หลังจากปิดประตูสำนักประมุขเขาต้วนก็ถอนใจ หันหน้าไปดูฉุนเจี๋ยที่กำลังจะถูกคนหามเข้าไปในห้อง ตะคอกเสียงเฉียบ “ตัวบัดซบ! เจ้าจะแสดงไปถึงเมื่อไร”
ฉุนเจี๋ยได้ยินดังนั้น ทีแรกเขาเพียงลืมตา กวาดตามองไปโดยรอบอย่างไม่วางใจ เมื่อแน่ใจว่าพ้นวิกฤตแล้วจึงค่อยกระเด้งตัวขึ้นมา ใช้แขนเสื้อเช็ด ‘รอยเลือด’ ที่มุมปากจนเกลี้ยง ก่อนจะเอ่ยว่า “นึกไม่ถึงว่าผลไม้สีแดงไม่รู้ชื่อนี้นอกจากรสชาติไม่เลว ในจังหวะสำคัญยังรักษาชีวิตได้ด้วย!”
ระหว่างที่เอ่ยเช่นนี้ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยรอยยิ้มสุดจะเชื่อถือไม่ได้ ไหนเลยจะยังมีสภาพจะตายมิตายแหล่เช่นเมื่อครู่
ประมุขเขาต้วนส่ายหน้าอย่างหมดคำพูด
ฉุนเจี๋ยกลับยิ้มตาหยีประสานมือคารวะอีกฝ่ายพลางเอ่ย “เมื่อครู่เคราะห์ดีที่ได้ท่านอาจารย์ช่วยกู้สถานการณ์ หาไม่ศิษย์คงรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องไว้มิได้จริงๆ!” กล่าวจบก็ทำราวกับไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น กล่าวขอบคุณศิษย์พี่ทั้งหลายที่กำลังงงงันอยู่ด้านข้างทีละคน
“เจ้าก่อเรื่องเอง กลับลากข้าร่วมลงน้ำไปด้วย ช่างน่า…เฮ้อ!” ประมุขเขาต้วนเห็นท่าทีของศิษย์ผู้นี้ก็รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า กระนั้นยังไม่อาจทำอะไรอีกฝ่าย ทำได้เพียงถอนใจแล้วถอนใจอีก สุดท้ายจึงปล่อยศิษย์ที่เหลือไปกินข้าวเช้าก่อน
หากมิใช่เพราะผู้ที่ส่งศิษย์ผู้นี้เข้ามามีฐานะสูงส่งยิ่งยวด ไม่ว่าอย่างไรตัวเขาก็คงไม่มีทางรับศิษย์ยุ่งยากเฉกนี้เข้ามา ก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวันยังพอทำเนา กลับมักลากเขาให้พลอยติดร่างแหตามเก็บกวาดเรื่องวุ่นวายไปด้วยอยู่เป็นนิจ
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ! ทว่าดูจากนิสัยใจคอของแม่นางผู้นั้น เกรงว่าถึงเจ้าหลบพ้นวันนี้ก็หลบไม่พ้นวันพรุ่งนี้ ในเมื่อตัดสินใจเข้ามาเรียนในสำนักศึกษาชิงหงของข้า ก็จงตัดสิ่งรบกวนภายนอกเสีย จนกว่าจะสอบได้ผลสำเร็จจะล้มเลิกความตั้งใจไม่ได้เด็ดขาด! ส่วนเรื่องราวในอดีตอื่นใด เจ้าจัดการเองอย่างเหมาะสมเถอะ หากมีครั้งถัดไป ข้าจะไม่ช่วยเจ้าสะสางอีกแล้ว!” เมื่อในลานเหลือแต่พวกเขาสองคน ประมุขเขาต้วนก็ว่ากล่าวตักเตือนด้วยน้ำใสใจจริงหนึ่งคำรบ จากนั้นโบกมือเอ่ย “วันนี้แม้ความผิดเบา แต่จะลงโทษหนักให้หลาบจำ เจ้ากวาดลานสำนักให้สะอาดสะอ้าน จากนั้นค่อยไปกินข้าวเช้าก็แล้วกัน!”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ขอรับ คารวะท่านอาจารย์ขอรับ…” ฉุนเจี๋ยลากเสียงยาวอย่างว่าง่าย รอจนเงาคนหายลับไปจากประตูที่อยู่ไกลออกไป เขาพลันตะโกนเรียกดังลั่น “ฉุนจิ้ง! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
สิ้นเสียงเรียกคนผู้หนึ่งก็สาวเท้าเชื่องช้ามาเบื้องหน้า เป็นศิษย์น้องเล็กหนึ่งเดียวของเขา…ฉุนจิ้ง
ในเมื่อสนิทสนมกลมเกลียว มีทุกข์ไยจึงไม่ร่วมทุกข์เล่า ฉุนเจี๋ยยัดไม้กวาดใส่มือฉุนจิ้งแล้วกล่าวว่า “รีบกวาดลานให้สะอาดเสีย ท่านอาจารย์บอกว่าต้องกวาดให้สะอาดพวกเราจึงจะได้กินข้าวเช้า!”
