ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 65-66
เขายิ้มบาง บอกว่าอยากเข้าไปแล้ว กล่าวจบก็พยักหน้าเล็กน้อยให้หวังเจินเฟิงที่ค่อยๆ ช้อนตาขึ้นมามองแล้วสาวเท้าเดินจากไป
ผ่านไปครู่หนึ่งไม่รู้หวังซื่อพูดอะไรกับหวังเจินเฟิงอีก ก่อนจะพานางกลับเข้ามานั่งประจำที่
หวังเจินเฟิงนั่งเงียบๆ รอจนพิธีกรรมเสร็จสิ้นไปช่วงหนึ่ง ระหว่างพักนางหันมองไปยังตำแหน่งที่คุณชายสกุลเผยนั่งอยู่เมื่อครู่ก็พบว่าเขาหายไปแล้ว
นางจึงหาข้ออ้างออกมา เดินไปรอบๆ ห้องโถงเจ้าแม่กวนอินรอบหนึ่งก็หาคนไม่พบ สุดท้ายก็อดรนทนไม่ไหว ถามชิงโถวเด็กรับใช้ของบ้านสกุลเผย กลับได้ยินเขาบอกว่าเมื่อครู่ผู้เป็นนายบอกว่าตนยังมีงานอื่น ต้องไปก่อน เรื่องทางนี้มอบให้นางช่วยดูแล
เผยเซียวหยวนออกจากวัดฉือเอินที่ทำพิธีอุทิศส่วนกุศลอย่างคึกคัก พาผู้ติดตามสองคนที่รออยู่ข้างนอกมายังฟางแห่งหนึ่งในเมืองซึ่งตั้งอยู่ด้านใต้สุดของฉางอัน
ฟางแห่งนี้อยู่ไกลจากตลาดที่เจริญคึกคัก ในฟางนอกจากสวนผลไม้ซึ่งมีเนื้อที่ขนาดใหญ่ มีรั้วกั้นเป็นที่ปลูกต้นท้อ ต้นซิ่ง* และผลไม้อื่นๆ ของราชวงศ์ พื้นที่ส่วนที่เหลือทอดสายตามองไปล้วนเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า มีเพียงบริเวณใกล้สวนผลไม้รอบๆ วัดร้างแห่งหนึ่งได้หักร้างถางพงทำเป็นแปลงผักอยู่หลายแปลง มีคนอาศัยอยู่รวมกันราวยี่สิบสามสิบครัวเรือน
หลายปีก่อนหน้านี้ในการทำศึกที่เป่ยยวน ทหารกล้าแปดร้อยนายที่ติดตามแม่ทัพใหญ่เผยกู้ออกจากด่านเพื่อโจมตีข้าศึกถูกสังหารทั้งหมด ด้วยสาเหตุต่างๆ นานาบางส่วนในหมู่พวกเขาหลังสงครามจบลงในครอบครัวเหลือเพียงเด็กกำพร้า แม่ม่าย มารดาที่แก่ชรา ราชสำนักจึงได้จัดการให้พวกเขามาอยู่ที่นี่ โดยให้บุรุษไปทำงานในสวนผลไม้ของราชวงศ์ สตรีให้ปั่นด้ายทอผ้าให้ราชสำนักเพื่อการดำรงชีวิต
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า วันแล้ววันเล่า มาถึงวันนี้คนกลุ่มนี้ได้ถูกผู้คนในใต้หล้าลืมไปแล้ว พวกเขาถูกทิ้งให้อยู่ตามยถากรรม ราวกับว่าไม่มีใครจดจำได้ว่าทุกวันนี้ในซอกมุมหนึ่งที่รกร้างเปล่าเปลี่ยวของเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองยังมีผู้คนเหล่านี้หลายสิบครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ยิ่งไม่มีใครจำได้ถึงคุณงามความดีที่บิดาของพวกเขา ปู่ของพวกเขาเคยทำเพื่อราชวงศ์ เพียงเพราะพวกเขาไม่ได้ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องตอนคนในราชวงศ์ต่อสู้ช่วงชิงราชบัลลังก์กัน
ตอนเผยเซียวหยวนเดินเข้ามาในวัดร้างที่ด้านบนเหนือศีรษะเต็มไปด้วยรอยแตกรั่วเป็นช่องเป็นโพรง จิตใจเขารู้สึกหนักอึ้ง
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเผยจี้ท่านลุงของเขาไม่เคยลืมคนเหล่านี้ ทุกปีจะนำเบี้ยหวัดของตนและผลผลิตจากเรือกสวนไร่นาของบรรพบุรุษที่เหอตงมาแปลงเป็นเงิน แล้วให้คนส่งมาช่วยเหลือที่นี่ แต่ท่านลุงทั้งชีวิตไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน แขนเสื้อทั้งสองว่างเปล่ามีแต่ลม ไร่นาของบรรพบุรุษก็มีไม่มาก การช่วยเหลือที่ให้ได้จึงมีจำกัด
ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ติดตามบิดาของเขาไปทำศึกและพลีชีพในวันนั้น ทุกวันนี้สภาพความเป็นอยู่ของภรรยา บุตร และมารดาที่แก่ชราของพวกเขาไม่ได้ดีขึ้นมาแม้แต่น้อย ยังได้แต่พึ่งกระเบื้องแตกเหนือศีรษะหลายแผ่นนี้บังลมบังฝน ผ่านวันเวลาอย่างยากลำบาก
พิธียิ่งใหญ่ที่กำลังจัดอยู่ในวัดฉือเอิน ถึงจะเป็นการรำลึกถึงมารดาผู้ล่วงลับของเขา แต่เผยเซียวหยวนเชื่อว่าหากดวงวิญญาณบนสรวงสวรรค์ของมารดาสามารถล่วงรู้ ในวันครบรอบการจากไปของนาง นางจะต้องอยากให้เขามาที่นี่มากกว่า มาเยี่ยมคนในครอบครัวของผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของบิดาเหล่านี้แทนนาง
วันนี้เขานำเงินมาจำนวนหนึ่ง เตรียมจะแจกจ่ายให้แต่ละครอบครัวเพื่อแสดงน้ำใจแทนมารดา ตอนเขาเดินผ่านวิหารเทียนหวังที่ผนังประตูพังทลายเสื่อมโทรม เขาก็พบโดยคาดไม่ถึงว่าในวิหารมีป้ายวิญญาณใหม่เอี่ยมตั้งอยู่ หน้าแท่นบูชามีธูปหอมปักอยู่สองดอก นามของคนบนป้ายที่เชิญมาถึงกับเป็นมารดาของเขาชุยเหนียงจื่อ
เขาเรียกเด็กคนหนึ่งที่เดินตามมาและมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้วถามว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร เด็กคนนี้สวมเสื้อใหม่ ในมือถือผลไม้ลูกหนึ่ง ยังพูดไม่ค่อยเก่ง จึงไปเรียกย่าของตนมา
เผยเซียวหยวนจึงได้รู้ว่าที่แท้เมื่อวานมีคนมาแล้ว
“เป็นคุณชายน้อยหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง บอกว่ารู้ว่าพวกเราอาศัยอยู่ที่นี่มานานหลายปีแล้วจึงมาเยี่ยมพวกเรา เขามอบเงินให้บ้านละสองก้วนข้าวสารหนึ่งโต่ว ขาแพะหนึ่งขา ยังมีผ้า รองเท้า แม้แต่ยาลูกกลอนแก้ปวดศีรษะและโรคบิดก็จัดเตรียมมาด้วย จริงสิ คุณชายน้อยผู้นั้นยังบอกว่าอีกสองวันจะให้คนมาช่วยซ่อมหลังคาให้พวกเรา ต่อไปเมื่อฝนตกจะได้ไม่ต้องกลัวหลังคารั่วแล้ว”
การมาถึงของเขาดึงดูดความสนใจของทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ เมื่อได้ยินเขาถามถึงเรื่องนี้ พวกเขาก็ชิงกันพูดคนละปากคนละคำ บนใบหน้าของทุกคนมีรอยยิ้มด้วยความดีใจประดับอยู่
“ท่านแม่ทัพใหญ่กับชุยเหนียงจื่อแม้จะไม่อยู่แล้ว แต่สกุลเผยยังจดจำพวกเรามาโดยตลอด เมื่อวานคุณชายน้อยผู้นั้นก็บอกว่าเขาเป็นสหายเก่าของชุยเหนียงจื่อแห่งสกุลเผยผู้ล่วงลับ มาเยี่ยมเยียนพวกเราแทนชุยเหนียงจื่อ วันนี้เป็นวันครบรอบการจากไปของชุยเหนียงจื่อ พวกเราจึงตั้งป้ายวิญญาณไว้ที่นี่”
ทุกคนพูดพลางพากันเดินเข้าไปกราบคำนับป้ายวิญาณ
สหายเก่าของมารดา คุณชายน้อยหน้าตาหล่อเหลา ที่แท้แล้วเป็นใครกัน
เผยเซียวหยวนยืนงงงันอยู่ครู่หนึ่ง พอได้สติกลับมาก็สั่งให้ผู้ติดตามแจกจ่ายเงินที่เตรียมมา ส่วนตนเองหมุนตัวเดินจากไปอย่างรีบเร่ง
เขามาถึงวังหลวง รออยู่ในมุมที่ลับตาคนมุมหนึ่ง จิตใจไม่ค่อยสงบสักเท่าไร
หลังจากนั้นไม่นานจางซุ่นขันทีที่พาเยี่ยซวี่อวี่ออกจากวังในวันนั้นก็เร่งรุดมาตามลำพัง เมื่อได้ยินเขาถามถึงเรื่องฟางที่รกร้างก็ลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะพยักหน้าบอก
“คุณชายคาดเดาไม่ผิด คุณชายน้อยเยี่ยเคยถามผู้น้อยจริงๆ ผู้น้อยเป็นคนบอกเขาว่ามีเรื่องเช่นนี้ เขาสั่งไว้ไม่ให้พูดออกไป”
Comments



