บทที่ 1
ผู้น้อยแซ่หลี่ มีนามว่าโก่วตั้น
ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สองร้อยหลี่ ยามเช้าในสำนักศึกษาชิงหงอาบย้อมด้วยบรรยากาศอันสงบเงียบร่มเย็น
ประมุขเขาต้วนอี้จุนลูบเคราสีขาวก้าวออกจากห้อง มองดูศิษย์ทั้งหลายที่กำลังกวาดใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น เขาที่รักความเงียบสงบมาแต่ไหนแต่ไรอดพยักหน้าด้วยความรู้สึกภูมิใจมิได้ ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มเมตตาอารี
เขาอายุพ้นวัยเจ็ดสิบแล้ว เป็นบุคคลที่เปี่ยมคุณธรรมบารมีสูงส่ง ทั้งยังเป็นเจ้าของสำนักศึกษาและอาจารย์หนึ่งเดียวของที่นี่ เขากำลังสูดหายใจลึกรับอากาศบริสุทธิ์สดชื่นคราหนึ่ง ก่อนปรารภในใจเงียบๆ อย่างสะทกสะท้อนใจ ชีวิตช่างแสนงดงาม ชีวิตช่างน่าอัศจรรย์…
แต่แล้วในพริบตาถัดมาเสียงที่ไม่เข้าพวกเสียงหนึ่งก็ทำลายทุกอย่างสิ้น…
“ท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์! ช่วยด้วยขอรับ!”
มองดูใบไม้แห้งที่เพิ่งกวาดเสร็จไม่ทันไรตรงหน้าถูกย่ำจนกระจัดกระจายอีกหน ประมุขเขาต้วนมุ่นคิ้วเล็กน้อย เอ็ดผู้ที่มาว่า “เช้าตรู่เพียงนี้มีเรื่องใดต้องโหวกเหวกโวยวาย ดูลานนี้ซิว่าถูกเจ้าทำเละเทะเพียงไรแล้ว ช่างเถอะ ประเดี๋ยวเจ้ามาเก็บกวาดด้วยแล้วกัน!”
ศิษย์ทั้งหมดที่กำลังกวาดพื้นได้ยินดังนั้นก็โห่ร้องยินดี โยนไม้กวาดทิ้งทันใด ก่อนพากันไปกินข้าวเช้า
“ท่านอาจารย์ เรื่องนี้เร่งด่วนนัก ขะ…ข้าเองก็ไร้หนทาง!” ศิษย์ไม่เอาไหนอันดับที่สองในสำนักศึกษา…ฉุนจิ้ง ก้าวขึ้นมาด้วยหน้าตาบริสุทธิ์ไร้ความผิด
ประมุขเขาต้วนได้ยินคำกล่าวนี้ก็รู้ทันทีว่าปัญหายุ่งยากนั้นมาจากศิษย์หัวดื้อไม่เอาไหนอันดับหนึ่งผู้นั้นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ถอนใจกล่าว “เฮ้อ ฉุนเจี๋ยเขาทำอะไรอีกแล้วเล่า”
“ศิษย์พี่ฉุนเจี๋ยให้ข้ารีบมาขอความช่วยเหลือโดยด่วน เขาบอกว่าเขา…เขาถูกคนขืนใจขอรับ!”
เมื่อวาจานี้ถูกเปล่งออกไป บรรดาศิษย์ที่กำลังพากันไปโรงอาหารพลันหยุดฝีเท้ากึก เหลียวหลังกลับมาโดยพร้อมเพรียงกัน
สายตาพิฆาตของประมุขเขาต้วนทำเอาคนทั้งหมดแตกฮือ จากนั้นชายชราก็เคาะมะเหงกโป๊กใหญ่บนศีรษะฉุนจิ้งพร้อมกับตะคอกว่า “ตัวบัดซบ! เอ่ยวาจาเลอะเทอะเลื่อนเปื้อนแต่ไก่โห่ กฎเกณฑ์มารยาทไปอยู่ที่ใดหมด”
“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่บอกว่าชีวิตเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย จะรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องไว้ไม่ได้แล้วจริงๆ ท่านไปดูก็รู้เองขอรับ!” ฉุนจิ้งกุมศีรษะน้ำตาไหลพราก เอ่ยอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม “ยิ่งกว่านั้นเรื่องนี้ยังมิใช่ครั้งแรก ศิษย์พี่อับจนหนทางแล้วจริงๆ ได้เพียงรอท่านอาจารย์ไปช่วยแก้สถานการณ์เท่านั้น!”
“ช่างเถอะๆ รีบนำทางข้าเสีย” ประมุขเขาต้วนส่ายหน้าอย่างจนใจ ความสามารถในการก่อเรื่องของฉุนเจี๋ยผู้นี้เขาเคยพบเห็นมาแล้ว หากไม่รีบไปช่วยยับยั้งปัญหา ดับไฟแต่ต้นลม ก็ไม่อาจล่วงรู้ว่าจะเกิดปัญหาวุ่นวายอะไรขึ้นมาอีก
ไม่ผิดจากที่คาด เพิ่งเดินถึงประตูสำนักเขาก็มองเห็นไม้กวาดที่ถูกหักเป็นสองท่อนวางนิ่งอย่างโดดเดี่ยวน่าเวทนาท่ามกลางเศษใบไม้ที่กระจายเกลื่อน ตรงต้นไหว เก่าแก่ด้านนอกประตูมีคนสองคน คนหนึ่งอยู่บนต้นไม้อีกคนหนึ่งอยู่ด้านล่าง หนึ่งชายหนึ่งหญิง จ้องตากันไม่ลดราวาศอก
เฮ้อ ฉุนเจี๋ยมาที่สำนักศึกษาได้ไม่เต็มสองเดือนดี ทว่าเหตุการณ์เช่นนี้ก็นับได้หลายสิบครั้งแล้ว…ประมุขเขาต้วนก่ายหน้าผาก จุกในลำคอหมดคำจะเอ่ย
เมื่อคนที่ปีนไต่อยู่บนต้นไม้เหมือนลิงค่างผู้นั้นเห็นเขาก็พลันประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก โบกมือร่ำไห้พลางร้องว่า “ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ ท่านมาได้เสียที! รีบช่วยศิษย์จากสถานการณ์เลวร้ายนี้ด้วยขอรับ!”
แม่นางที่ยืนใต้ต้นไม้สวมชุดกระโปรงยาวสีชมพูทั้งร่าง รูปโฉมงามจิ้มลิ้มพริ้มเพรา แก้มป่องด้วยความโมโห แลดูส่อเค้าดุร้ายอยู่หลายส่วน พอได้ยินฉุนเจี๋ยร้องขอความช่วยเหลือ นางก็ยกมือข้างหนึ่งเท้าเอวพลางชี้ปลายนิ้วขาวเรียวดุจหยกขึ้นไปบนต้นไม้ เอ่ยด้วยโทสะ “ทุกครั้งล้วนมีท่านอาจารย์เจ้าเป็นดาวช่วยชีวิต ยังนับเป็นบุรุษอกสามศอกอยู่ได้หรือ ซูเหมินจิ่น แน่จริงเจ้าก็ลงมาเสีย วันนี้ข้ากับเจ้าพูดกันให้รู้เรื่อง!”
ศิษย์พี่ที่มีใจใฝ่ศึกษาเล่าเรียนแต่จนใจที่ไม่อาจอยู่อย่างสงบบนต้นไม้ผู้นั้นเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ก็ขยับแขนขาทันที ไต่ขึ้นต้นไม้ไปอีกช่วงหนึ่งด้วยความตกใจ
เขามีรูปโฉมโดดเด่นเหนือสามัญโดยแท้ ต่อให้สวมชุดของสำนักศึกษากลางเก่ากลางใหม่ที่เหมือนกับคนอื่นๆ ของสำนักศึกษาก็ไม่กระทบต่อความหล่อเหลาคมคายบนดวงหน้าแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามยังให้ความรู้สึกสูงส่งดุจเทพเซียนไม่แปดเปื้อนโลกิยะอีกหลายส่วน