บทที่ 69
ครั้นรถม้าที่จ้าวจงฟางกับจิตรกรน้อยนั่งอยู่จากไป หานเค่อรั่งก็เปลี่ยนสีหน้า
เขาหันมาทางผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยืนอยู่ด้านข้าง สายตากวาดมองอีกฝ่ายขึ้นลงหลายครั้งแล้วกล่าวเสียงเย็น “ตามข้ามา!” จากนั้นก็สาวเท้ายาวๆ มาถึงบริเวณที่ไร้ผู้คนไม่ไกลจากประตูเมือง
เผยเซียวหยวนเดินตามไปเงียบๆ แล้วหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา
“เกิดอะไรขึ้น จางตุนอี้บอกว่าเมื่อคืนเจ้าแอบอ้างพระราชโองการ พาจิตรกรผู้นั้นมาจากมือของเขา” หานเค่อรั่งพอเปิดปากก็ซักถาม น้ำเสียงเฉียบขาดสีหน้าบึ้งตึงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ระหว่างเดินทางกลับ เมื่อกระบวนความคิดค่อยๆ ถอยกลับมาจากอารมณ์รุนแรงดุจม้าที่หลุดจากบังเหียนเมื่อคืนนี้ หลังจากสมองกลับคืนสู่ความสุขุมเยือกเย็น เผยเซียวหยวนก็รู้ว่าตนได้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ลงไป และได้เตรียมพร้อมไว้แล้วที่จะเผชิญหน้ากับผลที่ตามมา
ตัวเขาเองจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ คำพูดเขาเป็นคนเอ่ยออกไป เรื่องที่เกิดขึ้นเขาก็เป็นคนทำ สิ่งเดียวที่ทำให้เขาคิดแล้วรู้สึกผิดก็คือการกระทำของตนอาจส่งผลกระทบถึงผู้บังคับบัญชาที่คอยดูแลเขาเป็นอย่างดีมาโดยตลอด
“ขอรับ” เขายอมรับ “ตอนนั้นผู้น้อยไตร่ตรองไม่รอบคอบ แต่เรื่องก็ทำไปแล้ว จะไปรับโทษกับฝ่าบาทเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าต้องรับโทษเช่นไรก็ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้น้อยสมควรได้รับ หากฝ่าบาทกริ้วมาถึงผู้บัญชาการใหญ่ ผู้น้อยจะชี้แจงให้ฝ่าบาททรงทราบอย่างชัดเจน ทุกอย่างเป็นความผิดของผู้น้อยเพียงคนเดียว”
หานเค่อรั่งฟังจบ เรื่องนี้ถึงกับเป็นความจริง ชั่วขณะนั้นกระทั่งความโกรธก็ระบายไม่ออกแล้ว ปากอ้าตาค้าง ได้แต่ยกมือชี้ชายหนุ่มที่อยู่ตรงข้าม
“เจ้า…เจ้า…เหตุใดจึงเลอะเลือนถึงขั้นนี้!”
เขาโกรธไม่เบาจริงๆ ยิ่งแค้นใจที่ไม่อาจหลอมเหล็กเป็นเหล็กกล้า หากชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเป็นลูกหลานในบ้านของเขาเอง เวลานี้จะต้องถูกเขาตบหน้าบวมไปแล้ว
หานเค่อรั่งลดมือลง เปลี่ยนมาไพล่หลัง เดินไปเดินมาอยู่ด้านล่างกำแพงเมือง
