ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 63-64
ช่วงกลางวันวันนี้เขาได้สอนทักษะพื้นฐานการขี่ม้ายิงธนูแก่หลี่ฮุ่ย และพบว่าหลี่ฮุ่ยไม่เพียงตั้งใจฝึกฝน แต่ยังเฉลียวฉลาด สอนเรื่องหนึ่งก็สามารถเข้าใจไปถึงเรื่องอื่นที่คล้ายคลึงกันได้ สิ่งที่หาได้ยากยิ่งคือหลี่ฮุ่ยไม่กลัวความยากลำบาก ไม่มีนิสัยแบบบุตรหลานวงศ์ตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงที่มั่งคั่งมีอำนาจแม้แต่น้อย เพราะปกติไม่ค่อยได้แตะต้องดาบกระบี่ หลังจากน้าวคันธนูหลายครั้งนิ้วมือกับฝ่ามือก็ถูกสายธนูที่แข็งแกร่งเสียดสีจนบวมแดงไปหมด ถ้าเผยเซียวหยวนไม่เห็นเข้าโดยบังเอิญ เด็กหนุ่มก็คงไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว ฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจัง นี่ทำให้เผยเซียวหยวนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม และยิ่งชอบลูกศิษย์ที่เพิ่งรับมาคนนี้มากขึ้น
ศิษย์อาจารย์อยู่ในลานฝึกยุทธ์เป็นเวลาครึ่งวัน จากนั้นเผยเซียวหยวนจึงพาลูกศิษย์ออกจากเมืองไปขี่ม้า จนพลบค่ำจึงยุติการสอนในวันนี้และไปส่งเด็กหนุ่มถึงนอกประตูจวนหนิงอ๋องด้วยตนเอง
หลี่ฮุ่ยกลับมาแล้วก็ยังคงไม่คลายจากความตื่นเต้นฮึกเหิม รู้สึกยังไม่สาสมใจ ชักชวนให้อาจารย์อยู่ก่อนด้วยความจริงใจทั้งยังให้เข้าไปกินอาหารเย็นด้วย ทว่าเวลานี้เผยเซียวหยวนรู้ถึงเจตนาของหนิงอ๋องแล้ว จะยอมหลับหูหลับตาก้าวเข้าไปในจวนอ๋องอีกได้อย่างไร นอกจากนี้เขายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำจริงๆ หลังจากปฏิเสธคำเชื้อเชิญแล้วก็ขี่ม้าจากไปและมาที่หอสุราสกุลเฉิน
หอสุราสกุลเฉินไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเช่นหอสุราชุนเฟิง ที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในตรอกคดเคี้ยว หน้าประตูทางเข้างามหรูหรา แต่ไม่ได้กินพื้นที่มากนัก ข้างในจำหน่ายสุราอาหารและมีหญิงสาวเป็นเพื่อนดื่มสุราเพียงไม่กี่คน ในเมืองฉางอันมีหอสุราเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักประเภทนี้กระจายอยู่ตามตรอกซอกซอยต่างๆ อยู่มาก การค้าส่วนใหญ่ก็มาจากลูกค้าขาประจำที่คุ้นเคยกันดี
วันนี้เฉิงผิงนัดเขามาดื่มสุราที่นี่ บอกว่าได้รับการไหว้วานจากผู้อื่น
ตอนเผยเซียวหยวนมาถึง เฉิงผิงได้นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวแล้ว ไม่ได้มีพฤติกรรมเหลวไหลเช่นปกติธรรมดาของเขา ข้างกายไม่มีพี่สาวน้องสาวสกุลเฉินที่สนิทสนมคุ้นเคยอยู่ด้วย มีเพียงเขานั่งดื่มอยู่คนเดียว เมื่อเห็นเผยเซียวหยวนปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าก็มีรอยยิ้ม พยักหน้าเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นสาวเท้าเร็วๆ ออกไปเฝ้าอยู่ข้างนอกด้วยตนเอง
เผยเซียวหยวนเหลียวมองไปรอบๆ แล้วนั่งลงยังตำแหน่งที่เฉิงผิงนั่งอยู่เมื่อครู่ หยิบจอกสะอาดมาใบหนึ่ง ยกกาสุราขึ้นมารินสุรา ดื่มไปคำหนึ่งแล้วกล่าวเสียงราบเรียบ
“ออกมาเถิด”
ทันทีที่สิ้นเสียงก็มีคนเดินออกมาจากหลังม่านที่มุมห้อง คนผู้นี้อายุราวห้าสิบหกสิบปี แต่งกายธรรมดา สวมชุดคลุมยาวสีเทา ผูกสายรัดเอวสีดำธรรมดาเส้นหนึ่ง เพราะไม่ได้ขี่ม้าน้าวคันธนูมาเป็นเวลานานรูปร่างจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นอ้วนฉุ แต่จากฝีเท้าที่เหยียบพื้นอย่างหนักแน่นมั่นคงของเขาทำให้พอคาดคะเนได้ คนผู้นี้เมื่อก่อนน่าจะเป็นขุนพลท่านหนึ่ง