“ท่านอาจารย์พูดชัดเจนว่าให้ท่านกวาด เหตุใดจึงโยนมาให้ข้าได้เล่า” ฉุนจิ้งรับไม้กวาดมา ทางหนึ่งกวาดพื้นแกรกๆ อย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ทางหนึ่งก็บ่นว่าเสียงค่อย
“เจ้าวางใจได้ ศิษย์พี่ของเจ้าเป็นคนมีน้ำใจเชื่อถือได้ ย่อมอดทนรอเจ้ากวาดเสร็จค่อยกินข้าวอย่างแน่นอน” ฉุนเจี๋ยทำหูทวนลม เดินตรงไปหยุดยืนอยู่ที่ริมกำแพงสำนักโดยไม่นำพา ลูบหมวกผ้าของตนส่งๆ “เจ้าไม่ต้องลนลาน ค่อยๆ กวาดเป็นใช้ได้! ศิษย์พี่ไม่เร่งเจ้าแน่!”
ถึงแม้ฉุนเจี๋ยจะกล่าวเช่นนี้ แต่ระหว่างฉุนจิ้งกวาดพื้น ใบหูกลับมิได้สงบเลย
“ฉุนจิ้งมิต้องตื่นลน ท้องศิษย์พี่ไม่ได้ร้องอยู่จริงๆ!”
“ฉุนจิ้งค่อยๆ กวาด อย่ารีบร้อนเป็นอันขาด อย่าลืมกวาดให้สะอาดสักหน่อยด้วยนะ!”
“ฉุนจิ้ง ศิษย์พี่เองก็เหมือนเจ้า ไม่ร้อนใจแม้แต่น้อย!”
“ฉุนจิ้งเจ้าอย่าเข้าใจผิด ศิษย์พี่หาได้เร่งเจ้า ไม่ได้กำลังเร่งเจ้าจริงๆ นะ!”
…
ตอนที่ฉุนจิ้งถูกเสียงหนวกหูนี้กวนให้รำคาญจนแทบอยากวิ่งชนกำแพงให้รู้แล้วรู้รอดก็พลันได้ยินเสียง ‘สวรรค์ลงมาโปรด’ อย่างปุบปับ “ศิษย์พี่จะไปห้องเวจ เจ้ากวาดต่อไปนะ!”
ฉุนจิ้งรู้สึกโล่งอก คิดในใจว่าในที่สุดโลกก็สงบเงียบเสียที การเคลื่อนไหวของมือจึงคล่องแคล่วขึ้นทันตา
ทว่ารอจนฉุนจิ้งทำความสะอาดเสร็จ ฉุนเจี๋ยราวกับตกห้องเวจไม่มีผิด ยังคงไม่กลับมา
หลังจากจัดวางไม้กวาดเรียบร้อยฉุนจิ้งก็กวาดตามองไปรอบสี่ทิศ ทว่าไม่เห็นเงาคน ขณะที่เขาเตรียมตัวออกตามหาก็คิดใหม่อีกครา ตัดสินใจไปโรงอาหารก่อนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด