บทที่ 122
ยามเที่ยงคืน จุดพักม้าที่รับรองแขกสูงศักดิ์ยุ่งวุ่นวายมาทั้งคืนในที่สุดก็กลับสู่ความเงียบสงบ แสงไฟบริเวณรอบๆ สลัวลง นอกจากทหารจากกองทหารรักษาพระองค์ที่คอยคุ้มกันเจ้าสาวและแบ่งผลัดเข้าเวรยังปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนอยู่รอบจุดพักม้าแล้ว คนอื่นที่เหลือก็ค่อยๆ เข้าสู่ดินแดนแห่งความฝันเนื่องจากเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดทั้งวัน
ในห้องหลักห้องหนึ่งของโถงด้านตะวันออกเวลานี้โคมไฟยังคงสว่างไสว หลูเหวินจวินแต่งกายเรียบร้อยนั่งอยู่บนเตียง มือถือกรรไกรปลายแหลมด้ามหนึ่งจ่ออยู่ที่ลำคอตนเอง สองตามองจ้องคนสนิทหลายคนของหยวนจื๋ออย่างระแวดระวัง คนเหล่านั้นกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้านาง พยายามวิงวอนให้นางถอนตัวจากไป
ใบหน้าของหลูเหวินจวินค่อนข้างซีดขาว แววตากลับสงบเยือกเย็นจนดูไม่เหมือนเด็กสาวอายุสิบหกสิบเจ็ดคนหนึ่ง
เยี่ยซวี่อวี่เข้าไปยังเส้นทางเดินลับที่เชื่อมตรงไปถึงลานด้านหลังจุดพักม้าซึ่งเดิมมีไว้สำหรับให้หลูเหวินจวินหลบออกไป ตอนมาถึงนอกประตูสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือภาพนี้
ตั้งแต่ต้นจนจบหลูเหวินจวินไม่ได้เอะอะโวยวายอะไร เพียงพูดออกมาคำเดียวว่าถ้ากล้าบีบบังคับเอาตัวนางไป นางจะปลิดชีพตนเองก่อน ดูจากท่าทางของนางแล้วไม่คล้ายขู่ขวัญคน เรื่องนี้ทำให้หยวนจื๋อรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับหลูเหวินจวินหรือแผนการใหญ่ประสบอุปสรรคก็ล้วนเป็นเรื่องที่เขาคนเดียวไม่อาจรับผิดชอบไหว เขาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจำต้องส่งข่าวออกไป
หลูเหวินจวินไม่รู้ว่าเยี่ยซวี่อวี่ก็ออกมาด้วย พอเห็นอีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นก็ตื่นตะลึงเบิกตาโต จากนั้นก็สังเกตเห็นว่าสายตาของอีกฝ่ายจับนิ่งอยู่ที่มือซึ่งถือกรรไกรอยู่ของตน ดวงหน้างามพลันถอดสี มือที่ถือกรรไกรคุมเชิงกับผู้อื่นมาเป็นเวลานานก็เปลี่ยนเป็นอ่อนแรง ค่อยๆ ลดแขนลงมา
ทว่าปลายแหลมของกรรไกรเพิ่งลดลงมาจากลำคอเล็กน้อย พอเห็นเยี่ยซวี่อวี่เดินตรงมาหา เด็กสาวก็ขยับกรรไกรกลับขึ้นไปทันที
“ท่านอย่าเข้ามา!” นางเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเจือความเจ็บปวดหลายส่วน “หากท่านก้าวเข้ามาอีกก้าว ข้าก็จะ…ไม่มีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วจริงๆ!”
เยี่ยซวี่อวี่หยุดฝีเท้า แสดงท่าทีให้คนในห้องออกไปให้หมด รอประตูปิดลงแล้วเหลือเพียงนางกับหลูเหวินจวินสองคนก็ยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยถาม
“เจ้าเป็นอะไรไป ก่อนออกเดินทางไม่ใช่ตกลงกันแล้วหรือ เมื่อมาถึงที่นี่เจ้าก็จะกลับไป เพราะเหตุใดจู่ๆ จึงเปลี่ยนใจแล้ว”
“ข้าบอกไปแล้ว หากคนที่มาแทนข้าถูกจับได้ แผนการทั้งหมดก็จะล้มเหลว ก่อนหน้านี้เป็นข้าที่ทำผิด ข้าอยากจะชดเชย!” นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “ตั้งแต่ท่านมาพูดคุยเรื่องนี้กับข้า ข้าก็ตัดสินใจแล้วว่าจะทำเช่นนี้ ที่ไม่ได้พูดออกมาในตอนนั้นเพราะข้ารู้ว่าท่านกับท่านแม่ของข้าจะต้องไม่เห็นด้วย ท่านไม่ต้องพยายามโน้มน้าวข้าอีก ข้าไม่มีทางเปลี่ยนใจ! อย่างไรเสียคืนนี้ถ้าไม่ใช่ข้าตายอยู่ที่นี่ ท่านก็ปล่อยให้ข้าเดินทางต่อไปในวันพรุ่งนี้ ควรทำอะไรข้าก็จะทำ จะไม่ทำให้เสียแผนของพวกท่านอย่างแน่นอน!”
“ข้าเข้าใจแล้ว เหวินจวินเจ้าอายุยังน้อยก็มีความรับผิดชอบเช่นนี้ นับว่าหาได้ยาก…”
เยี่ยซวี่อวี่ค่อยๆ หว่านล้อมเด็กสาว แต่ในใจได้ตัดสินใจแล้วว่าจะรอจังหวะเอากรรไกรออกจากมืออีกฝ่ายแล้วใช้กำลังบังคับเอาตัวไป
นางเดินไปถึงหน้าเตียง มองจ้องเด็กสาวแล้วยกมือขึ้นช้าๆ ยื่นไปหาอีกฝ่าย
“เจ้าเอากรรไกรให้ข้าก่อน เจ้าเคยคิดหรือไม่ หากเจ้าทำร้ายชีวิตตนเองเช่นนี้จริงมารดาเจ้าจะเสียใจเพียงใด หลายวันก่อนหลังเจ้าออกจากวังข้าเห็นกับตาตนเอง เสด็จอาหญิงใหญ่หลั่งน้ำตาอยู่หลังประตูวังคนเดียว นางเป็นห่วงเจ้า หากเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า คนแรกที่จะล้มลงไปก็คือนาง เจ้าไม่สนใจตนเอง กระทั่งมารดาเจ้าก็ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยเลยหรือ ข้าได้รับปากเสด็จอาหญิงใหญ่ว่าจะต้องรับตัวเจ้ากลับไปด้วยตนเองแล้วส่งคืนให้กับนาง หากเจ้าทำร้ายตนเองง่ายๆ เช่นนี้จะให้ข้าอธิบายกับนางเช่นไร”
หลูเหวินจวินขอบตาค่อยๆ แดงระเรื่อ
เยี่ยซวี่อวี่ฉวยจังหวะที่เด็กสาวเสียสมาธิยื่นมือไปแย่งกรรไกรมา ก่อนโยนทิ้งไปไกลๆ แล้วคว้าข้อมือนางไว้
“เหวินจวินเจ้าเชื่อฟัง ที่นี่ไม่จำเป็นต้องใช้เจ้าอีกต่อไปแล้ว เจ้ามีเจตจำนงเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องโทษตนเอง ไม่มีใครตำหนิเจ้า…”
เยี่ยซวี่อวี่ทางหนึ่งหว่านล้อม ทางหนึ่งก็จับตัวอีกฝ่ายไว้ เวลานี้หลูเหวินจวินได้สติขึ้นมาก็พยายามดิ้นรน