“ฮองเฮาทรงตื่นเถิด…ฮองเฮาทรงตื่นเถิด” ในที่สุดก็ปลุกนางออกมาจากฝันร้ายได้ เห็นชัดว่าทุกคนคุ้นเคยกับเรื่องที่ฮองเฮาตกอยู่ในฝันร้ายมานานแล้ว
ในดวงตาของหลิ่วซื่อวาววับไปด้วยประกายดุร้าย นางกรีดร้องออกมาคำหนึ่ง กระโจนลงจากเตียงไปกระชากมวยผมนางกำนัลคนที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าสุด ทางหนึ่งด่าทอสาปแช่ง ทางหนึ่งตบตีตามอำเภอใจ
ตอนแรกนางกำนัลไม่กล้าต่อต้าน เพียงส่งเสียงร้องเบาๆ คนอื่นๆ ที่เหลือรีบถอยกรูด มองหลิ่วซื่อใช้เล็บแหลมคมข่วนใบหน้านางกำนัลจนเป็นแผลมีเลือดไหลออกมาด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัว
หลิ่วซื่อเบิกดวงตาทั้งสองจนกลมโต ปากก็ด่าทอไม่หยุด กระทั่งนางกำนัลผู้นั้นเจ็บจนทนต่อไปไม่ไหวจึงกรีดร้องและดิ้นหลุดออกไปแล้วคุกเข่าลงโขกศีรษะร้องขอความเมตตา นางจึงรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างเต็มที่ เนื้อตัวสั่นระริก ยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะก่อนจะตวาดไล่ผู้คนออกไปทันที ตนเองก็ไม่กล้าหลับตาลงอีก ทางหนึ่งหมุนลูกประคำที่พระภิกษุระดับสูงเป็นผู้ปลุกเสกไม่หยุดมือ ทางหนึ่งนั่งซึมอยู่ในวังลึกรอคอยรุ่งอรุณ
กาน้ำหยดในวังแจ้งเวลาจบแล้ว ในแสงอรุโณทัยหลิ่วซื่อเห็นภาพเหมือนที่เหยาซวี่วาดให้นาง คนในภาพสวมชุดฮองเฮาของราชสำนัก ใบหน้าอวบอิ่มงดงาม ท่วงทีสุขุมเยือกเย็น งดงามสูงศักดิ์สมเป็นมารดาของใต้หล้า ทว่าเมื่อส่องคันฉ่องดู นางที่อายุเพียงสี่สิบต้นๆ ใบหน้าในคันฉ่องบวม หางตาเต็มไปด้วยริ้วรอยเล็กๆ หน้าผากมีผมขาวงอกขึ้นมาอีกหลายเส้น จากที่ก่อนหน้านี้เคยถอนออกไปแล้ว
เมื่อฟ้าสว่างหลิ่วซื่อเรียกหลิ่วเช่อเยี่ยพี่ชายร่วมวงศ์ตระกูลมา ไล่คนอื่นๆ ออกไปก่อนจะซักถามเขาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ฝ่าบาทจะเสด็จไปทางตะวันออก ถึงกับทิ้งข้าไว้คนเดียว ให้ข้าคอยดูแลหญิงชราผู้นั้น! คนในเมืองหลวงจะมองข้าอย่างไร วันเวลาเช่นนี้ข้ายังต้องอยู่ไปอีกนานเพียงใด”
บุตรชายสกุลเผยเข้าเมืองหลวง ในเวลาอันสั้นไม่อาจกำจัดได้ หลิ่วเช่อเยี่ยกลัวเขาจะถูกสกุลเฝิงใช้ประโยชน์จึงคิดจะใช้สกุลเหวยสร้างความสัมพันธ์ สกุลเหวยเป็นครอบครัวพ่อตาขององค์รัชทายาท ถ้าเรื่องแต่งงานสำเร็จย่อมดีที่สุด วันหน้าอย่างมากก็หย่าร้าง ถึงเรื่องไม่สำเร็จ ขอเพียงมีการไปมาหาสู่กันก็เป็นโอกาสให้องค์รัชทายาทแสดงอำนาจให้เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งต่อเหล่าขุนนาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากช่วงก่อนที่องค์รัชทายาทถูกกักบริเวณอยู่ระยะหนึ่ง