ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 63-64
นางไปที่ตำหนักไทฮองไทเฮาก็เพื่อสืบข่าวเรื่องการไปพักร้อนที่ภูเขาชังซานเดือนหน้า การเดินทางครั้งนี้ชายาอ๋อง หญิงสาวสตรีสูงศักดิ์ของราชวงศ์จำนวนมากในเมืองหลวง รวมถึงนายหญิงตราตั้งในราชสำนักทั้งหมดต่างได้รับคำสั่งให้ร่วมเดินทางไปด้วย ทว่านางที่สูงศักดิ์เป็นถึงฮองเฮา ที่กองงานฝ่ายในแจ้งมาถึงกับเป็นพระราชโองการให้นางรั้งอยู่ตำหนักฝ่ายในดูแลปรนนิบัติไทฮองไทเฮา
นางรู้ว่าครั้งนี้ตนจะต้องกลายเป็นเรื่องขบขันขององค์หญิงใหญ่และคนอื่นๆ อีกแน่นอน จึงอดทนต่อความอัปยศอดสูและไปตำหนักเต๋ออันเพื่อพบกับท่านยายน้อยของนาง
ท่านยายน้อยของนางสูงศักดิ์เป็นถึงไทฮองไทเฮา หากนับรวมฮ่องเต้องค์ปัจจุบันด้วย ถึงทุกวันนี้ก็มีชีวิตอยู่มาสี่รัชสมัยแล้ว อายุแปดสิบเก้าสิบ ไม่ได้จัดการเรื่องใดๆ มานานแล้ว ฮ่องเต้จะเสด็จออกจากเมืองหลวงเพื่อหลบเลี่ยงความร้อนในฤดูร้อนครั้งนี้ บุคคลแรกที่กองงานฝ่ายในไปทูลเชิญอย่างนอบน้อมก็คือไทฮองไทเฮา ไทฮองไทเฮาย่อมไม่ไปและปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าอายุมากแล้วไม่ชอบออกไปข้างนอก ไม่เพียงเท่านั้น ยังเอ่ยถึงคำพูดของหลิ่วซื่ออีกด้วยว่านางยินดีจะรั้งอยู่เป็นเพื่อนและคอยปรนนิบัติ
เมื่อครู่หลิ่วซื่อไปที่นั่น ไทฮองไทเฮาหลับตาอยู่ครู่ใหญ่ ขณะที่หลิ่วฮองเฮาเข้าใจว่านางหลับไปแล้วก็ได้ยินนางกล่าวเสียงราบเรียบ
‘เพราะเห็นแก่หน้าตาของเจ้า ข้าถึงช่วยตัดสินใจแทน เหตุใดจึงไม่รู้ดีชั่ว’
ในตอนนั้นหลิ่วซื่ออายจนใบหน้าแดงก่ำ พยายามทำเหมือนไม่มีอะไร แต่ในใจเต็มไปด้วยความเคียดแค้น เวลานี้มาเจอกับเรื่องเช่นนี้เข้าอีก ยังจะระงับเพลิงโทสะไว้ได้อย่างไร
นางสั่งคนด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นให้เรียกบุรุษเหิมเกริมผู้นั้นมาตรงหน้า โดยไม่คาดคิด ขันทีฝ่ายในที่ดูแลหอจี๋เสียนและเพิ่งมาแสดงความเคารพคนหนึ่งหันกลับไปมองแล้วรีบอธิบายว่าคนผู้นี้เพราะมีความชอบในการวาดภาพเจ้าแม่ซีหวังหมู่ที่เรือนด้านตะวันตกของตำหนักจื่ออวิ๋น ได้รับการให้ความสำคัญจากฮ่องเต้อย่างมากและได้มอบสิทธิพิเศษให้เขา ไม่เพียงไปมาในวังหลวงได้อย่างอิสระ เจอคนก็ไม่ต้องกราบคารวะ
“ถึงพบเจอกับฝ่าบาท ฝ่าบาทก็อนุญาตให้เขาไม่ต้องแสดงคารวะ”
หลิ่วซื่อนอกจากจะตื่นตะลึงและโกรธแล้วก็มองไปที่อีกฝ่ายด้วยสัญชาตญาณ ให้บังเอิญในเวลานี้เด็กหนุ่มผู้นั้นก็เหลือบดวงตากระจ่างแจ่มใสมองมาพอดี ตอนอีกฝ่ายมองมาหลิ่วซื่อพลันรู้สึกเหมือนเคยรู้จักมาก่อน นางยังไม่ทันทำความเข้าใจกับความรู้สึกแปลกๆ นี้ให้ชัดเจนก็เห็นดวงตาของอีกฝ่ายเย็นเยียบดุจใบมีด กรีดผ่านผิวหนังของนางดุจขอดเกล็ด อากาศร้อนอบอ้าวใกล้จะมาถึง ทว่าในชั่วขณะนี้รูขุมขนทั่วร่างนางพลันรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาครามครัน
ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใดจู่โจมเข้ามา หลิ่วซื่อพลันหลุดจากภวังค์ พอกะพริบตามองไปอีกครั้ง เพียงเห็นเงาดำขยับ เด็กหนุ่มถึงกับทิ้งนางแล้วเดินไปข้างหน้าต่อ สาวเท้าไปทางหอหงเหวินแล้ว
