ช่วงนี้ชิงโถวอยู่ที่นี่ตลอดเพื่อให้ผู้อื่นเรียกใช้สอย คงจะเหน็ดเหนื่อยมาก หูฟังคำสวดมนต์ คนเอนพิงประตูห้องโถง ศีรษะเอียงไปข้างหนึ่ง ยืนอยู่ก็สัปหงก
หวังซื่อถูกห้อมล้อมด้วยสตรีที่ออกเรือนแล้วจำนวนมาก นั่งอยู่ตำแหน่งตรงกลางของห้องพิธี สตรีที่ออกเรือนแล้วทุกคนศีรษะเต็มไปด้วยเครื่องประดับ ร่างกายห่อหุ้มด้วยผ้าแพรต่วน พวกนางส่วนใหญ่คงจะเป็นญาติพี่น้องที่มาจากสกุลชุยหรือสกุลหวัง หลายคนในนั้นเผยเซียวหยวนไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนและไม่รู้จัก
หวังเจินเฟิงนั่งคุกเข่าอยู่บนเบาะนั่งทรงกลมข้างๆ หวังซื่อ ในห้องโถงเจ้าแม่กวนอินวันนี้มีนางเพียงคนเดียวที่แต่งกายอย่างเรียบง่าย สวมเสื้อตัวสั้นสีฟ้าอ่อนกับกระโปรงสีขาวนวล ดูแล้วกลับโดดเด่น นางกำลังประนมมือไว้ที่หน้าอก ตั้งอกตั้งใจเหมือนกำลังตั้งจิตอธิษฐานด้วยความเลื่อมใส
หญิงรับใช้ของจวนสกุลชุยที่ยืนอยู่ตรงระเบียงห้องโถงได้ทำเสียงดังขึ้นเล็กน้อยเพราะการมาถึงของเผยเซียวหยวน ทำให้หวังเจินเฟิงหันหน้ามา พอเห็นเผยเซียวหยวนดวงตาก็สว่างวาบขึ้นเล็กน้อย นางรีบลุกขึ้นและเดินเบาๆ ออกมา เผยเซียวหยวนเดินตามนางมาถึงพื้นที่โล่งแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากห้องโถงออกมาเล็กน้อย เขาประสานมือค้อมคำนับนาง ขอบคุณนางที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเพราะเรื่องนี้
หวังเจินเฟิงรีบปฏิเสธ ยิ้มบอก “เรื่องเช่นนี้เดิมก็เป็นเรื่องที่พวกเราสตรีเป็นผู้จัดการอยู่แล้ว ไม่เคยได้ยินว่ามีบุรุษมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เลย คุณชายเผยมีงานยุ่ง อีกอย่างมีชิงโถวอยู่ก็ช่วยข้าได้ไม่น้อย เหตุใดคุณชายต้องเห็นเป็นคนอื่นเช่นนี้”
เผยเซียวหยวนเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็จะไม่เกรงใจเจ้าแล้ว ต่อไปถ้าเจ้ามีเรื่องอันใดก็ขอให้บอกได้เลย ถ้าข้าสามารถช่วยได้จะต้องช่วยเจ้าแน่นอน”
หวังเจินเฟิงมองเขา นิ่งเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นก็ทำความเคารพเขาอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวขอบคุณเบาๆ
เผยเซียวหยวนโบกไม้โบกมือ หลังจากเอ่ยคำพูดตามพิธีรีตองแล้วก็เข้าประเด็นหลัก เตือนนางว่าหลังเสร็จสิ้นพิธีแล้วให้แจ้งค่าใช้จ่ายทั้งหมดกับชิงโถว อย่าให้ตกหล่นแม้แต่รายการเดียว
หวังเจินเฟิงฟังแล้วกำลังจะตอบก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาที่ด้านหลัง หันไปก็เห็นหวังซื่อเดินออกมา ที่แท้เมื่อครู่มีหญิงรับใช้เข้าไปบอกนางว่าเผยเซียวหยวนมาแล้ว
เห็นหวังซื่อเดินมาด้วยใบหน้าอิ่มเอิบไปด้วยความสุขพร้อมกับหญิงรับใช้อีกหลายคน เผยเซียวหยวนทำความเคารพ เรียกท่านป้าสะใภ้ จากนั้นก็เอ่ยคำพูดที่กล่าวกับหวังเจินเฟิงเมื่อครู่อีกครั้ง กลับทำให้หวังซื่อไม่พอใจมากแล้วกล่าวตำหนิเขา บอกว่าชุยเหนียงจื่อเป็นน้องสาวสามีตน อย่าว่าแต่การทำพิธีอุทิศส่วนกุศลครั้งหนึ่ง เดิมก็สิ้นเปลืองเงินไม่เท่าไร ต่อให้ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมาก ตนที่เป็นผู้ใหญ่ก็สมควรต้องรับผิดชอบ จะให้เขาที่เป็นผู้เยาว์จ่ายได้อย่างไร หากเรื่องนี้แพร่ออกไปคนอื่นจะมองนางเช่นไร
ในเมื่อนางกล่าวเช่นนี้ เผยเซียวหยวนจึงใคร่ครวญว่าจะนำค่าใช้จ่ายในการจัดงานครั้งนี้เป็นของขวัญมอบให้นางในเทศกาลต่อไป จะได้ไม่ต้องโต้เถียงกันในเวลานี้ ครั้นแล้วจึงยอมล้มเลิก เพียงกล่าวขอบคุณ
หวังซื่อจึงรู้สึกพอใจ ไล่หญิงรับใช้ที่อยู่ใกล้ๆ ไป จากนั้นก็ซักถามเรื่องการเสด็จแปรพระราชฐานในครั้งนี้ของฮ่องเต้สองสามคำ เรื่องเหล่านี้เผยเซียวหยวนย่อมไม่พูดอะไรมาก เขาตอบอย่างขอไปทีไม่กี่คำก็ได้ยินหวังซื่อเอ่ยขึ้น
“งานพิธีอุทิศส่วนกุศลของมารดาเจ้าในครั้งนี้ ข้าคนเดียวต่อให้มีสามเศียรหกกรก็ดูแลจัดการไม่ไหว โชคดีข้างกายยังมีชีเหนียงอยู่ด้วย ทุกเรื่องทั้งภายในภายนอก เรื่องใดบ้างไม่มีความดีความชอบของชีเหนียง ไม่ใช่ข้าชมคนในครอบครัวตนเอง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้ายังไม่เคยเห็นหญิงสาวคนใดดีเหมือนชีเหนียงเลย รูปร่างหน้าตาโดดเด่นเป็นหนึ่งในร้อยคน อ่านหนังสือคุณธรรมสตรีอย่างขึ้นใจ คนก็มีความสามารถ”
ชีเหนียงคือชื่อเล่นของหวังเจินเฟิง นางได้ยินหวังซื่อยกย่องชมเชยตนต่อหน้าเผยเซียวหยวนเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาเพียงใดก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินอาย สองแก้มแดงระเรื่อขึ้นมาทันที จะรีบเดินจากไป กลับถูกหวังซื่อจับมือไว้ นางจึงจำต้องหยุดฝีเท้า ก้มหน้าลงช้าๆ
เผยเซียวหยวนได้ยินดังนี้ก็หันไปทางหวังเจินเฟิงแล้วประสานมือค้อมคำนับอย่างจริงจังอีกครั้ง หวังเจินเฟิงไม่กล้ามองเขา หันไปทางหวังซื่อ
“ท่านป้า! เมื่อครู่คุณชายเผยกล่าวขอบคุณข้าไปแล้ว”
หวังซื่อตบหลังมือนางเบาๆ เป็นการปลอบขวัญก่อนยิ้มบอก “ด้วยความตั้งใจดีที่เจ้ามีต่อมารดาของเอ้อร์หลาง เขากล่าวขอบคุณเจ้ามากหน่อยก็สมควรแล้ว”
เผยเซียวหยวนสีหน้าปกติ ทำตามความต้องการของหวังซื่อ กล่าวขอบคุณอีกครั้ง เวลานี้เสียงสวดมนต์ในห้องโถงเจ้าแม่กวนอินหยุดลง เริ่มเรียกดวงวิญญาณผู้ตายเพื่อข้ามทะเลแห่งความทุกข์ ชั่วขณะนั้นเสียงระฆังและกลองก็ดังสนั่นหวั่นไหว เสียงเคาะเกราะไม้ดังถี่กระชั้นดุจสายฝน ฟังดูคึกคักยิ่ง