“สายไปแล้ว เจ้าเข้าใจว่าเจ้าคนเดียวสามารถแบกรับความผิดได้หรือ เจ้าแบกรับไหวหรือไร ขณะที่เจ้าพาจิตรกรน้อยเอ้อระเหยอยู่ข้างนอก ข้าก็ถูกฮ่องเต้เรียกตัวไปด่าว่าแทบเป็นแทบตายแล้ว! ข้าให้วันหยุดเจ้าสามวันเพื่อให้เจ้าไปไว้อาลัยชุยเหนียงจื่อ เจ้ากลับดียิ่ง! ถึงกับสร้างความยุ่งยากให้ข้ามากเพียงนี้” เขาเดินกลับมาอยู่เบื้องหน้าเผยเซียวหยวน ลดเสียงลงต่ำเอ่ยต่อ “ข้าขอบอกกับเจ้า เฉินซือต๋าปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ข้าเคราะห์ร้าย วันๆ คอยจับตาดูพื้นที่หนึ่งหมู่สามเฟินของข้า ทั้งยังคอยจับตาดูเจ้า อวี่เหวินซื่อจื่อเพิ่งกลับมาตอนเช้า ลูกเขยของเฉินซือต๋าก็ไปยังที่ทำการในเมืองหลวงของสกุลอวี่เหวินแล้ว นับว่าครั้งนี้ต้องขอบคุณอวี่เหวินซื่อจื่ออย่างมาก เขาเองเมื่อคืนก็บั้นท้ายไม่สะอาด จึงน่าจะไม่ได้พูดอะไรและส่งคนกลับไปอย่างไม่ค่อยพอใจ หาไม่ด้วยท่าทางที่แทบอยากจะกินเนื้อเจ้าทั้งเป็น ลำบากไม่น้อยกว่าจะยึดกุมความผิดของเจ้าไว้ได้ เขาจะช่วยเจ้าปิดบังไว้หรือ เขาจะต้องร้องตะโกนออกไป ทุกคนในหนานหยาจะต้องรู้ว่าเจ้าเผยเซียวหยวนเพื่อจะแย่งชิงจิตรกรรูปงามคนหนึ่งกับถึงกับแอบอ้างพระราชโองการ เจ้าจะให้องค์เหนือหัวจัดการเรื่องนี้อย่างไร เจ้าจะให้ข้าเอาหน้าแก่ๆ ดวงนี้ไปวางที่ใด ตอนนั้นเป็นข้าที่ดึงตัวเจ้าจากที่ที่นกไม่ทิ้งมูล มาเมืองหลวง เจ้ากลับใจกล้า ถึงกับทำเรื่องเช่นนี้ออกมา ต่อให้ข้ามีปากอยู่ทั่วร่างก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความผิดฐานไม่ได้ตรวจสอบไปได้!”
เผยเซียวหยวนฟังคำต่อว่าต่อขาน ในใจก็คิดทบทวนพฤติกรรมเมื่อคืนนี้ของตน เขาบุ่มบ่ามเกินไปจริงๆ ตอนนั้นด้วยความหุนหันพลันแล่น นอกจากความคิดที่จะพาคนไปแล้วก็ไม่ได้ใคร่ครวญถึงผลอื่นใดที่จะตามมาเลย
“ผู้บัญชาการใหญ่สั่งสอนได้ถูกต้อง เซียวหยวนรู้ว่าผิดแล้ว ไม่เพียงทำให้ผู้บัญชาการใหญ่พลอยเดือดร้อน ยิ่งผิดต่อความคาดหวังของผู้บัญชาการใหญ่”
เผยเซียวหยวนคุกเข่าคำนับหานเค่อรั่งอย่างเป็นทางการ พอลุกขึ้นมาก็สาวเท้าจากไป
“เจ้าทำอะไร จะไปที่ใด!” หานเค่อรั่งร้องเรียก
“ผู้น้อยจะเข้าวังไปขอรับโทษ ไม่ว่าต้องรับโทษเช่นไรก็จะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”
หานเค่อรั่งถูกเขาทำให้ตกใจ รีบพุ่งเข้าไปดึงคนกลับมา
“ข้าเห็นปกติเจ้าไม่ได้เป็นเช่นนี้ สมองของเจ้าเล่า เมื่อคืนนี้อยู่ข้างนอกกับจิตรกรน้อยผู้นั้นมีความสุขมากเกินไป ยังไม่ได้เอาสมองกลับมาใช่หรือไม่!”
เผยเซียวหยวนมองท่าทางเจ็บปวดเสียใจของผู้บังคับบัญชาพลางคิดไปว่าเวลานี้ฮ่องเต้ก็อาจกำลังตำหนินางที่ไม่ได้กลับมาทั้งคืนก็ยิ่งจิตใจว้าวุ่น ร้อนใจกระวนกระวาย
ทางหานเค่อรั่งก็อบรมสั่งสอนต่อ “เจ้ามองไม่ออกหรือ เมื่อครู่จ้าวจงฟางก็กำลังพยายามทำให้เรื่องทุกอย่างสงบลง ไม่อยากทำให้เรื่องใหญ่ขึ้น เขาเป็นขันทีคนหนึ่ง เอาท่าทีเช่นนี้มาจากที่ใด นี่ย่อมเป็นความต้องการของฝ่าบาท ตอนนี้คนกลับมาแล้ว จิตรกรน้อยนั่นก็ถูกพาตัวไปแล้ว ฝ่าบาทเองก็ไม่ได้เรียกให้เจ้าไป เจ้าติว่าเรื่องเล็กเกินไป บาดแผลที่ศีรษะแผลเดียวไม่พอ ยังจะเข้าไปขอให้ฝ่าบาทเปิดแผลเท่ากระบวยใหญ่ให้เจ้า กินขี้เถ้าจากเตาเครื่องหอมจนอิ่มใช่หรือไม่! บุตรชายสกุลเผย เจ้าเป็นลูกวัวแรกเกิด เจ้าไม่กลัว แต่ข้าแก่แล้ว ทนต่อการทรมานไม่ไหว ข้ากลัว!”
เขาอบรมสั่งสอนจบ น้ำเสียงก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นผ่อนคลายลง
“เจ้าอย่าเข้าวังโดยพลการอีก จะได้ไม่ทำให้เรื่องราวใหญ่โตขึ้น ตอนนี้ก็ถือเสียว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ดูว่าพรุ่งนี้จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นย่อมดีที่สุด ถือได้ว่าเรื่องผ่านไปแล้ว แต่หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริง ถึงตอนนั้นข้าจะร่วมแบกรับกับเจ้า ฝ่าบาททางด้านนั้น ถึงใบหน้าแก่ๆ ดวงนี้ของข้าจะใช้การไม่ได้เพียงใด คิดว่าก็ยังพอมีประโยชน์อยู่หลายส่วน”
นับตั้งแต่เข้าเมืองหลวงมาคืนแรก ได้พบหน้ากันที่นอกตำหนักจื่ออวิ๋นเป็นต้นมา ผู้บังคับบัญชาท่านนี้ก็ดูแลตนอย่างดี เรื่องนี้ในใจของเผยเซียวหยวนรู้อย่างแจ่มแจ้ง เมื่อคืนเพียงเพราะความหุนหันพลันแล่นไปชั่วขณะ เขาได้ทำความผิดที่ไม่ควรเกิดขึ้น หานเค่อรั่งจะตำหนิก็สมควร คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายอีกฝ่ายกลับแสดงท่าทีเช่นนี้ นี่ทำให้เผยเซียวหยวนอดซาบซึ้งใจขึ้นมาไม่ได้
เขาไม่ใช่คนที่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องพูดออกมา นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณท่านผู้บัญชาการ ผู้น้อยจะปฏิบัติตามคำสั่ง”
หานเค่อรั่งเห็นว่าคำพูดก็เอ่ยจบแล้วจึงคิดจะจากไป ทว่าใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ลังเลเล็กน้อยแล้วมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าแวบหนึ่ง สุดท้ายยังคงอดใจไม่อยู่ มองซ้ายมองขวาแล้วดึงคนไปยังมุมลับตายิ่งขึ้น ลดเสียงลงต่ำ
“จิตรกรน้อยผู้นั้นดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ ตอนนั้นเพื่อจะตามหาเขา เจ้าค้นหาไปทั่วทั้งฉางอัน ข้าก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติแล้ว ไม่ผิดจากที่คิด!”
