บทที่ 2
ไม่เข้าถ้ำเสือ แล้วจะจับบุรุษได้อย่างไร
เช้าตรู่วันนี้หลังจากทำความสะอาดลานสำนักเสร็จศิษย์ทั้งหมดก็มารวมตัวกันที่โรงอาหารตามธรรมเนียม เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมอันเป็นที่ชื่นชอบที่สุดในสำนักศึกษาชิงหง…กินข้าว
ที่โต๊ะสี่เหลี่ยม ประมุขเขาต้วนย่อมนั่งในตำแหน่งประธาน
ที่เหลือนั่งไล่ไปตามลำดับก่อนหลังทั้งสองฝั่งโต๊ะ เริ่มจากศิษย์พี่ใหญ่ทั้งสี่ที่อายุมากที่สุดของสำนักศึกษา ถัดไปเป็นศิษย์ที่อาวุโสน้อยกว่านั่งตามลำดับอาวุโส
ประมุขเขาต้วนกินข้าวเร็วอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาล้วนลุกจากโต๊ะก่อนเพื่อไปเตรียมตัวสำหรับคาบเรียนช่วงเช้า
ต่อหน้าอาจารย์ ทุกคนจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ดีงามของ ‘ศิษย์ประพฤติดีผู้ซื่อสัตย์อยู่ในกฎระเบียบ’ เสมอ เวลาผ่านไปนานเข้าก็ออกจะยากลำบากอยู่บ้างอย่างไม่อาจเลี่ยง ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ประมุขเขาต้วนลุกออกจากโต๊ะจนถึงก่อนคาบเรียนช่วงเช้าจะเริ่มขึ้น ช่วงเวลาว่างที่ไร้คนควบคุมนี้จึงกลายเป็นเวลาดีเยี่ยมสำหรับการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง
ศิษย์พี่ใหญ่ฉุนโฮ่วมักเป็นคนกระเหี้ยนกระหือรือที่สุด แม้เขาจะมีร่างกายสูงใหญ่ ตัวหนักร่างหนา แต่มือไม้กลับว่องไวปราดเปรียวยิ่ง โดยเฉพาะกระบวนท่า ‘ฝ่ามือมังกรเหินทะลวงเมฆา’ ตอนขโมยหมั่นโถวในชามของคนข้างเคียงซ้ายขวานั้นเรียกได้ว่าไปมาว่องไวดุจวายุ ไม่ทิ้งร่องรอยสักนิดเดียว รอจนอีกฝ่ายสังเกตเห็น หมั่นโถวก็ย้ายไปอยู่ในท้องเขาอย่างปลอดภัยแล้ว
ได้ยินว่าศิษย์พี่ใหญ่ไม่เห็นด้วยกับปริมาณอาหารของสำนักศึกษาอย่างยิ่ง เคยเสนอให้เพิ่มอาหารเพิ่มปริมาณ กลับถูกประมุขเขาต้วนตีข้อเสนอตกไปอย่างไร้ไมตรีโดยอ้างว่าต้องการกระตุ้นให้เขาลดน้ำหนัก ทั้งยังระงับสิทธิ์การเสนอความเห็นซ้ำอีกครั้ง
ศิษย์พี่ใหญ่ไร้ทางเลือก ได้แต่ทำดีลับหลัง ใช้วิธีเคลื่อนย้ายอาหารมอบโอกาสลดน้ำหนักอันล้ำค่าให้แก่เหล่าศิษย์คนอื่นๆ โดยรอบ
