ผู้ใดจะคาดคิด กาลเปลี่ยนผันลมเปลี่ยนทิศ บัดนี้นางแบกรับชื่อเสียงพิฆาตสามีตลอดจนสติไม่สมประกอบ ไม่เพียงไม่มีใครมาเจรจาหมั้นหมาย กระทั่งแม่สื่อที่ส่งออกไปยังคว้าน้ำเหลวกลับมา
กล่าวโดยสรุปคือนางขายไม่ออกตั้งแต่นี้เป็นต้นไปแล้ว…จงรั่วฉิงคิดถึงตรงนี้เรือนกายพลันไหววูบ รู้สึกเพียงประหนึ่งฟ้าผ่ากลางกระหม่อมกลางวันแสกๆ
ปัญหาคือหากคนตายจริงก็แล้วไป ทว่าตัวต้นเหตุผู้นั้นยามนี้กลับกำลังลอยหน้าลอยตาใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ที่สำนักศึกษา ส่วนนางต้องมาเก็บกวาดปัญหายุ่งยากแทนเขาอยู่ที่นี่ จงรั่วฉิงยิ่งคิดยิ่งโมโหพลุ่งพล่าน
“ตัวบัดซบนั่น หากลากตัวเขาออกมาไม่ได้ข้าก็ไม่ขอเป็นคนอีก!” นางหมอบกับโต๊ะหอบหายใจแรงดุจวัว เอ่ยพลางกัดฟันกรอด
ซือฉินช่วยลูบหลังให้นางอยู่ด้านข้าง เอ่ยอย่างระวัง “แต่ว่า…ต่อให้ฉุนเจี๋ยผู้นั้นเป็นท่านเขยจริงๆ ทว่าเขาไม่ยอมรับ เราต้องทำเช่นไรดีเล่าเจ้าคะ”
จงรั่วฉิงกัดริมฝีปากล่างขบคิดอยู่เป็นนาน ทันใดนั้นก็ลุกพรวดขึ้นนั่งหลังตรง กวักมือเรียกซือฉินด้วยท่าทางลึกลับ
ซือฉินขยับเข้าไป ได้ยินอีกฝ่ายกระซิบแผนการทั้งหมดจนจบ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเป็นซับซ้อนยิ่งยวดทันควัน “คุณหนู นี่…จะดีจริงๆ หรือเจ้าคะ”
“ไม่หักใจสละบุตรย่อมจับหมาป่าไม่ได้ ไม่เข้าถ้ำเสือ แล้วจะจับบุรุษได้อย่างไร!” จงรั่วฉิงดวงตาเปล่งประกายราวกับกำลังจะกล่าวว่า ‘แผนการยอดเยี่ยมเฉกนี้จะไปหาที่ใดได้อีก’ นางตบโต๊ะเอ่ย “ตกลงตามนี้!”