เผยเซียวหยวนรีบบอก “ผู้บัญชาการใหญ่เข้าใจผิดแล้ว ผู้น้อยกับเขา…”
เขาหยุดชะงัก พลันตระหนักว่าเรื่องนี้ไม่ว่าจะชี้แจงอย่างไร หลังจากเรื่องเมื่อคืนนี้ยิ่งปกปิดก็จะยิ่งเผยความจริงออกมา เขาจึงปิดปากลงช้าๆ
หานเค่อรั่งท่าทางเหมือนอดทนมานานไม่อาจอดทนต่อไปได้อีก มองเขาแล้วส่ายหน้า “สตรีไม่ดีหรือ ถึงหลายครอบครัวที่มาเจรจาเรื่องแต่งงานจะไม่เหมาะสม เจ้าไม่อยากแต่งงานด้วยก็ไปผิงคังฟางสิ ที่นั่นแบบใดบ้างที่หาไม่ได้ สตรีธรรมดาไม่น่าสนใจ สตรีชาวหู สตรีซินหลัว หญิงงามพระโพธิสัตว์หมาน สูงเตี้ยอ้วนผอม ทุกรูปทุกแบบ อย่างเจ้าหากไปที่นั่น ข้าว่าไม่ต้องใช้เงิน สตรีที่จะพาตัวเข้ามาแนบชิดก็มีจำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว เหตุใดเจ้าจึงคิดไม่ตกเช่นนี้ จะต้องไปแตะต้องสิ่งต้องห้ามของฝ่าบาท
เรื่องนี้เดิมข้าไม่ควรเป็นคนพูด เจ้ายังมีลุงอยู่ เพียงแต่ข้าทนไม่ได้ที่จะเห็นเจ้าจมลึกลงไปในบ่อเลน ผิดพลาดแล้วผิดพลาดอีก จิตรกรน้อยผู้นั้นสามารถได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทเพียงนี้ จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร ฝ่าบาทไม่ทรงโปรดอะไรเจ้าก็น่าจะรู้ เจ้าอายุยังน้อย เคยสร้างความดีความชอบในการสู้รบที่โดดเด่น มีอนาคตที่สดใส สุดท้ายแล้วหากเป็นเพราะเรื่องแบบนี้ทำให้ตนเองต้องเสียหาย เช่นนั้นก็ได้ไม่คุ้มเสียแล้ว!”
“ขอบคุณผู้บัญชาการใหญ่ที่เป็นห่วง ทั้งหมดเป็นความผิดของผู้น้อย ไม่เกี่ยวกับจิตรกรน้อย”
มาถึงขั้นนี้เผยเซียวหยวนนอกจากยอมรับความผิดไว้ทั้งหมดก็ไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว
หานเค่อรั่งกลับนึกถึงพฤติกรรมของจิตรกรน้อยในค่ำคืนนี้
เห็นอยู่ว่าคนขึ้นรถม้าไปแล้วยังกลับลงมา กระซิบกระซาบกับบุตรชายสกุลเผยต่อหน้าผู้คน สายตาเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้ง ไม่รู้ว่าพูดอะไรแล้วจึงจากไป
หานเค่อรั่งเห็นแล้ว นี่เป็นการยั่วยวนผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาอย่างหน้าหนาไร้ยางอาย!
เขามองบุตรชายสกุลเผยครู่หนึ่ง ใบหน้ามีรอยยิ้มผุดขึ้นมาอีกครั้งแล้วเอ่ยปลอบใจ “ช่างเถิด จะเป็นความผิดของเจ้าได้อย่างไร ข้ารู้ว่าแต่ไรมาเจ้าเป็นคนสะอาดรอบคอบ มาจากครอบครัวที่ซื่อสัตย์สุจริตอันดับหนึ่ง จะต้องเป็นเพราะไม่ทันเตรียมการป้องกันถึงได้เข้าสู่เส้นทางผิด เรียนรู้จากความผิดพลาด ตัวเจ้าเองเข้าใจก็พอ ส่วนเรื่องเมื่อคืนถ้าข้าคาดเดาไม่ผิด ฝ่าบาททางด้านนั้นคิดว่าจะต้องฟ้าร้องดังแต่ฝนตกน้อย* เจ้าก็ไม่ต้องวิตกเกินไป เรื่องนี้เจ้าจดจำไว้เป็นบทเรียน ต่อไปก็อยู่ให้ห่างจากจิตรกรน้อยสักหน่อย อย่าทำผิดเช่นนี้อีก ฝ่าบาทยังคงใช้เจ้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญ”
เผยเซียวหยวนรับคำ
หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกันอีกสองสามคำ หานเค่อรั่งเห็นว่าพอสมควรแล้ว เวลาไม่เช้าแล้ว จึงบอกให้เขาทำใจให้สบายและกลับไปพักผ่อนก่อน แล้วเอ่ยเตือนว่าพรุ่งนี้เป็นเทศกาลอวี๋หลันเผิน หลังจากเขาเข้าร่วมพิธีอุทิศส่วนกุศลที่วัดฉือเอินเสร็จสิ้นแล้วให้เตรียมตัวเดินทางไปภูเขาชังซาน
