บทที่ 63
เผยเซียวหยวนมีสมองที่แจ่มใสและเฉียบแหลม เขาจึงเข้าใจความหมายในคำพูดเหล่านั้นของนางได้โดยไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย
ทว่าชั่วประเดี๋ยวเดียวกระบวนความคิดมากมายก็พุ่งทะลักเข้ามาแทบจะในเวลาเดียวกัน เขาเพียงรู้สึกจิตใจสับสน กระทั่งเสียงฝีเท้าเดินผ่านลานบ้านอันชัดเจนของนางค่อยๆ ห่างออกไป และจางหายไปจากข้างหูอย่างสิ้นเชิง ทันใดนั้นเขาก็พลันหลุดออกจากภวังค์ หัวใจเต้นรัวแรง คนก็ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งและไล่ตามออกไป แต่เงาร่างของนางก็หายลับไปไม่เห็นร่องรอยแล้ว
เผยเซียวหยวนค่อยๆ หยุดฝีเท้าลงในที่สุด
ยามเขาปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าหานเค่อรั่ง ตอนรายงานว่าบุคคลที่เขาได้รับคำสั่งให้ตามหาเมื่อคืนนี้ปลอดภัยไร้กังวลและเข้าวังไปด้วยตนเองแล้ว สีหน้าท่าทางของเขาก็ดูไม่ต่างไปจากปกติ มีเพียงอย่างเดียว อาจเพราะเมื่อคืนนี้วิ่งวุ่นมากเกินไป ไม่ได้หลับตานอนแม้แต่ครึ่งเค่อ จึงดูไม่ค่อยสดชื่นสักเท่าไร
หานเค่อรั่งพินิจพิเคราะห์เขาอยู่ครู่หนึ่ง แววตามีประกายห่วงใยขณะเอ่ยบอก “สีหน้าของเจ้าดูไม่ค่อยดี ช่วงนี้เหนื่อยเกินไปกระมัง อย่าถือว่าอายุยังน้อยไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ ดูอย่างข้า แต่ก่อนก็เหมือนกับเจ้า ขึ้นภูเขาตีเสือ ลงทะเลจับมังกร แล้วดูทุกวันนี้…” เขาตบพุงตนเองที่ยื่นออกมามากขึ้นทุกวันพลางส่ายหน้า “เมื่อคืนเพราะต้องตามหาคน ข้าก็ไม่ได้นอนทั้งคืนเช่นกัน ยามนี้แทบจะทนไม่ไหวแล้ว ไม่มีเรื่องอะไรย่อมดีที่สุด โชคดีวันนี้เป็นวันหยุด ข้าจะกลับบ้านไปพักผ่อนล่ะ ขืนยังไม่กลับไปเกรงว่าภรรยาที่บ้านจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก เจ้าเองก็อย่าทำงานหักโหมจนเกินไปนัก…”
เขามองซ้ายมองขวาเล็กน้อย สายตาจับนิ่งไปยังบาดแผลที่ยังไม่หายดีบนหน้าผากของผู้ใต้บังคับบัญชา ก่อนจะเอนตัวเข้าไปใกล้และกระซิบเสียงต่ำ
“บาดแผลที่ศีรษะเจ้าได้มาจากฝ่าบาทกระมัง ข้าทำงานให้ฝ่าบาทมาหลายปี มากน้อยก็พอรู้ถึงพระอุปนิสัยของพระองค์ หากเจ้าไม่รู้จักผ่อนคลายลงบ้าง เอาแต่ทุ่มเทก้มหน้าก้มตาทำงาน ต่อให้เป็นคนที่ทำจากเหล็กก็ไม่อาจทนต่อการแบกรับภารกิจได้ เรื่องบางอย่างก็ตัดสินใจเองได้ จัดการอย่างพอเหมาะพอสม ฝ่าบาทก็ไม่ใช่เสือกินคน ไม่ทำอะไรเจ้าจริงๆ หรอก”
หานเค่อรั่งถ่ายทอดข้อคิดในการทำงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฟังด้วยความกระตือรือร้น ตบๆ ไหล่เผยเซียวหยวนแล้วเดินจากไป
เผยเซียวหยวนถูกหานเค่อรั่งเตือนจึงนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันหยุด เขากับซินอันอ๋องหลี่ฮุ่ยมีนัดหมายกัน เขาจะใช้เวลาในวันหยุดออกไปนอกเมืองเพื่อสอนทักษะการขี่ม้าและยิงธนูให้กับหลี่ฮุ่ย ทว่าเมื่อคืนเพื่อตามหาเยี่ยซวี่อวี่ ทั้งคนและม้าวุ่นวายโกลาหล เขาจึงลืมเรื่องนี้ไปเลย
เขามองตะวันที่ค่อยๆ ลอยขึ้นสูง รู้ว่าพวกหลี่ฮุ่ยเวลานี้น่าจะไปรออยู่ตรงที่นัดหมายแล้วจึงสงบสติอารมณ์ลงทันที สั่งให้ผู้ติดตามไปที่นั่นก่อน ส่วนตนเองจะกลับไปที่บ้านพัก
เนื่องจากเตรียมตัวว่าต่อไปจะต้องอยู่ที่บ้านพักนี้อีกนาน ของใช้จำเป็นประจำวันจึงอยู่ที่นี่หมดแล้ว รวมถึงเสื้อผ้าลำลองที่จะใส่ไปข้างนอกในวันนี้ อีกทั้งคันธนู ลูกธนู และอาวุธอื่นๆ
พอเขาเร่งรุดไปถึงก็พบรถม้าคลุมผ้าเคลือบน้ำมันสีน้ำเงินสำหรับสตรีนั่งคันหนึ่งจอดอยู่ข้างถนนหน้าประตู ยังมีรถเทียมล่ออีกคันหนึ่ง บนรถบรรทุกพวกหีบ โต๊ะ ของใช้ต่างๆ บ่าวรับใช้เจ็ดแปดคนจากจวนสกุลชุยกำลังขนของเข้าไปข้างใน เขารู้สึกประหลาดใจและบอกให้หยุด
บ่าวรับใช้จวนสกุลชุยเห็นเขาก็รีบเข้ามาคารวะ บอกว่ารับคำสั่งให้นำของมาส่ง เวลานี้ข้างในมีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังสั่งการให้คนจัดวางสิ่งของพลางเดินออกมา นางสวมเสื้อผ้าแพรสีแดงตัวสั้นและกระโปรงยาวสีน้ำเงินสดใสพิมพ์ลายดอกไม้กลุ่มเล็กๆ กระจัดกระจาย ใบหน้าประทินโฉมอย่างสดใสสง่างาม นางก็คือเจินเฟิง แม่นางสกุลหวังที่ได้พบในจวนสกุลชุยเมื่อวานนี้ ด้านหลังนางมีชิงโถวที่ถูกเรียกตัวมาช่วยตั้งแต่เช้าเดินตามอยู่
หวังเจินเฟิงเห็นเผยเซียวหยวนก็หยุดอยู่ที่กลางลานแล้วมองมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เผยเซียวหยวนจึงเดินเข้าไป หลังจากทั้งสองต่างทำความเคารพซึ่งกันและกัน หวังเจินเฟิงก็ชี้แจงว่าข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดหวังเหนียงจื่อท่านป้าของนางเป็นคนจัดการส่งมาให้ นางรับคำสั่งให้ติดตามมาช่วยจัดเก็บจัดวางให้เรียบร้อย
“ท่านป้าสั่งให้ข้ามาแล้วก็ให้ดูว่าทางคุณชายยังขาดอะไรค่อยซื้อมาเพิ่มเติม ด้วยข้าไม่รู้ถึงความชื่นชอบของคุณชายจึงไม่กล้าตัดสินใจเองตามใจชอบ เมื่อครู่กำลังถามชิงโถว ท่านก็มาพอดี”
เผยเซียวหยวนมองไปรอบๆ คราหนึ่ง สิ่งของจำนวนมากยังไม่ได้ยกเข้าไป กองอยู่ในลานบ้าน ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้พวกทอง เงิน ดินเคลือบ ดูโอ่อ่างดงาม และทำให้พื้นที่ที่เดิมก็ไม่กว้างแห่งนี้ยิ่งดูคับแคบมากขึ้น