ้าเป็นเขา ข้าคิดว่าข้ายินดีเป็นเช่นอ๋องแห่งป๋อไห่ เข้ารับการศึกษาอบรม เผยแพร่ธรรมเนียมประเพณีของชาวจงหยวน เพราะอย่างน้อยตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่จะไม่ต้องอดทนต่อความอัปยศอดสูที่เอาแน่เอานอนไม่ได้และไม่รู้ว่าจะหล่นลงมาบนศีรษะเมื่อไรอีก เขาเป็นคนเดียวที่ข้าสามารถเชื่อได้ แน่นอนว่าความปรารถนานี้คว้าน้ำเหลวแล้ว แต่ต่อมาภายหลังข้าค่อยๆ ตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงข้ออ้างที่ข้าหามาให้ตนเองเท่านั้น ตั้งแต่แรกข้าก็รู้แล้วว่าเขาไม่สามารถทำได้ ข้าต้องการแก้แค้น ก็แค่เหตุผลเรียบง่ายเท่านี้…”

“ข้าจะสังหารเจ้าเสีย…”

หลูเหวินจวินดึงปิ่นหงส์ยาวอันหนึ่งออกมาจากบนศีรษะแล้วปักไปที่ลำคอของเฉิงผิง

เฉิงผิงไม่ได้หลบหลีก ยืนมองปิ่นปักลงมาโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี

มือของหลูเหวินจวินสั่นเทาเล็กน้อย หลับตาปักไปส่งๆ

‘ปึก’ เกิดเสียงหนักทึบดังขึ้น

นางลืมตาขึ้นมาช้าๆ เห็นปิ่นแทงลึกเข้าไปในไหล่ของเฉิงผิง โลหิตค่อยๆ ไหลซึมออกมา ทั้งร่างยิ่งสั่นสะท้านรุนแรงขึ้น

เฉิงผิงยกแขนอีกข้างขึ้น จับปลายปิ่นหงส์ที่เหลืออยู่นอกร่างกายตนแล้วดึงออกมา เช็ดคราบเลือดกับเสื้อผ้าของตนสองสามครั้งจนสะอาดแล้วยื่นคืนให้นาง

“ขอบคุณที่ไม่สังหาร” เขามองนางพลางกล่าวเสียงเบา

หลูเหวินจวินยืนนิ่งไม่ขยับ

เฉิงผิงยกแขนขึ้นปักปิ่นกลับไปบนศีรษะเด็กสาว จากนั้นก็หันไปทางเยี่ยซวี่อวี่ที่ยืนห่างออกไปหลายก้าว คุกเข่าลงตรงหน้านางอย่างเป็นทางการ หลังจากโขกศีรษะแล้วก็ลุกขึ้นมา ดึงชุดคลุมยาวตัวนอกออกแล้วโยนลงกับพื้น เหลือเพียงเสื้อตัวใน จากนั้นก็เปิดประตูลาน สาวเท้ายาวๆ ออกไป

เยี่ยซวี่อวี่ยังคงปล่อยเฉิงผิงเดินออกไป

ซือตัวเห็นว่านานแล้วผู้เป็นนายยังไม่ออกมาก็พาคนบุกเข้ามาทางนี้ แต่ถูกทหารรักษาพระองค์จำนวนมากขวางให้อยู่ข้างนอก สองฝ่ายอยู่ในสถานการณ์พร้อมจะชักดาบเข้าห้ำหั่นกัน

ฝ่ายตรงข้ามแม้จะมีเพียงไม่กี่สิบคน จำนวนคนแตกต่างกันมาก ทว่าแต่ละคนล้วนเหี้ยมหาญไม่กลัวตาย หากปะทะกันขึ้นมาย่อมก่อให้เกิดความวุ่นวายมิใช่น้อย

เยี่ยซวี่อวี่ไม่กล้าเสี่ยงที่จะให้ข่าวรั่วไหลออกไป เวลานี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของเผยเซียวหยวน

นางรั้งตัวหลูเหวินจวินที่เอามือปิดหน้าสะอื้นไห้เบาๆ เข้ามาในอ้อมแขน

นอกลานเรือนเสียงรองเท้าหุ้มแข้งกระทบพื้นและเสียงดาบกระบี่กระทบกันดังผสมปนเปเงียบลงแล้ว ราตรีกลับคืนสู่ความสงบในที่สุด

เผยเซียวหยวนเดินทางไปตามทางหลวง ยิ่งเดินทางระยะทางก็ยิ่งไกลขึ้นทุกที

เขาหนึ่งคนหนึ่งม้า บางครั้งก็ขี่ม้า บางครั้งก็จูงเดิน ผ่านป่าโบราณมืดทะมึนผืนใหญ่ อ้อมผ่านหนองน้ำที่ปกคลุมไปด้วยกิ่งไม้แห้งและหญ้าเน่าเปื่อยราวกับหลับใหลมานับหมื่นปี มาถึงที่ราบรกร้างที่ก่อตัวขึ้นจากเนินเขาและภูเขาเตี้ยเชื่อมต่อกัน ในที่สุดช่วงปลายยามอิ๋นฟ้าเริ่มสางเขาก็มาถึงที่ราบสูงอิงโฉว

บนจุดสูงสุดของที่ราบสูงบนภูเขา นกธรรมดาๆ ทั่วไปไม่ค่อยได้พบเห็นแล้ว บนท้องฟ้าที่เริ่มมีแสงสว่างรำไรในฤดูหนาว นอกจากห่านป่าที่อพยพกลับทางใต้ก็ยังมีสัตว์ปีกที่ดุร้ายไม่กี่ตัว ไม่รู้ว่าเป็นอินทรีหรือเหยี่ยว บินฉวัดเฉวียนไปมาอยู่ด้านหลังเหนือศีรษะเขา

ที่ใดสักแห่งในใจกลางภูเขาเก่าแก่เบื้องหน้าลูกนี้คือสถานที่ที่หลี่เหยียนจะพบกับเขา ในหินแตกร้าวก้อนหนึ่งที่เชิงเขามีต้นสนเก่าแก่ต้นหนึ่ง ไม่รู้ถูกฟ้าผ่าและแผดเผาตั้งแต่เมื่อไร บัดนี้เหลืออยู่เพียงครึ่งต้น ครึ่งหนึ่งถูกเผาจนดำ อีกครึ่งมีใบเขียวขจีเป็นมัน จึงหาพบได้ไม่ยาก

เขายืนอยู่ใต้ต้นสนครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็มีชายสองคนที่ดูเหมือนคนตัดฟืนปรากฏตัวขึ้นราวกับโผล่มาจากพื้นดินเดินตรงมาหาเขา หนึ่งในนั้นคือหลี่เหมิ่ง คนสนิทที่มีความสามารถข้างกายหลี่เหยียน

หลี่เหมิ่งเดินมาถึงเบื้องหน้าเผยเซียวหยวน ทำความเคารพอย่างนอบน้อมและเอ่ยขอร้องว่าก่อนไปพบผู้เป็นนาย หวังว่าตนจะได้เก็บรักษาอาวุธของเขาไว้ก่อน

เผยเซียวหยวนปลดกระบี่ยาวและดาบสั้นที่ห้อยอยู่กับสายรัดเอวเตี๋ยเซี่ย แล้วหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากรองเท้าหุ้มแข้ง หลี่เหมิ่งแสดงท่าทีให้สหายที่มาด้วยเก็บไป จากนั้นก็หยิบแถบผ้าปิดตาผืนหนึ่งออกมา มองเผยเซียวหยวนด้วยสีหน้าลำบากใจ