เผยเซียวหยวนส่งผู้บังคับบัญชาแล้วก็มองไปทางวังหลวงที่อยู่ไกลออกไปเพียงลำพัง พักใหญ่ก็ขี่ม้าไปข้างหน้า
แม้ฮ่องเต้น่าจะไม่ถึงกับลงโทษอะไรนาง แต่นางถูกเขาพาตัวไปเช่นเมื่อคืนและไม่ได้กลับมาทั้งคืน ตอนนี้เพิ่งกลับมา ด้วยอุปนิสัยของฮ่องเต้จะต้องด่าเขาอย่างไม่น่าฟัง ถ้านางอยู่ข้างฮ่องเต้ย่อมไม่มีเรื่อง แต่ถ้านางช่วยพูดแทนเขาจะทำให้ฮ่องเต้โกรธหรือไม่ ทำให้พ่อกับลูกเกิดการโต้เถียงกัน ฮ่องเต้ก็จะพาลโกรธนางไปด้วยหรือไม่
เมื่อนึกถึงภาพในค่ำคืนนี้ที่นางขึ้นรถม้าไปแล้วตั้งใจลงมาปลอบใจเขา เผยเซียวหยวนก็ยิ่งวางใจไม่ลง แทบอยากจะเข้าวังไปทันทีเพื่อดูให้รู้แน่ชัด
แม้จะถูกฮ่องเต้ทุ่มเตาเครื่องหอมใส่จนศีรษะแตกเลือดอาบอีกก็ตาม เขาก็สมควรได้รับแล้ว ทว่าก็เหมือนกับที่หานเค่อรั่งกล่าว เขาเข้าวังไปขอรับโทษเป็นเรื่องง่าย และการกระทำนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของเขา แต่ถ้าทำให้เรื่องนี้ใหญ่โตขึ้นเพราะเขา เช่นนั้นก็ไม่ต่างกับการแก้ไขสิ่งที่ผิดจนเลยเถิดเกินไป
แต่ให้เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นนี้ กลับไปพักผ่อนเช่นที่หานเค่อรั่งสั่งกำชับ เขาจะนอนหลับลงได้อย่างไร
เผยเซียวหยวนมีเรื่องในใจทับถมเรื่องแล้วเรื่องเล่า หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายเขาก็มาถึงวังหลวงแต่ไม่ได้เข้าไป
หนึ่งในทหารรักษาการณ์ที่อยู่เวรคืนนี้เป็นคนของเขา เขาขอให้อีกฝ่ายไปเรียกจางซุ่นออกมา ตนเองรออยู่นอกประตูวัง
ไม่ได้รอนานนัก ยังเร็วกว่าที่เขาคาดไว้ เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชาจางซุ่นก็ออกมาเงียบๆ ไม่รอให้เผยเซียวหยวนเปิดปาก อีกฝ่ายก็เอ่ยถามเสียงเบาขึ้นมาก่อน
“คุณชายจะถามเรื่องตำหนักจื่ออวิ๋นหรือขอรับ”
เผยเซียวหยวนอึ้งตะลึง เพียงได้ยินจางซุ่นกล่าวต่อ
“เมื่อครู่คุณชายน้อยเยี่ยมาพบผู้น้อยแล้ว บอกว่าคืนนี้ท่านอาจจะมาหา ถ้ามาจริง คุณชายน้อยให้ผู้น้อยบอกกับคุณชายว่าตำหนักจื่ออวิ๋นเมฆคล้อยเคลื่อนหมอกจางหาย ฝ่าบาทเข้าบรรทมไปแล้ว”
หลังจากให้จางซุ่นกลับไปแล้ว เผยเซียวหยวนยืนนิ่งอยู่หน้าประตูวังในค่ำคืนที่มืดมิดเป็นเวลานานก่อนจะขึ้นม้าจากไป
หญิงงามไม่เพียงรูปโฉมงดงาม ยังรู้จักใช้คำพูดที่เหมาะสม
นางเป็นหญิงสาวที่มีปฏิภาณไหวพริบ ฉลาดหลักแหลม มองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งคนหนึ่ง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านางยังมีฐานะอันสูงส่งและมีความงามที่ไม่เป็นสองรองใคร
เป็นครั้งแรกที่เผยเซียวหยวนมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าเลือดเนื้อกระดูกทั่วร่างกายและอวัยวะห้ากลั่นหกกรองของเขาดูเหมือนจะโปร่งใสเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอีกคนหนึ่ง