ภาพเหตุการณ์ที่ศิษย์พี่ใหญ่ออกฝ่ามือมังกรเหินทะลวงเมฆาแต่ไรมาล้วนไม่รอดพ้นสายตาคมกริบของศิษย์พี่รองฉุนผู่ แต่ไรมาศิษย์พี่รองถือตนเป็นปัญญาชนผู้หนึ่ง ขนานนามตนเองว่าเป็นชายหนุ่มชั้นยอดผู้มีความรู้ความสามารถกว้างขวาง มีวาทศิลป์เป็นเลิศที่สุดของสำนักศึกษาชิงหง ต่อให้กินข้าวในกระเป๋าเสื้อก็ยังไม่ลืมใส่หนังสือไว้เล่มหนึ่งเพื่ออวดท่วงทีทรงภูมิของตน
ทุกคราวที่เห็นศิษย์พี่ใหญ่ประพฤติตนไม่เหมาะสมเช่นนี้ ศิษย์พี่รองเป็นต้องอ่านหนังสือพลางโคลงศีรษะ แล้วเอ่ยอย่างสะท้อนใจว่า ‘อยู่ใกล้หมูติดกิน อยู่ใกล้หมึกเปรอะดำ’
น่าเสียดายที่ทุกครั้งเมื่อสิ้นเสียงพูด สิ่งที่ตอบเขากลับมามีเพียงเสียงกินข้าวง่ำๆๆ ของผู้คนโดยรอบ ด้วยขาดผู้ฟังและสหายรู้ใจ ส่งผลให้คำพูดกระทบกระเทียบที่เขาเห็นว่าไหวพริบดีและเปี่ยมความเย้ยหยันนี้ไม่ได้รับผลที่ควรโดยสิ้นเชิง
การไร้ผู้ทัดเทียมช่างแสนโดดเดี่ยว…
ส่วนศิษย์พี่สี่ฉุนชุ่ยกลับอยู่ในสภาพตีหน้าตายเสมอ ใช้ความเร็วสม่ำเสมอในการกินหมั่นโถวคำหนึ่ง กินโจ๊กคำหนึ่ง กัดหมั่นโถวคำหนึ่ง กินโจ๊กคำหนึ่ง…ไม่ว่ารอบตัวเกิดเรื่องใดก็ล้วนประหนึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเขา
เพียงแต่กรงเล็บปีศาจของศิษย์พี่ใหญ่โดยปกติจะไม่ยื่นไปทางเขา เพราะตอนที่มือยังไม่ทันเอื้อมถึงหมั่นโถวของศิษย์พี่สี่ กระบี่ของศิษย์พี่สี่ก็อาจมาจ่อที่คอของศิษย์พี่ใหญ่แล้ว แม้หมั่นโถวจะดี แต่ถึงที่สุดก็ไม่ควรค่าให้สละชีวิตเพื่อมัน หลังจากไม่นานก่อนหน้านี้ศิษย์พี่ใหญ่เจอดีเข้าไปครั้งหนึ่ง ก็ลากอีกฝ่ายเข้าสู่ ‘บัญชีดำของการขโมยหมั่นโถว’ โดยสมบูรณ์
อะไรนะ เหตุใดจึงไม่เอ่ยถึงศิษย์พี่สามน่ะรึ
อย่าได้รีบร้อน อย่าได้รีบร้อนไป ในบรรยากาศคึกคักเช่นนี้ ย่อมขาดศิษย์พี่สามฉุนเจิ้งจอมซุบซิบผู้นี้ไปไม่ได้ ช่วงเวลาอาหารเช้าทั่วทั้งโรงอาหารมีเขาผู้นี้ยุ่งที่สุด ปากหนึ่งปากนอกจากต้องกินข้าว ยังต้องลากเหล่าศิษย์น้องรอบตัวมาสืบข่าวและแสดงความเห็น ประเด็นที่ถกเถียงกว้างขวางยิ่ง ตั้งแต่เรื่องนโยบายผูกสัมพันธ์ต่างแคว้นที่ฮ่องเต้เทียนหมิ่นกำลังจะดำเนินการตลอดจนผลกระทบอันลึกซึ้งที่จะตามมา ไปจนถึงลูกสุนัขที่แม่สุนัขตัวหนึ่งในหมู่บ้านสกุลหลี่ละแวกใกล้เคียงคลอดออกมาควรชื่อเสี่ยวชีหรือเสี่ยวปา…กล่าวได้ว่าเรื่องบนฟ้ารู้ครึ่งๆ เรื่องบนดินรู้ทุกเรื่อง