หลิ่วซื่อทั้งโกรธและตกตะลึง นึกถึงคำพูดบางอย่างที่เหยาซวี่จิตรกรเอกพูดตอนมาวาดภาพเหมือนให้นางเมื่อไม่กี่วันก่อน
เมื่อไม่กี่เดือนก่อนมีจิตรกรคนหนึ่งมาที่สำนักจื๋อย่วน อายุยังน้อย ทว่าไม่รู้ใช้วิธีการใด ไม่เพียงทำให้ฟางซานจิ้นและคนอื่นๆ นอบน้อมเชื่อฟังเขา แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังตกหลุมพรางเขา ได้รับความโปรดปรานอย่างมาก กระทั่งยังมากกว่าอดีตฮ่องเต้ในรัชสมัยก่อนที่มีต่อเยี่ยจงหลีเสียอีก
คำพูดของเหยาซวี่ยากจะปกปิดความริษยาและความชิงชังได้
ก่อนหน้านี้ไม่นานฮ่องเต้เรียกจิตรกรมาวาดภาพเจ้าแม่ซีหวังหมู่ที่เรือนด้านตะวันตกของตำหนักจื่ออวิ๋นอีกครั้ง หลิ่วซื่อย่อมรู้ ที่เรียกว่า ‘เจ้าแม่ซีหวังหมู่’ นั้นมีใครเป็นต้นแบบในการวาด นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนในวังต่างรู้ดี
ที่แท้คนที่วาดภาพเจ้าแม่ซีหวังหมู่และได้รับความชื่นชมจากฮ่องเต้ก็คือจิตรกรผู้นี้
อีกฝ่ายหยิ่งผยองเพราะได้รับความโปรดปราน ระดับความกำเริบเสิบสานทำให้คนคาดคิดไม่ถึง ถึงกับเหยียดหยามนางต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้นของขันที หลิ่วซื่อจะทำอะไรได้ เพียงรู้สึกว่าผู้คนที่อยู่รอบด้านซึ่งดูเหมือนหวาดกลัวและเคารพนอบน้อมเหล่านี้ ความจริงแล้วส่วนลึกในดวงตาของแต่ละคนลอบซ่อนแววเย้ยหยันเอาไว้
หลิ่วซื่อกล้ำกลืนความเจ็บช้ำน้ำใจกลับตำหนัก คืนนั้นฝันร้ายก็เกิดขึ้นอีก นางฝันว่าตนเดินเปลือยกายอยู่ในป่าดาบที่หงายคมขึ้นผืนหนึ่ง รอบด้านมีแต่อสูรและผีร้าย แต่ละตนมีเขี้ยวยื่นออกมานอกปาก นัยน์ตาสีเขียว กวัดแกว่งลูกตุ้มหนามเหล็กที่แหลมคม บีบบังคับให้นางเดินเท้าเปล่าผ่านภูเขาดาบ พอเดินช้าหน่อยก็จะถูกทุบตีอย่างรุนแรง เลือดเนื้อแตกกระจาย นางล้มลงไปในป่าดาบที่สาดประกายเย็นยะเยียบ เนื้อหนังทั่วร่างถูกตัดเป็นชิ้นๆ กระดูกขาวปรากฏออกมาให้เห็น โลหิตไหลรินหยาดหยด นางอยากจะร้องขอความเมตตา แต่ลิ้นของนางกลับถูกยมทูตหัววัวหน้าม้าดึงขาด นางพูดไม่ออกแม้ครึ่งคำ เจ็บปวดจนสั่นกระตุกไปทั้งร่าง อยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าพริบตาถัดมานางก็ตระหนักได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือนรกอเวจี หลังจากรอดจากภูเขาดาบมาได้ สิ่งที่รอนางอยู่ข้างหลังยังมีทะเลเพลิง ถูกนาบด้วยเหล็กเผาไฟ ถลกหนัง เอาใส่ครกตำ ลากลำไส้ออกมา เอาลงต้มในหม้อน้ำมัน…นางจะต้องทนทุกข์ทรมานจากการลงโทษนี้ไปไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีวันได้ไปผุดไปเกิด…
ตอนหลิ่วซื่อดิ้นรนตื่นขึ้นมาในที่สุด ข้างหูมีเสียงหอบหายใจแรงและเสียงร้องครวญครางร่างบิดไปมาเหมือนคนกำลังถูกโบยตีอย่างหนัก ฟังดูน่ากลัวจนทำให้คนหนังศีรษะลุกชัน นางตกใจลุกขึ้นมานั่ง แล้วจึงได้รู้ว่าเสียงนี้มาจากตนเอง รอบๆ เตียงไม้หอมวาดลายดอกไม้ที่นางนอนอยู่มีขันทีและนางกำนัลหลายคนสีหน้าเซื่องซึมกำลังนั่งคุกเข่า พวกเขาใช้น้ำเสียงราบเรียบไม่สูงไม่ต่ำร้องเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
Comments