นางเหมือนจะรู้ได้อย่างง่ายดายว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แม้ความคิดเหล่านั้นจะซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกและซับซ้อนที่สุดของจิตวิญญาณ คนนอกไม่ว่าใครก็ไม่อาจเห็นและล่วงรู้ได้ แต่นางกลับสามารถโจมตีถูกเป้าหมายในคราเดียวได้อย่างง่ายดายอยู่เสมอ
ก็ไม่รู้เพราะเหตุใด อาจเพราะทุกวันนี้เขายังคงมีฐานะเป็นทหาร ทำให้เขามีความคิดที่ใกล้เคียงกับความเหลวไหลไร้สาระ หากนางคิดจะควบคุมเขาอยู่ในมือ คิดว่าเขาก็คงไม่สามารถที่จะใช้ดาบหอกไปต่อสู้กับนางได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คงจะเป็นการทิ้งหมวกเหล็กและเสื้อเกราะ ยอมแพ้อย่างสิ้นเชิง
ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น เขาอาจรู้สึกว่าน่ากลัวยิ่ง แต่หากเป็นนาง…
ครั้งนี้เขาเดินทางกลับไปที่วัดฉือเอิน ตอนไปถึงทั้งร่างคล้ายเพิ่งลิ้มรสสุรารสเลิศมา มีความรู้สึกเมามายครึ้มอกครึ้มใจเล็กน้อยและรับรู้ถึงรสชาติอันเข้มข้นบริสุทธิ์ที่ยังหลงเหลืออยู่เป็นนานไม่จางหาย
ความรู้สึกเช่นนี้ยังคงมีต่อเนื่องไปจนเขาเข้าไปในวัด
เผยเซียวหยวนเดินไปยังห้องโถงเจ้าแม่กวนอิน สถานที่จัดพิธีอุทิศส่วนกุศลของมารดาตามลำพัง
เวลานี้เป็นช่วงครึ่งคืนหลังแล้ว ถ้าจะพูดตามหลักก็เป็นวันเทศกาลอวี๋หลันเผินแล้ว
เริ่มตั้งแต่ไม่กี่วันก่อนในฐานะวัดของราชวงศ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองฉางอัน ในวัดฉือเอินมีพุทธศาสนิกชนทยอยเข้ามาพักจำนวนไม่น้อย บ้างมาทำพิธีอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษทุกรุ่นเช่นเดียวกับเขา บ้างก็เตรียมมาแย่งชิงเป็นผู้จุดธูปคนแรกในพิธีสวดมนต์ที่จะจัดขึ้นในวันนั้น ดังนั้นแม้เวลานี้จะเป็นช่วงก่อนรุ่งอรุณ ในวัดจึงยังคงมีแสงไฟสว่างไสว เสียงสวดมนต์ดังอยู่เป็นระยะ ภิกษุหลายรูปผลัดเปลี่ยนกันสวดมนต์ตลอดทั้งคืน
ขณะใกล้จะถึงสถานที่จัดพิธีที่อยู่ด้านหลังวัด กำลังผ่านทางเดินที่ไร้ผู้คนช่วงหนึ่ง ทันใดนั้นเผยเซียวหยวนก็ได้ยินคนเรียกตนเสียงเบาจากด้านหลัง
“คุณชายเผย”
เป็นสตรีผู้หนึ่ง เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลแผ่วเบา ตอนแรกรู้สึกแปลกหูเล็กน้อย แต่พริบตาที่เข้าหูเขาก็แน่ใจว่าเคยได้ยินเสียงนี้จากที่ใดมาก่อน
เขานึกขึ้นมาได้ในฉับพลันและหันหน้าไป
สตรีผู้หนึ่งเดินช้าๆ ออกมาจากใต้ระเบียงทางเดิน นางสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้า เป็นหมวกที่สตรีนิยมสวมใส่เวลาออกไปข้างนอก นางหยุดเท้าแล้วเลิกผ้าคลุมออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามดุจจันทร์เต็มดวง
นางคือหญิงคณิกาที่มีนามว่าอวี้เหมียนของหอสุราจินเฟิงผู้นั้น
“เขารู้ถึงสิ่งที่คุณชายเผยคิด อยากจะพบหน้าคุณชายเผยสักครั้ง แต่ไม่ทราบคุณชายเผยจะยินดีเจียดเวลาไปพบหรือไม่”
หญิงสาวมองจ้องเขาแล้วพูดเสียงเบา
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนเมษายน 2569)
Comments
comments
No tags for this post.