เพียงวันนี้ศิษย์พี่สามกลับสงบเสงี่ยมลงไปมาก เขามิได้คุยฟุ้งน้ำไหลไฟดับท่ามกลางสายตาเลื่อมใสของผู้คนเหมือนที่แล้วมา แต่กลับลากคนรอบตัวมาสุมหัวซุบซิบ ซ้ำยังพูดพลางเงยหน้าส่งสายตามองไปทางอีกมุมหนึ่งของโต๊ะอีกด้วย
ขณะที่ฉุนเจี๋ยซึ่งเป็นจุดรวมสายตาตั้งแต่ต้นจนจบกลับเพียงนั่งเรียบร้อยลมแปดทิศพัดผ่านไม่สะท้าน ราวกับมีวิชาระฆังทองคุ้มกายและวิชาภูษาเหล็กอยู่ในร่าง สามารถต้านทานทุกสิ่งไว้ภายนอกโดยไม่เอนเอียงแม้แต่น้อย
กระทั่งฉุนจิ้งจู่ๆ ก็ขยับมาใกล้ ถองเขาพลางถาม “ศิษย์พี่ ท่านว่าคุณหนูจงผู้นั้นมาที่สำนักศึกษาของพวกเรา ที่แท้เพื่อเรียนหนังสือหรือเพื่อไล่ตามท่านกันแน่”
ฉุนเจี๋ยรู้ว่าศิษย์น้องผู้นี้เป็นเหยื่อหัวทื่อที่ถูกศิษย์พี่สามลวงให้มาสืบข่าว จึงหันหน้าไปตีหน้าตายใส่ใบหน้าเฝ้ารอคอยของฉุนจิ้ง จากนั้นอึดใจเดียวก็หันหน้ากลับไปหาหมั่นโถว วางท่าราวกับใดๆ ในโลกล้วนว่างเปล่า เคี้ยวกร้วมๆ ต่อ
กระนั้นหัวใจฝักใฝ่เรื่องชาวบ้านของฉุนจิ้งกลับแน่วแน่เป็นอย่างมาก เขานั่งลงด้านข้างราวกับเป็นภรรยาตัวน้อย อดทนรอฉุนเจี๋ยกลืนหมั่นโถวไปสองลูก กินโจ๊กใสจนเกลี้ยง จึงค่อยถามต่อว่า “จะว่าไปนะศิษย์พี่ ในเมื่อท่านเกิดที่หมู่บ้านหม่าหลัน ตำบลก่านเชิ่ง เหลียนฮวาโกวอะไรนั่น เหตุใดจึงไม่ทำการเกษตรอยู่บ้าน ทว่ามาเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาชิงหงเล่า นอกจากนี้ท่านกับซูเหมินจิ่นผู้นั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกันสักนิดจริงหรือ ถ้าท่านไม่ใช่เขาตัวจริงหรือจะเป็นพี่น้องฝาแฝดอะไรอย่างนี้”
ฉุนเจี๋ยกลั่นความรู้สึกออกมาอย่างตั้งใจ แล้วพลันยกมือเคาะมะเหงกโป๊กใหญ่ใส่หน้าผากเกลี้ยงเกลาของอีกฝ่าย เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉุนจิ้ง แม้เจ้าเพิ่งเข้ามาไม่นาน แต่ถึงอย่างไรก็รู้กฎเกณฑ์ของสำนักศึกษา ในเมื่อมาแล้วก็ควรตั้งสมาธิมุ่งมั่นพากเพียรเรียนหนังสือจึงจะถูกต้อง เหตุไฉนในสมองจึงมีแต่ความคิดเลอะเทอะเลื่อนเปื้อนเหล่านี้ การสอบเซียงซื่อ ครั้งถัดไปก็คือปีหน้า เจ้าอยู่ไม่นิ่งไม่สงบเช่นนี้จะสอบได้ผลสำเร็จ สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลได้อย่างไร”
พอจบประโยคนี้ภายในโรงอาหารพลันเงียบสงัดไร้สรรพเสียง ศิษย์พี่ทั้งหลายประหนึ่งมองเห็นท่าทางอาจารย์สั่งสอนพวกเขาในวันปกติ ต่างก้มหน้าด้วยความละอายที่เมื่อครู่ตนเองบังเกิดความคิดไม่สมควร
“ฉุนจิ้ง เจ้ายังเยาว์ หันหลังกลับทัน ยังแก้ไขได้” ฉุนเจี๋ยที่ประมุขเขาต้วนลงมาประทับร่างจับไหล่ฉุนจิ้งเบาๆ แล้วเอ่ยชี้แนะด้วยความหวังดีเสริมอีกประโยค ใบหน้าท่าทางเคร่งขรึม ราวกับว่าคนที่ก่อความวุ่นวายในสำนักศึกษาชิงหงจนไก่บินสุนัขกระโดดไม่เว้นแต่ละวันไม่ใช่ตัวเขาเองโดยสิ้นเชิง
ยามนี้เองเสียงระฆังสำริดในลานพลันส่งเสียงดังเหง่งหง่างทำลายความเงียบภายในโรงอาหาร บ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลาท่องตำรารับอรุณแล้ว
“รีบไปโถงตำราเถอะ อย่าเสียเวลาเปล่าๆ อยู่ที่นี่เลย” เมื่อได้ยินเสียงระฆัง ฉุนเจี๋ยก็ลุกขึ้นราวกับไม่เคยเกิดเรื่องใด สาวเท้าข้ามธรณีประตูออกไปก่อน
เพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าว หางตาเหลือบไปเห็นศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งโรงอาหารถูกตนเองกลั่นแกล้งจนอึ้งงันอยู่กับที่ ฉุนเจี๋ยก็ขำพรืดออกมาอย่างทนไม่ไหวจริงๆ
ทว่ายังไม่ทันหยุดเสียงหัวเราะเขาก็แข็งทื่อไปกลางคันเสียก่อน
ใต้ต้นกุ้ย กลางลานของโรงอาหารต้นนั้นมีเงาร่างเล็กหยุดยืนอยู่
ฉุนเจี๋ยผงะ ไม่แม้แต่จะคิดก็หมุนตัววิ่งกลับเข้าไปในโรงอาหาร น่าเสียดายที่เขาไม่รู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่มาปรากฏตัวที่ประตูตั้งแต่เมื่อใด เรือนกายสูงใหญ่กำยำดุจผนังทองแดงกำแพงเหล็กนั้นหาใช่ผู้ใดก็สามารถหลบไปได้โดยง่าย
ศีรษะของฉุนเจี๋ยชนเข้าอย่างจัง ไม่ทันได้เปลี่ยนเส้นทาง เสียงหนึ่งก็ดังตามมาด้านหลังทันที…