จงรั่วฉิงวิ่งตะบึงกลับมาถึงบ้าน กระทั่งตอนปีนกำแพงเรือนหลังของบ้านตนในสมองพลันมีความคิดหนึ่งแล่นปราดขึ้นมา จู่ๆ ก็ตระหนักว่าตนเองน่าจะ…ถูกหลอกแล้ว…
นางมิใช่ยอดฝีมือในยุทธภพเสียหน่อย ทั้งฝ่ายตรงข้ามยังไม่ใช่เด็กสาวป่วยกระเสาะกระแสะ เตะเพียงครั้งเดียวจะทำให้กระอักเลือดได้อย่างไร
ดังนั้นนางที่อยู่ในท่าขี่คร่อมกำแพงจึงหักกิ่งไม้ที่อยู่ไม่ไกลกิ่งหนึ่งอย่างรุนแรงเพื่อระบายความเดือดดาลในอก
เสียงที่ไม่ดังมากนี้กลับสร้างความตกใจให้คนในห้อง หน้าต่างถูกผลักเปิดอย่างรวดเร็ว ซือฉินสาวใช้ในเรือนชะโงกหน้าออกมา กวาดตามองไปทั่วอย่างระวัง เมื่อเห็นเงาร่างบนกำแพงจึงรีบกดเสียงต่ำเอ่ย “คุณหนู รีบลงมาเจ้าค่ะ! ระวังถูกคนเห็นเข้า!”
จงรั่วฉิงเอามือยันต้นอู๋ถง ริมกำแพง กระโดดลงมาที่ตีนกำแพงอย่างคล่องแคล่วชำนาญ และกลับเข้าห้องด้วยความว่องไว
ซือฉินปิดประตูอย่างให้ความร่วมมือดีเยี่ยม ยื่นถ้วยน้ำชาให้พลางถาม “คุณหนู วันนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“ไม่ต้องพูดแล้ว ถูกเขาแกล้งกระอักเลือดตบตาผ่านไปเสียได้!” จงรั่วฉิงส่ายหน้าอย่างโมโหโทโส รับถ้วยชาไปดื่มอึกใหญ่แล้ววางลงแรงๆ “เฮอะ ถ้ามิใช่กลัวท่านพ่อท่านแม่จับได้แล้วเร่งร้อนกลับมา ข้าจะต้องซักไซ้เขาให้รู้แล้วรู้รอดอย่างแน่นอน!”
ซือฉินถูกรัศมีดุดันของนางทำให้หวั่นหวาด อดถามไม่ได้ว่า “คุณหนู ท่านแน่ใจหรือว่าคนผู้นั้นก็คือท่านเขย คงมิใช่…แค่หน้าตาเหมือนกัน? อย่างไรเสียหากเป็นเขาจริง เหตุใดต้องหลบเลี่ยงไม่พบหน้าคุณหนูด้วยเล่า”
“นี่ก็เป็นเรื่องที่ข้าคิดไม่ตก! ดีไม่ดีเขาอาจตกแม่น้ำความจำเสื่อม หรือไม่…” จงรั่วฉิงมุ่นคิ้วคิดไปคิดมา ทันใดนั้นก็ตบโต๊ะเอ่ย “เขาคงไม่ได้แกล้งตายเพื่อถอนหมั้นหรอกกระมัง”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเล่าคุณหนู ได้เอื้อมถึงการแต่งงานครั้งนี้ ท่านเขยจะดีใจยังแทบไม่ทันด้วยซ้ำ” ซือฉินยิ้มระรื่นเอ่ยปลอบ “นึกถึงแต่ก่อนด้านนอกประตูคฤหาสน์ของพวกเรามีคนตั้งมากเท่าใดต่อแถวรอให้คุณหนูยอมรับคำสู่ขอ ล้วน…” นางเอ่ยได้ครึ่งหนึ่งก็นึกอะไรได้ รีบยกมือปิดปากสงบคำทันควัน
จงรั่วฉิงคาดเดาอะไรได้ จึงถลึงตามองอีกฝ่ายพลางซักไซ้ “วันนี้แม่สื่อถูกปฏิเสธกลับมาอีกใช่หรือไม่”
ซือฉินกัดริมฝีปากพลางพยักหน้า
จงรั่วฉิงหรี่ตา “กล่าวว่าอย่างไร”
ซือฉินถามอย่างระวัง “คุณหนู ท่าน…อยากฟังความจริงจริงๆ หรือเจ้าคะ”
จงรั่วฉิงทำใจเหี้ยมเอ่ยว่า “พูดมา!”
ซือฉินเอ่ยเสียงแผ่วหวิว “แม่สื่อบอกว่าเทียวไปทั่วตระกูลใหญ่ทั้งหลายในเมืองหลวงแล้ว แต่ล้วน…ไม่มีคนตอบรับ”
หลังฝังศพซูเหมินจิ่นไม่นานอัครมหาเสนาบดีซูก็รับจงรั่วฉิงเป็นบุตรสาวบุญธรรมเพราะกลัวนางจะได้รับผลกระทบเรื่องซูเหมินจิ่น แต่เขากลับกลายเป็นตัวตั้งตัวตีติดต่อแม่สื่อเจรจาแต่งงานแทนนาง
น่าเสียดาย ผลที่ได้ไม่ตรงตามความคาดหวังนัก…
ด้วยเหตุนี้จงรั่วฉิงจึงไม่แปลกใจกับคำบอกเล่าของซือฉินสักนิด นางขบคิดอยู่สักพัก สุดท้ายยังถามอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “ครั้งนี้เพราะเหตุผลใดอีก”
“ก็ยังเป็นถ้อยคำคร่ำครึซ้ำซากพวกนั้น” ซือฉินเสียงเบาลงอีกหลายส่วน “บอกว่าคุณหนูไม่ทันออกเรือนก็พิฆาตว่าที่สามีแล้ว ชะตาพิฆาตสามีแกร่งกล้าไม่ธรรมดา จึงไม่มีผู้ใด…กล้ารับปาก”
จงรั่วฉิงสีหน้าย่ำแย่ลงเล็กน้อย ปากกลับไม่หยุดซัก “มีอะไรอีก”
ซือฉินเสียงเบาดุจยุงบิน “ยังกล่าวว่าเป็นเพราะคุณหนูคิดถึงท่านเขย ส่งผลให้สติเลื่อนลอยไม่ปกติเท่าใด จึง…ไม่กล้ารับปากอีกเช่นกัน” เห็นใบหน้าของคุณหนูดำคล้ำปานก้นหม้อแล้ว ซือฉินก็รีบเอ่ยอีก “แต่ว่า…ก็ใช่จะไม่มีคนตอบรับ! มีตระกูลหนึ่งแสดงออกว่าสนใจคุณหนูอย่างยิ่ง!”
จงรั่วฉิงสองตาเป็นประกาย “ตระกูลใด”
“หลงจู๊สยงร้านขายเนื้อหมูทางถนนทิศตะวันตกมีญาติที่บ้านนอก…”
“ยอมไม่ได้ ยอมไม่ได้โดยแท้!” จงรั่วฉิงตบโต๊ะลุกขึ้น หมดความอดทนในที่สุด “ซูเหมินจิ่นตัวบัดซบน่าถูกฟันเป็นหมื่นครั้งพันครั้ง!”
นึกถึงปีนั้นที่จงรั่วฉิงอาศัยว่าเกิดจากตระกูลวานิชอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ประกอบกับรูปโฉมที่แม้จะไม่นับว่างามล้ำเหลือปานเทพธิดาจุติมา แต่ก็อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่างามชั้นเลิศ จะอย่างไรก็สามารถขนานนามได้ว่าเป็น ‘หนึ่งบุปผางามของเมืองหลวง’ ก่อนหมั้นหมายกับซูเหมินจิ่นก็มีแม่สื่อมาเจรจาทาบทามถึงเรือนจนหัวกระไดไม่แห้ง
ต่อมาเมื่อมีกำหนดการหมั้นหมายกับซูเหมินจิ่นที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แม้ทั้งคู่จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ห่างไกลจากคำว่าเข้ากันได้ดีเป็นฉินเซ่อบรรเลงประสาน* มากนัก ถึงกระนั้นจงรั่วฉิงก็ยังคงกระหยิ่มยิ้มย่อง ด้วยฐานะและรูปร่างหน้าตาเช่นนั้นของซูเหมินจิ่น เหล่าคุณหนูสหายสนิทตระกูลมั่งมีทั้งหลายในห้องหอของนางต่างก็อิจฉา ริษยา ชิงชัง ทั้งยังแทบจะเคียดแค้นจนต้องเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเพราะนางกันหมดมิใช่หรือ