เมื่อแน่ใจว่าอยู่ในระดับความสูงที่ปลอดภัย ฉุนเจี๋ยก็หันหน้าไปอย่างระวังแล้วก้มลงมองเบื้องล่าง กล่าวอย่างจนปัญญา “แม่นางผู้นี้ ผู้น้อยบอกตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าผู้น้อยเป็นคนสามัญธรรมดาผู้หนึ่ง เพื่อสอบเป็นขุนนางถึงได้เดินทางจากบ้านเกิดมาตรากตรำร่ำเรียนที่สำนักศึกษาชิงหง ไม่ใช่ซูเหมินจิ่นอะไรที่เจ้าว่าผู้นั้นอย่างจริงแท้แน่นอน! ถือว่าทำบุญทำทาน ละเว้นผู้น้อยเถอะนะ!”
“ไม่ต้องทำเป็นตบตาข้าเลยนะ! ต่อให้ซูเหมินจิ่นคนสมควรตายนั่นกลายเป็นเถ้าถ่านข้าก็จำเขาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าแค่เปลี่ยนการแต่งตัว เปลี่ยนชื่อแซ่เลย” หญิงสาวทำสีหน้าไม่เชื่อ ยังคงกล่าวคาดคั้น “แน่จริงก็บอกข้ามาว่าชื่อเดิมของเจ้าชื่ออะไร เป็นคนที่ใด”
เพราะความจำของผู้ชราอย่างประมุขเขาต้วนย่ำแย่ลงกว่าแต่ก่อน จึงเอาอย่างธรรมเนียมวัด บังคับให้ศิษย์ที่เข้าสำนักศึกษาเปลี่ยนไปใช้ชื่อตัวแรกว่า ‘ฉุน’ ให้เป็นลำดับรุ่นเดียวกัน และใช้ชื่อที่มีอักษรสองคำเท่านั้น…เช่นนี้สิ่งที่เจ้าตัวต้องจำก็เหลือเพียงอักษรหนึ่งตัว…
ได้ยินข้อเรียกร้องของหญิงสาว ฉุนเจี๋ยไม่ลังเลสักนิด พลันตอบเร็วจี๋ยาวรวดเดียวว่า “ผู้น้อยมีนามเดิมว่าหลี่โก่วตั้น เกิดที่หมู่บ้านหม่าหลัน ตำบลก่านเชิ่ง เกิดที่เหลียนฮวาโกว บิดามีนามว่าหลี่เถี่ยจู้ มารดามีนามว่าหลิวกุ้ยฟาง ในบ้านยังมีพี่ชายอีกสามคน ชื่อของแต่ละคนคือหลี่กังสั่ว หลี่ต้ากัว หลี่เชิ่งถัว…”
“พอแล้วๆ…” หญิงสาวหมดคำพูดไปชั่วขณะ ทำได้เพียงตัดบทเขาแล้วเอ่ย “ถะ…ถ้าอย่างนั้นเหตุใดทุกครั้งที่เห็นข้าเจ้าต้องวิ่งหนีด้วย ครั้งนี้ถึงกับหลบไปอยู่บนต้นไม้ เห็นชัดว่าเพราะเหตุผลไม่เพียงพอ ไม่กล้าเผชิญหน้าตอบข้อสงสัยของข้า!”
“เฮอะ เหตุใดข้าจึงหลบมาอยู่บนต้นไม้ แม่นาง เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจไฉนยังถามอีก…” ฉุนเจี๋ยถอนใจด้วยสีหน้าเป็นทุกข์พร้อมกับยิ่งกอดต้นไม้แน่นขึ้น “ตอนข้าถูกแม่นางจับตัวได้ มีครั้งใดบ้างที่ไม่ใช่ยังไม่เอ่ยปากก็ถอดเสื้อถลกกางเกง ครั้งก่อนเพราะวิ่งช้าไปสักหน่อยจึงถูกเจ้ากดลงบนพื้น กระทั่งชุดคลุมยาวเจ้าก็ฉีกจนขาดวิ่นไปหมด! ยังมีครั้งก่อนๆ ยังดีที่ข้าดึงสายรัดเอวทันเวลา มิเช่นนั้น…มิเช่นนั้น…”
“หากไม่ใช่เจ้าเห็นข้าเป็นต้องวิ่งหนี ข้าจะดึงเสื้อผ้าเจ้าไปไย” หญิงสาวได้ยินวาจาของอีกฝ่าย ใบหน้ารูปไข่พลันแดงระเรื่อ “อะ…อีกอย่างข้าถลกกางเกงเจ้าเมื่อไรกัน”
“ถลกแล้วแน่ๆ!”
“ไม่ได้ถลกเสียหน่อย!”
“ถลกแล้ว!”
“ไม่ได้ถลก!”
“ถลก!”
“เปล่านะ!”
ทั้งสองต่อปากต่อคำกันเช่นนี้ครู่หนึ่ง แม่นางชุดชมพูกระทืบเท้าเร่าๆ ส่งเสียงยื่นคำขาดไปทางด้านบนต้นไม้ “ข้าไม่อ้อมค้อมกับเจ้าแล้ว! ซูเหมินจิ่น เจ้าจะลงมาหรือไม่”
“แม่นาง ในสำนักศึกษาผู้น้อยมีนามว่า ‘ฉุนเจี๋ย’ ด้านนอกสำนักศึกษาผู้น้อยมีนามว่าหลี่โก่วตั้น ซูเหมินจิ่นอะไร ผู้น้อยไม่รู้จักสักหน่อย”
เพิ่งสิ้นเสียงก็มีหินก้อนหนึ่งลอยเฉียดข้างหูไป ฉุนเจี๋ยตกตะลึง ยังไม่ทันดึงสติกลับมา หินอีกก้อนที่ใหญ่กว่าก็ลอยพุ่งเข้าใส่ ครั้งนี้ตรงเผงเข้ากลางหว่างคิ้วของเขา
ได้ยินเพียงเสียง ‘ปึ้ก’ ‘ตุ้บ.’ ‘อ๊าก’ สามเสียง คนร่วงตกพื้นด้วยท่าสุนัขหัวปักเลนต่อหน้าต่อตาธารกำนัล
มองดูหญิงสาวผู้นั้นปัดฝุ่นดินที่มือ ม้วนแขนเสื้อปราดเข้าไปทำท่าจะซ้อมฉุนเจี๋ย ประมุขเขาต้วนก็ไม่อาจยืนดูอยู่เฉยๆ อีก รีบพาฉุนจิ้งเข้าไปขวางตรงหน้า กระแอมให้คอโล่งแล้วเอ่ยอย่างเนิบช้า “สำนักศึกษาเป็นสถานที่เล่าเรียนอันสงบเงียบ ห้ามส่งเสียงดังเอะอะ แม่นางมีอะไรก็จงพูดคุยกันดีๆ เถิด อย่าลงไม้ลงมือเลย”
“ท่านอาจารย์ แม้แต่ขุนนางเที่ยงธรรมก็ยากจะตัดสินเรื่องครอบครัว เรื่องนี้มีเพียงข้ากับซูเหมินจิ่นพูดคุยกันต่อหน้าจึงจะอธิบายได้กระจ่างชัด!” ในฐานะ ‘แขกขาประจำ’ ที่มารบกวนความสงบกันถึงที่อยู่เสมอ จงรั่วฉิงเดินผ่านหน้าประมุขเขาต้วนไปอย่างสุภาพเกรงใจ จากนั้นค่อยตะเบ็งเสียงคาดคั้นไปยังคนบนพื้น “ซูเหมินจิ่น เจ้าอยู่ดีๆ เหตุใดต้องแกล้งตายด้วย ถ้าไม่ใช่วันนั้นข้าออกมาเดินเล่นข้างนอกแล้วบังเอิญเห็นเจ้าที่นี่ เจ้าคงมิใช่…มิใช่ตั้งใจไม่บอกข้าตลอดชีวิตหรอกนะ”
นางเอ่ยไปก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมา กัดริมฝีปากล่าง ดวงตาโตมีน้ำตาคลอให้เห็นอยู่รางๆ ทว่าเท้ากลับไม่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนเพราะเหตุนี้เลยสักนิด ตรงกันข้ามยังเตะคนอย่างไม่เกรงใจอย่างยิ่ง
การเตะครั้งนี้ส่งผลให้คนที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นพลันงอตัวกระอักเลือด จากนั้นเรือนกายก็กระตุกเกร็ง ตะแคงตัวหมดสติไปด้วยใบหน้าอาบเลือด สภาพแน่นิ่งราวกับปลาตาย
“ศิษย์พี่ท่านเป็นอะไรไป ตื่นสิ ศิษย์พี่!” ฉุนจิ้งรีบพุ่งเข้าไปจะแบกคนขึ้นมา จนปัญญาที่เขามีร่างเล็กพละกำลังไม่พอ ได้แต่ร้องเรียกศิษย์พี่ทั้งหลายมาหามคนในท่าแขนขาชี้ฟ้า วิ่งเข้าไปในสำนักศึกษาอย่างว่องไว
จงรั่วฉิงถูกภาพฉากนี้ทำให้ตะลึงลาน ใบหน้าที่เดิมแดงก่ำเพราะโทสะยามนี้เหลือเพียงอาการทำอะไรไม่ถูก นางหันไปมองประมุขเขาต้วนที่อยู่ด้านข้างแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านอาจารย์ นะ…นี่เขาเป็นอะไรไป”
“คงเพราะ…โรคเก่ากระมัง…” ประมุขเขาต้วนมุมปากกระตุกพลางถอนใจ เอ่ยเพียงว่า “เฮ้อ นี่ก็…เวลาไม่เช้าแล้ว ในสำนักมีแต่บุรุษ ไม่เหมาะจะรั้งอยู่ ขอแม่นางกลับไปโดยเร็วเถิด”
ประมุขเขาต้วนทิ้งท้ายด้วยวาจานี้ เขามองดูเงาร่างสีชมพูแวบหนึ่งแล้วโคลงศีรษะน้อยๆ ก่อนหมุนกายจากไป