เสนาบดีเฝิงเจินผิง ขุนนางระดับสูงของราชสำนักนั่งลงด้านตรงข้ามกับเผยเซียวหยวน รินสุราให้ตนเองจอกหนึ่ง แล้วชูให้ชายหนุ่มที่อยู่ด้านตรงข้ามก่อนยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดจอก จากนั้นก็ยิ้มบอก
“คุณชายรองเผยทุกวันนี้เป็นคนที่มีงานยุ่งมาก ยอมมาที่นี่เพื่อพบกับข้าตาแก่ผู้นี้ ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่ง ขอดื่มก่อนจอกหนึ่งเพื่อเป็นการคารวะ”
เผยเซียวหยวนไม่ได้ขยับ เพียงยิ้มบอก “ได้ยินว่าท่านมอบเงินห้าพันตำลึงแก่องค์ชาย ช่วงนี้เขาเป็นหนี้การพนันอยู่ก้อนหนึ่ง มาขอยืมข้า ข้าจะเอาเงินจากที่ใดมาให้เขายืม เขาจึงบังคับให้ข้ามา ข้าเองก็อยากมาดู ที่แท้แล้วเป็นสุราอะไรที่สามารถทำให้เสนาบดีเฝิงยอมจ่ายห้าพันตำลึงเพื่อนัดข้ามาที่นี่”
สีหน้าของเฝิงเจินผิงไม่เพียงไม่เห็นแววละอายใดๆ กลับเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา “อย่าว่าแต่เงินเพียงห้าพันตำลึง ขอเพียงคุณชายเผยยอมมาพบ ต่อให้เป็นห้าหมื่น ห้าสิบหมื่น ห้าร้อยหมื่น หรือมากกว่านั้น ไม่ว่าจะมากเท่าไรก็ตาม ขอเพียงข้ามีก็มอบให้ได้ แบ่งปันกัน”
เขาเอ่ยคำนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง แฝงความหมายบางอย่างที่ไม่ได้พูดออกมา
มุมปากเผยเซียวหยวนมีรอยยิ้มผุดขึ้นมาจางๆ “เป็นเรื่องอันใดหรือถึงทำให้เสนาบดีเฝิงลงทุนมากเพียงนี้ ผู้แซ่เผยล้างหูน้อมฟัง”
เฝิงเจินผิงไม่อ้อมค้อมอีก รินสุราอีกครั้งแล้วหันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือพลางสาดสุราลงพื้น หลังจากทำเช่นนี้สามจอกติดต่อกันก็คุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะอย่างเป็นทางการ เสร็จแล้วก็หันมาทางเผยเซียวหยวน
“สุราสามจอกเมื่อครู่ข้าเซ่นไหว้บิดาของท่าน ข้ารู้ว่าข้าไม่มีคุณสมบัติ เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นความผิดของข้า วันนี้เชิญคุณชายเผยมาก็เพื่อจะกล่าวขออภัย
ปีนั้นเหตุจลาจลจากการก่อกบฏกำลังวุ่นวาย ในการทำศึกข้ากับแม่ทัพใหญ่กองกำลังเสินหู่เคยติดต่อให้การสนับสนุนกันหลายครั้ง เขาเห็นข้าเป็นสหาย ข้ากลับจิตใจโฉดชั่วเสมือนหมาป่า ไม่เพียงจงใจชะลอการส่งทหารไปช่วยเหลือ ทำให้แม่ทัพใหญ่ต้องพลีชีพเพื่อบ้านเมือง ต่อมายังปรักปรำแม่ทัพใหญ่ว่าต้องการช่วงชิงความดีความชอบ ถึงข้าจะมีความผิดสมควรตายหมื่นครั้ง แต่มีคำพูดหนึ่งที่จำเป็นต้องให้คุณชายรู้ เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนั้นไม่ใช่เจตนาเดิมของข้า หลิ่วเช่อเยี่ยใช้สถานการณ์ที่ฉางอันบีบบังคับข้า หากมีข้าเพียงชีวิตเดียว อย่างมากก็แค่สละมันไปเสีย แต่ข้ามีญาติพี่น้องในวงศ์ตระกูลมากมาย ข้าไม่อาจปล่อยให้คนแก่และเด็กทั้งตระกูลต้องมาประสบภัยเพราะข้าได้ ข้าไม่มีทางเลือกอื่น จำต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเขา ทำให้บิดา…”
เฝิงเจินผิงพูดรวดเดียวมาถึงตรงนี้อย่างกระตือรือร้นแล้วหยุดลงอย่างฉับพลัน หลังจากอาการหอบหายใจเริ่มสงบลงแล้วเขาก็มองมาที่ด้านตรงข้าม กลับเห็นชายหนุ่มผู้นั้นในมือถือจอกสุราเปล่าที่เพิ่งดื่มหมด กำลังหมุนจอกเล่นช้าๆ สีหน้าสงบนิ่ง หาได้มีท่าทีเช่นที่เฝิงเจินผิงคาดหวังไว้
“เป็นเรื่องจริงที่ในเวลานั้นติ้งอ๋องกำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟู โชคและอำนาจมารวมอยู่ในตัวเขาทั้งหมด ไม่มีใครสามารถแทนที่เขาได้ ข้าเป็นคนเลวทรามต่ำต้อย ไม่สามารถทำตัวซื่อสัตย์จงรักภักดี มุ่งมั่นตั้งใจปกป้ององค์รัชทายาทเฉกเช่นบิดาของท่านได้…”
น้ำตาอุ่นๆ สองสายไหลทะลักออกมาจากดวงตาของเฝิงเจินผิง
Comments