หลิ่วเช่อเยี่ยก็ปรารถนาจะปรับปรุงและกระชับความสัมพันธ์กับเผยเซียวหยวนมากขึ้น ดังนั้นจึงแสดงความต้องการเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ เมื่อฮ่องเต้ไม่คัดค้านก็ถือได้ว่าพระองค์กำลังแสดงท่าทีต่อราชสำนักอย่างหนึ่ง เขามีความมุ่งมั่นจะสลายความบาดหมางระหว่างสองตระกูล ฐานะขององค์รัชทายาทก็จะยังคงมั่นคงมีเสถียรภาพ
ดังนั้นเขาจึงคาดการณ์ว่าไม่ว่าอย่างไรเผยเซียวหยวนก็ต้องไว้หน้าสกุลเหวย หรือจะบอกว่าไว้หน้าองค์รัชทายาท อย่างน้อยก็ต้องรักษาการไปมาหาสู่กับสกุลเหวย
เขาคาดคิดไม่ถึงว่าเผยเซียวหยวนถึงกับไม่มางานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของนายท่านสกุลเหวย วันนั้นมีเพียงชุยเต้าซื่อที่ปรากฏตัวขึ้น บอกว่าหลานชายติดภารกิจ ไม่อาจปลีกตัวมาได้จริงๆ
หลายวันนี้หลิ่วเช่อเยี่ยกำลังกลัดกลุ้มเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางหนึ่งก็ระแวงว่าเผยเซียวหยวนจะถูกสกุลเฝิงใช้ประโยชน์ ทางหนึ่งก็ยิ่งกังวลว่าหรือฮ่องเต้จะมีคำสั่งเป็นการส่วนตัวให้เขาทำเช่นนั้น เวลานี้ไหนเลยจะยังมีแก่ใจมาปลอบโยนหลิ่วซื่อ ชั่วขณะนี้ก็ไม่เกรงใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือการบ่นว่า
“ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เจ้าทำเรื่องนั้นลงไปโดยพลการ ก็คงไม่เป็นเช่นทุกวันนี้ ข้าต้องมาจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาแทนเจ้าทั้งหมด! ไม่เรียกเจ้าไปก็ไม่ต้องไป อยู่ดูแลปรนนิบัติไทฮองไทเฮา จับตาดูสกุลหวัง มีอันใดไม่ดี”
หลิ่วซื่อใบหน้าแดงก่ำ “ตอนนั้นพวกเจ้าวางแผนไว้อย่างไร ไม่ใช่บอกให้ข้าแต่งงานไปแทนที่พี่สาวหรือ ตกปากรับคำข้าไว้ แต่ปล่อยให้ข้ารอเปล่า พวกเจ้าทำสำเร็จแล้วหรือ ก็เป็นพวกเจ้าที่กลัวว่าหญิงคนนั้นจะได้รับความโปรดปราน ฐานะของเม่าเอ๋อร์ช้าเร็วต้องรักษาไม่อยู่ ข้าช่วยพวกเจ้าเปลี่ยนคนให้กลายเป็นผีที่ตายแล้ว มาตอนนี้เหตุใดทุกอย่างจึงกลายเป็นความผิดของข้าทั้งหมด!”
หลิ่วเช่อเยี่ยเห็นนางใบหน้าซีดขาว ดวงตาสาดประกายสีแดงฉาน ก็รีบบอกให้นางเงียบเสียง “เจ้าอดทนอีกหน่อย อัปยศอดสูเพียงชั่วครู่ชั่วคราวจะเป็นไร รอองค์รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าก็จะเป็นไทเฮา ถึงตอนนั้นยังไม่ใช่เจ้าต้องการให้เป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนั้นหรือ