กลางฤดูคิมหันต์ แสงแดดยามอรุณรุ่งร้อนแรงเป็นพิเศษ
ด้านนอกประตูใหญ่ของสำนักศึกษาชิงหง ฉุนเจี๋ยตาปรืออ้าปากหาวกว้าง ทางหนึ่งถือไม้กวาดปัดกวาดพื้นไปอย่างส่งเดช อีกทางหนึ่งก็ใคร่ครวญว่าอีกประเดี๋ยวตอนกินอาหารเช้าจะแย่งซาลาเปาของตนกลับมาจากศิษย์พี่ใหญ่ได้อย่างไร จากนั้นค่อยเกลี้ยกล่อมศิษย์พี่สามให้หลอกขโมยซาลาเปาจากศิษย์พี่รองมาอีกลูก จะได้นำมามอบให้ศิษย์พี่สี่เพื่อกระชับมิตรไมตรี
ขณะที่กำลังขบคิดเขาพลันได้ยินเสียงรถม้าดังจากไกลมาใกล้ ล้อรถหมุนบดเร็วรี่ ในยามเช้าตรู่ไร้ผู้คนเสียงจึงดังชัดเจนเป็นพิเศษ
เพื่อให้ศิษย์ของตนห่างไกลจากทางโลกอันเต็มไปด้วยสิ่งเย้ายวน ประมุขเขาต้วนจึงสร้างสำนักศึกษาขึ้นกลางป่าลึกภูเขาสูงห่างไกลที่กระทั่งนกยังไม่มาถ่ายมูลแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้ห่างไกลจากเมืองหลวงอย่างยิ่ง สงัดเงียบไร้สิ่งรบกวนโดยแท้ ต่อให้ศิษย์คิดถอดใจกลางคันก็ไม่มีวิธีหนีกลับบ้านเอง
ทว่าวันนี้กลับมีคนมาหาถึงสำนักศึกษา? นี่เป็นเรื่องที่หาได้ยากจริงแท้! ขณะคิดดังนี้ฉุนเจี๋ยก็หยุดเรื่องที่กำลังทำอยู่แล้วชะเง้อคอมองไปทางต้นเสียง
รถม้าคันหนึ่งปรากฏขึ้นบนถนนสายเล็กอันคดเคี้ยวมุ่งหน้ามาทางนี้ ไม่นานก็หยุดจอดตรงเบื้องหน้าเขา
รถม้าคันนั้นมีขนาดใหญ่โต การประดับตกแต่งสุดจะหรูหรางดงาม มองผาดๆ ก็รู้ว่ามาจากตระกูลมีฐานะ แต่แล้วพอเห็นหน้าคนบังคับรถชัดเจน ฉุนเจี๋ยกลับประหนึ่งเห็นผี รีบโยนไม้กวาดทิ้งชักเท้าถลันเข้าประตูสำนัก จากนั้นก็พบว่าประมุขเขาต้วนสวมเสื้อคลุมใหม่เอี่ยมยืนอยู่ที่ธรณีประตูแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่ทั้งสี่ตลอดจนศิษย์ระดับต่างๆ ก็ล้วนแต่งตัวเป็นผู้เป็นคนติดตามอยู่ด้านหลัง
“วันนี้มีแขกสำคัญมาเยือน” ประมุขเขาต้วนชิงเอ่ยปากตัดหน้าฉุนเจี๋ย “รีบจัดเสื้อผ้าเจ้าให้ดี ตามข้าออกไปต้อนรับ”
ฉุนเจี๋ยเหลือบมองรถม้าด้านหลังด้วยหางตา กลืนน้ำลายเอ่ย “ท่านอาจารย์ ศิษย์…ศิษย์ท้องเสีย!”
“กลั้นไว้!” ประมุขเขาต้วนถลึงตาใส่เขา ทิ้งท้ายด้วยสองคำนี้อย่างเข้มงวดน่าเกรงขาม ก่อนเดินตรงดิ่งออกไปด้านนอก
ลูกไม้ถูกเปิดโปงเช่นนี้ฉุนเจี๋ยก็ไร้หนทาง ได้แต่ยกแขนเสื้อบังหน้า เดินตามอยู่หลังสุดด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ
บนที่โล่งด้านนอกประตูสำนัก รถม้าคันมหึมาจอดลงอย่างมั่นคงเรียบร้อย ม่านรถถูกเลิกเปิด สองสามีภรรยาวัยชราเยื้องย่างลงมาจากด้านใน ทั้งคู่สวมเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราประณีต อากัปกิริยานุ่มนวลสง่างาม เหมาะสมกับระดับชั้นของรถม้าคันนี้อย่างยิ่ง
ประมุขเขาต้วนก้าวเข้าไปต้อนรับ ประสานมือเคารพเอ่ย “นายท่านจงกับฮูหยินมิได้พบกันนาน สบายดีหรือไม่”
คู่สามีภรรยาสกุลจงแสดงคารวะตอบอย่างนอบน้อมเกรงใจ สองฝ่ายทักทายปราศรัยกันสองสามประโยค กลับมิได้อ้อมค้อมตรงเข้าประเด็นทันที