เผยเซียวหยวนยกยิ้มพลางหลับตาลง

หลังจากดวงตาถูกผูกปิดด้วยผ้าสีเขียวอมดำแล้วเขาก็ขึ้นไปบนคานหามและออกเดินทางไปตามเส้นทางบนภูเขาอันคดเคี้ยว บางครั้งก็ขึ้นสูง บางครั้งก็ลงเนิน บางครั้งก็เหมือนผ่านหน้าผาสูงชันหุบเขาลึกที่แสงแดดส่องไม่ถึงมานานปี บางครั้งเหมือนค่อยๆ ปีนป่ายขึ้นไป ทิ้งลำธารภูเขาและผืนป่าไว้ข้างหลัง ก็ไม่รู้ว่าผ่านเส้นทางคดเคี้ยวกลับไปกลับมาอย่างไร รอบด้านจากเสียงนกร้องเบาบางเป็นเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังกังวานไม่ขาดหู แล้วก็กลับมาเบาบางอีกครั้ง เป็นอยู่เช่นนี้ หลังจากเดินทางบนหน้าผาสูงชันบนภูเขาลึกมาครึ่งวัน ในที่สุดคานหามที่อยู่ใต้ร่างเขาก็ลงสู่พื้น คนรอบข้างหายไปอย่างไร้สุ้มเสียง

ครั้นสองเท้าลงแตะพื้น เผยเซียวหยวนยืนนิ่งอยู่ตามลำพังครู่หนึ่ง สัมผัสได้ถึงอากาศเย็นสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าที่ไหลเวียนช้าๆ บนผิวกาย นอกจากต้นไม้ใบหญ้าแล้ว เขายังเหมือนได้กลิ่นสาบเจือกลิ่นคาวโลหิตลอยมาตามลมจางๆ คล้ายมีคล้ายไม่มี

เขาแกะผ้าปิดตาออกช้าๆ ทันใดนั้นแสงแดดที่เจิดจ้าเสียดแทงนัยน์ตาก็สาดส่องเข้ามาในดวงตาที่เพิ่งหลุดพ้นจากความมืดมิด ทำให้เขาต้องเบือนหน้าหนีและหลับตาลงเล็กน้อย ครู่ต่อมาเมื่อดวงตาเริ่มปรับกับแสงสว่างได้แล้ว เขาก็ลืมตาขึ้นและพบว่าตนเองอยู่ในศาลเจ้าทรุดโทรมที่ถูกทิ้งร้างไว้ที่ใดสักแห่งในภูเขาลึก

รูปปั้นสีทองในศาลซึ่งมองลักษณะเดิมไม่ออกพังทลายลงมานานแล้ว เผยให้เห็นเค้าโครงข้างในที่ทำจากดินสีดำ ภาพวาดบนผนังทั้งสี่ด้านถูกลมฝนซัดจนหลุดลอก มุมห้องและขื่อคานเต็มไปด้วยใยแมงมุม เหนือศีรษะมีแต่ช่องโหว่และกระเบื้องแตก แสงแดดเจิดจ้ายามเที่ยงวันส่องเฉียงผ่านช่องจันทันที่ว่างโล่งตกลงมาบนจุดที่เขายืนอยู่พอดี

เขามองออกว่าศาลแห่งนี้แม้จะถูกทิ้งร้าง ดูเหมือนจะไม่มีผู้มาเซ่นไหว้สักการะหลายปีแล้ว แต่ในตอนนั้นผู้ที่ให้เงินทุนก่อสร้างศาลน่าจะสูงศักดิ์และมั่งมีอย่างยิ่ง แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงวันนี้ นอกจากหลังคาจะแตกรั่ว ภาพวาดบนผนังที่เหลืออยู่ยังคงมีร่องรอยของผงทองผงเงินที่เคลือบไว้ ผนังมีความหนาและแข็งแรง ไม้ที่ใช้ทำประตูและคานก็แข็งแรงดุจเหล็ก ผ่านมานานหลายปียังไร้ร่องรอยผุพัง น่าจะเป็นไม้จันทน์ที่คนทั่วไปแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว

ขณะที่เผยเซียวหยวนกำลังสำรวจบริเวณรอบๆ กลิ่นสาบที่มากับสายลมโชยเข้าจมูกขุมนั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น กลิ่นนี้มาจากด้านหลัง เขาหันหลังกลับทันที สายตาจับนิ่งเล็กน้อยเพราะภาพที่คาดคิดไม่ถึง

เพียงเห็นบนพื้นตรงหน้าปูพรมขนสัตว์หนาสีแดงก่ำมูลค่าไม่น้อยผืนหนึ่ง เห็นชัดว่าทอด้วยมือทีละชุ่นโดยช่างฝีมือชาวปอซือ ทอเป็นภาพสรรพสัตว์ร้ายกำลังหมอบกราบองค์ราชาแห่งเทพ หลี่เหยียนนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมผืนนั้น อีกฝ่ายสวมชุดสีขาว หลังพิงพนักจ้องมองเขานิ่ง เบื้องหน้าบุรุษผู้นั้นมีโต๊ะเตี้ยติดลวดลายด้วยทองและเงินตั้งอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีจานงาช้างหลายใบบรรจุอาหารเลิศรส ซ้ายขวาวางตะเกียบหยกปลายหุ้มแผ่นทองสองคู่ตรงข้ามกัน ส่วนข้างเท้าหลี่เหยียนมีเสือดาวโตเต็มวัยที่กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงสองตัวหมอบอยู่ เข้ากับลวดลายของพรมปูพื้นอย่างเหมาะเจาะ

เสือดาวสองตัวนั้นตัวหนึ่งคุกเข่าหมอบ ไหล่ทั้งสองยกขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีเขียวมองจ้องเผยเซียวหยวนนิ่ง อีกตัวหนึ่งก็หมอบอยู่ข้างเท้าหลี่เหยียนนิ่งไม่ขยับ ทว่านัยน์ตากึ่งหลับกึ่งลืมกำลังมองประเมินเผยเซียวหยวนเช่นกัน

กลิ่นสาบเจือกลิ่นคาวโลหิตที่เผยเซียวหยวนได้กลิ่นเมื่อครู่น่าจะมาจากเสือดาวสองตัวนี้

หลี่เหยียนมองสบนัยน์ตาเขา ใบหน้าเผยรอยยิ้มขณะลุกขึ้นยืน เสือดาวสองตัวก็ลุกพรวดขึ้นด้วยทันทีราวกับได้รับสัญญาณบางอย่าง นัยน์ตาลึกล้ำทั้งสี่ดวงจ้องมองเผยเซียวหยวนเขม็งพลางแยกเขี้ยวสีเหลืองคมกริบที่ไม่รู้เคยฉีกกินเนื้อและโลหิตสดมาเท่าไร ส่งเสียงคำรามต่ำๆ ออกมาจากลำคอ ทำให้คนได้ยินแล้วขวัญหนีดีฝ่อ

“หมอบลง!” หลี่เหยียนตวาดเสียงต่ำออกมาคำหนึ่ง เสือดาวทั้งสองตัวถูกตำหนิก็ค่อยๆ ถอยไปยังมุมหนึ่ง นอนราบไปกับเชิงกำแพง

หลี่เหยียนยิ้มพลางชี้ไปที่เสือดาวและเอ่ยอธิบาย “คุณชายเผยอย่าได้ตำหนิ ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่น เจ้าอย่าเห็นว่าพวกมันเป็นสัตว์ ข้าเอาพวกมันมาเลี้ยงตั้งแต่ข้าอายุสิบกว่าปี จำได้ว่าวันนั้นเสด็จปู่พาขุนนางที่ทรงโปรดปรานและทหารรักษาพระองค์ไปล่าสัตว์อย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร โชคดีที่ข้าได้รับพระกรุณาจากเสด็จปู่ไม่ทรงทอดทิ้ง ให้อยู่ข้างพระวรกายและสั่งสอนด้วยพระองค์เอง แม่เสือดาวถูกทหารรักษาพระองค์ใช้ธนูยิงตาย เหล่าทหารรักษาพระองค์ตามร่องรอยของเสือไปและพบลูกเสือดาวสองตัวนี้ ตอนนั้นเพิ่งอายุไม่กี่เดือน ข้าเห็นพวกมันน่าสงสารจึงขอให้เสด็จปู่พระราชทานให้ข้า โชคดีที่ทรงอนุญาต ข้าเห็นพวกมันดั่งสิ่งล้ำค่า เลี้ยงดูมาจนโต พวกมันเชื่อฟังคำสั่งของข้า เวลาไปล่าสัตว์ก็เป็นผู้ช่วยที่ดีเยี่ยม”

เขาหยุดไปชั่วขณะแล้วกล่าวต่อ

“ปีนั้นหลังจากปราบกบฏได้แล้วข้ารับบัญชาจากบิดาออกจากเมืองหลวงไปรับบิดาของเจ้า ตอนนั้นก็พาพวกมันไปด้วย เดิมคิดจะมอบให้บิดาของเจ้าเพื่อแลกกับรอยยิ้มและแสดงถึงความเคารพเลื่อมใสที่ข้ามีต่อเขา เพียงคิดไม่ถึง…”

หลี่เหยียนหยุดพูดอีกครั้ง ผายมือไปทางโต๊ะ แสดงท่าทีให้เผยเซียวหยวนนั่งลง ส่วนตนเองก็นั่งกลับลงไปก่อน หยิบขวดสุราสีเงินขึ้นมาแล้วรินใส่จอกสองใบ

“วันนี้มาพบคุณชายเผย ข้ารู้สึกดีใจจึงพาสัตว์แสนรู้คู่นี้มาด้วย หากคุณชายเผยถูกใจข้าจะมอบให้เจ้า ก็นับว่าเป็นการชดเชยความเสียดายในอดีตแล้ว”

สายตาของเผยเซียวหยวนกวาดผ่านเสือดาวสองตัวนั้น “ในเมื่อเป็นของรักของท่านและอยู่กับท่านมาหลายปีแล้ว ผู้แซ่เผยจะกล้าแย่งชิงของรักของผู้อื่นได้อย่างไร ท่านเก็บไว้เองเถิด”

หลี่เหยียนสองตาจับนิ่งอยู่ที่ใบหน้าของอีกฝ่าย นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกแล้วเหลียวมองไปรอบศาลคล้ายจมอยู่กับความทรงจำบางอย่าง ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นช้าๆ

“คุณชายเผยคงกังวลอยู่ เหตุใดข้าจึงให้มาพบหน้ากันที่นี่ พูดแล้วเรื่องยาว ตอนนั้นบิดาข้าเคยฝันว่าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีการละเมิดเทพไท่ซุ่ย*หลังจากสอบถามผู้รู้ก็แนะนำให้สร้างศาลหลิงก่านให้ท่านเทพที่นี่ ถวายธูปเทียนเครื่องบูชา” เขาถอนหายใจเบาๆ “เพียงไม่นานเวลาก็ผ่านไปหลายปีแล้ว ผู้คนมักบอกว่าสิ่งของเหมือนเดิม คนล้วนเปลี่ยนแปลง ทว่ากล่าวสำหรับข้า สิ่งของก็ยากจะรักษาไว้ได้ ศาลเจ้าแห่งนี้ก็ไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมแห่งความเสื่อมถอย”

สีหน้าของหลี่เหยียนจมอยู่ในความเศร้ารันทด แต่ไม่นานก็ได้สติขึ้นมา ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มและเชิญเผยเซียวหยวนลงนั่งอีกครั้ง

“ข้าดีใจที่ได้ยินว่าคุณชายเผยเปลี่ยนใจยินดีจะช่วยข้า เชิญนั่งลงก่อน ข้ายินดีจะพูดคุยกับเจ้าอย่างละเอียด หารือเรื่องใหญ่ร่วมกัน”

เผยเซียวหยวนไม่ได้ตอบทันที เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตามองออกไปข้างนอกคล้ายเหม่อลอยจากหลังคาศาลเหนือศีรษะซึ่งเหลือเพียงไม้แปและจันทันที่ว่างเปล่า

นอกหลังคาคือท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ ปุยเมฆสีขาวลอยกระจาย ดูใกล้ราวกับเพียงเอื้อมมือก็คว้าถึง ถัดไปเป็นห่านป่าฝูงหนึ่งที่บินลงใต้ ด้านหลังห่านป่ามีนกประเภทเหยี่ยวตัวหนึ่งบินฉวัดเฉวียนปรากฏอยู่ในสายตา ดูเหมือนมันจะบินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลาและบินสูงยิ่ง มองไปคล้ายเป็นเพียงจุดดำจุดหนึ่ง จากนั้นมันก็ค่อยๆ บินลงมา ทำให้พอจะแยกแยะได้ว่าเป็นเหยี่ยวหัวขาวตัวหนึ่ง

หลี่เหยียนมองตามสายตาของเผยเซียวหยวน แหงนหน้ามองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบอก “สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าอิงโฉวย่อมไม่ขาดนกอินทรีหรือเหยี่ยว” จากนั้นก็เปลี่ยนน้ำเสียงมาเอ่ยเชื้อเชิญ “คุณชายเผยเชิญนั่ง”

เขาเชิญเป็นครั้งที่สามแล้ว

ในที่สุดเผยเซียวหยวนก็ถอนสายตากลับมา จับนิ่งอยู่ที่ใบหน้าหลี่เหยียนซึ่งอยู่ตรงข้าม “กษัตริย์ในสมัยโบราณเวลาวางแผนการปกครองจะคำนึงถึงจิตใจของราษฎรเสมอ ในเมื่อได้มาพบหน้ากันก็อยากจะขอร้องท่านให้ฟังข้าสักคำ วางมือเสียตั้งแต่ตอนนี้ อย่าเป็นตัวไหมพ่นใยไหมห่อหุ้มตนเองยืนกรานในความผิดพลาดไม่ตระหนัก สุดท้ายก็มีแต่จะทำร้ายตนเองและทำร้ายผู้อื่น จะเสียใจก็สายไปแล้ว”

หลี่เหยียนแววตานิ่งขึง เผยสีหน้าผิดหวัง เขาจ้องมองเผยเซียวหยวนเงียบๆ ครู่หนึ่ง มุมปากมีรอยยิ้มเจื่อนผุดขึ้นจางๆ “จำเป็นต้องทำเช่นนี้ด้วยหรือ ข้ามาพบเจ้าที่นี่ด้วยน้ำใสใจจริง มาเชื้อชวนด้วยความจริงใจ”

“ชาติกำเนิดของท่านไม่ธรรมดา ในใจมีความยึดมั่นถือมั่น เดิมก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนเรา แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายท่านได้ทำเรื่องที่ไม่เลือกวิธีการไปแล้วเท่าไร ท่านกระจ่างแก่ใจดี ข้าจะยอมรับใช้ท่านได้อย่างไร”

หลี่เหยียนยกสุราจอกหนึ่งที่ตนเพิ่งรินเมื่อครู่ ก้มหน้าลงจิบช้าๆ ไปคำหนึ่ง ตอนเงยหน้าขึ้นแววตาเปลี่ยนเป็นอึมครึมเยียบเย็น น้ำเสียงเจือการเสียดสีเหน็บแนม

“เผยเอ้อร์ เจ้าไม่รู้ดีชั่วอย่างแท้จริง ดีที่ข้าเตรียมการไว้ก่อนแล้ว เพียงแต่เจ้าออกจะบ้าระห่ำเกินไป ถึงเจ้าจะมีฝีมือการต่อสู้เหนือผู้อื่น แต่อาศัยเจ้าคนเดียวก็จะสามารถจับตัวข้าได้หรือ เวลานี้ข้างนอกล้วนเป็นคนของข้า ขอเพียงข้าออกคำสั่งคำเดียว เจ้าจะตายอย่างไรก็ยังไม่รู้!”

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามาที่นี่คนเดียว”

ทันทีที่เขาพูดจบก็มีเสียงฝีเท้ากระชั้นถี่ดังขึ้น คนผู้หนึ่งพุ่งเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

“แย่แล้วพระราชนัดดา! คนเฝ้ารักษาการณ์พบกองกำลังกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางด้านนี้ คะเนด้วยสายตาอย่างน้อยมีหลายร้อยคน อีกไม่นานก็จะมาถึงแล้ว! ไม่อาจรั้งอยู่ที่นี่แล้ว พระราชนัดดารีบล่าถอยเถิด!”

หลี่เหยียนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ลุกจากพรมขึ้นมายืนช้าๆ สองตามองจ้องเผยเซียวหยวนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเขม็ง

“ข้าไม่เชื่อ! สถานที่นี้อาสื่อน่าก็ยังไม่รู้! เหตุใดคนของเจ้าจึงมาเร็วเพียงนี้”

เผยเซียวหยวนมีเด็กรับใช้คนหนึ่ง นอกจากจะก่อเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้เขาโมโห ในชีวิตแทบไม่ได้ทำประโยชน์อะไรแล้ว หลังจากมาถึงฉางอันแล้วได้เรียนรู้การฝึกเหยี่ยวกับบรรดาบุรุษชนชั้นสูงเจ้าสำราญพวกนั้นก็กลับเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีครู เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว

เมื่อคืนช่วงครึ่งคืนหลังขณะที่เผยเซียวหยวนจะออกเดินทาง เด็กรับใช้ผู้นี้ได้ปล่อยเหยี่ยวหัวขาวตัวหนึ่งออกมา เหยี่ยวตัวนี้เดิมคนอื่นเป็นผู้เลี้ยงดู มาบัดนี้กลับถูกเขาฝึกฝนจนเชื่อฟังคำสั่งอย่างยิ่ง เหยี่ยวตัวนี้ฉลาดเป็นเลิศ สายตาเฉียบไว สามารถมองเห็นกระต่ายที่วิ่งอยู่บนพื้นได้ในระยะหลายหลี่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคน

เหยี่ยวบินอยู่บนท้องฟ้าตามเผยเซียวหยวนมาตลอดทาง และกองกำลังที่เขาจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าก็ติดตามเหยี่ยวมาตลอดทางเช่นกัน ไล่ตามมาจนถึงที่นี่

พอคำถามออกจากปาก หลี่เหยียนก็พลันนึกถึงภาพเมื่อครู่ เขาพลันแหงนหน้าขึ้นมองออกไปนอกหลังคาที่แตกเป็นช่อง เห็นเงาร่างเหยี่ยวที่ยังบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าสีครามก็ตระหนักในทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด

หลี่เหมิ่งสาวเท้าเร็วๆ เข้ามา “พระราชนัดดา! อาสื่อน่าผิดสัญญา เขาไม่ได้พาคนของเขามาตามที่นัดกันไว้!”

มือทั้งสองของหลี่เหยียนสั่นไหวเล็กน้อยพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ชาวหูที่กลับไปกลับมาเอาแน่ไม่ได้! ข้าก็รู้อยู่แล้วว่าเชื่อถือไม่ได้!”

“พระราชนัดดารีบไปเถอะ ช้ากว่านี้จะหนีไม่ทันแล้ว!”

หลี่เหมิ่งส่งสัญญาณไปยังเสือดาวสองตัวที่กำลังเดินไปมาไม่หยุดราวกับรับรู้ถึงอารมณ์ของผู้เป็นนาย จากนั้นก็ผลักหลี่เหยียน สาวเท้าเร็วๆ ออกไปข้างนอก

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 เม.. 69

หน้าที่แล้ว1 of 10

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: