บทที่ 3
ฉุนเจี๋ยกับสุนัข ห้ามบุกรุก
ยามเย็นวันนี้หลังจากประมุขเขาต้วนกินข้าวเสร็จแล้วลุกออกไปก่อน ทั้งโรงอาหารก็ครึกครื้นดังเช่นที่แล้วมา
ศิษย์พี่ใหญ่ด้อมๆ มองๆ ถ้วยข้าวโดยรอบอีกตามเคย เตรียมรอโอกาสยื่นกรงเล็บปีศาจไปยังหมั่นโถวขาวลายริ้วเหล่านั้น ศิษย์พี่รองยังคงส่ายหน้าโคลงศีรษะทำท่าเศร้าซึม ประเดี๋ยวนั่งสมาธิ ประเดี๋ยวถอนใจเช่นเดิม ศิษย์พี่สามลากศิษย์น้องทั้งซ้ายขวามาพูดคุยเป็นคุ้งเป็นแคว ถกปัญหาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันเหมือนอย่างเคย ศิษย์พี่สี่ก็ตีหน้าตายกัดหมั่นโถว กินโจ๊กใส กัดหมั่นโถวอีก กินโจ๊กใสอีกตามปกติ
ภายในสำนัก ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนคล้อยไปทางทิศตะวันตก แสงสว่างสีทองอร่ามลอดผ่านแมกไม้ดกครึ้มลงมาปกคลุมบนร่างของผู้คน สงบสุขร่มเย็นดุจแสงพุทธะส่องหล้า
หนึ่งวันอันสงบสุขงดงามของสำนักศึกษาชิงหงคล้ายกำลังดำเนินสู่ช่วงท้าย…
แต่ก็แค่ ‘คล้าย’ เท่านั้น
บรรดาศิษย์กินอาหารกันไปสักพัก จู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นโดยพร้อมเพรียง ขมวดคิ้วมองหน้ากันไปมา ล้วนรู้สึกไม่ชอบมาพากลนัก ราวกับขาดอะไรไป…
เมื่อครุ่นคิดโดยไร้เสียงอยู่ชั่วครู่ ศิษย์พี่สามก็ค้นพบความผิดปกติเร็วที่สุด
“เอ่อคือ…” เขาถาม “ระยะนี้พวกเจ้าเห็นศิษย์น้องฉุนจื้อบ้างหรือไม่”
ศิษย์พี่ใหญ่หยุดปากที่กำลังเคี้ยวหมั่นโถว ส่ายหน้า หันมองศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่รองคลายหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น ส่ายหน้า หันมองศิษย์พี่สี่ ศิษย์พี่สี่สั่นศีรษะด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก หันหน้าไป พบว่าด้านข้างเป็นผนัง…จึงได้แต่เบนสายตามองไปยังฝั่งตรงข้ามของตน…ฉุนเจี๋ย
ฉุนเจี๋ยกินดื่มเต็มที่โดยไม่ทุกข์ร้อนมาตลอด ยามนี้พลันสัมผัสได้ถึงสายตาร้อนแรงก็โยนหมั่นโถวทิ้งทันควัน ยกสองมือป้องหน้าอก “มองข้าทำอันใด ขะ…ข้าไม่ได้เห็นนางนานแล้วเช่นกัน! ทำบุญทำทานละเว้นข้าเถิด มีชีวิตอย่างสงบสองสามวันนั้นไม่ง่ายดายเลยจริงๆ!”
ศิษย์พี่ทั้งสี่ได้ยินดังนั้นก็แลกเปลี่ยนสายตาเป็นนัยกันครู่หนึ่ง ผิดปกติ ผิดปกติอย่างไม่ต้องสงสัย…
แม้ติดว่าชายหญิงไม่พึงชิดใกล้ พวกเขามีโอกาสพบหน้าจงรั่วฉิงไม่มาก ทว่าตั้งแต่หลายวันก่อนที่อีกฝ่ายเอะอะมะเทิ่งวิ่งพล่านไปทั่วสำนัก จนบัดนี้นอกจากโผล่หน้าตอนเข้าเรียนก็ไม่เห็นเงาคนอีก การเปลี่ยนแปลงปุบปับเยี่ยงนี้ไม่ปกติอย่างยิ่ง ในฐานะศิษย์พี่ย่อมต้องแสดงความห่วงใยสักหน่อย
ขณะใคร่ครวญเหตุผลที่เป็นไปได้ ทันใดนั้นก็เห็นเงาร่างสีเขียวสายหนึ่งแวบผ่านไปด้านนอกโรงอาหาร หาใช่ใครอื่น เป็นสาวใช้ประจำตัวของจงรั่วฉิง…ซือฉิน
เมื่อรู้ว่านางมาตักข้าวให้คุณหนูบ้านตน ศิษย์พี่สามพันกวักมือเรียกนางไปทางด้านนอก ร้องว่า “แม่นางซือฉิน!”
ซือฉินได้ยินก็หยุดฝีเท้า คลี่ยิ้มมีมารยาทให้คนในประตูพลางเอ่ย “คารวะศิษย์พี่ทั้งหลาย”
“ยินดีๆ” ศิษย์พี่สามรู้จักดูแลจัดแจงมากที่สุด ยามนี้ลุกเดินมาที่ประตูเรียบร้อย มองดูกล่องอาหารในมือนาง แล้วถามว่า “หมู่นี้ไฉนจึงไม่เห็นศิษย์น้องเล็กฉุนจื้อเลย นางสบายดีหรือไม่”
ซือฉินได้ยินคำถามนี้รอยยิ้มบนหน้าก็พลันสลายไปไม่เหลือหลอ ก่อนถอนใจเอ่ย “ช่วงนี้คุณหนูเริ่มคิดถึงท่านเขยที่ยังไม่ทันได้เข้าพิธีแต่งงานของนางอีกแล้ว ระทมหม่นไหม้ ห่อเหี่ยวตรอมใจ น้ำตานองหน้า นอนเตียงไม่ลุก อยู่ไม่สู้ตาย เจ็บปวดรวดร้าวไม่อยากมีชีวิต…ดังนั้นจึงไม่ออกมาข้างนอกน่ะเจ้าค่ะ” ระหว่างเอ่ยวาจายังเหลือบมองเข้าไปในประตูแวบหนึ่ง
ที่มุมโต๊ะ คนบางคนกำลังยัดหมั่นโถวที่เหลือในมือใส่ปากทั้งหมด จากนั้นกลืนลงท้องด้วยสีหน้าพึงพอใจ
“ร้ายแรงเพียงนั้นเชียว ล้มป่วยหรือ ต้องแจ้งท่านอาจารย์ให้เชิญท่านหมอมาตรวจหรือไม่” ศิษย์พี่สามกล่าวอย่างตระหนก
“นั่นไม่จำเป็น คุณหนูเป็นเช่นนี้เพราะโรคทางใจ” ซือฉินส่ายหน้า ปรายตามองเข้าไปในประตูอีก แล้วเปล่งเสียงดังขึ้นหลายส่วน “โรคทางใจรักษาได้ด้วยยาทางใจเท่านั้น ผู้ใดผูกกระดิ่งผู้นั้นต้องเป็นคนแก้”
ในคลองจักษุของซือฉินเห็นคนบางคนกำลังดื่มโจ๊กใสอึกๆๆ หน้าทั้งหน้าถูกถ้วยใบโตบังเสียมิดชิด
“เรื่องอย่างโรคทางใจเป็นเช่นนี้จริงๆ ชายหญิงไม่พึงชิดใกล้ก็ไม่สะดวกไปเยี่ยม หวังว่าศิษย์น้องระหว่างเรียนหนังสือพักผ่อนจิตใจอยู่ที่นี่จะสามารถหายดีขึ้นได้โดยไว” ศิษย์พี่สามตบหน้าอก “ต้องการความช่วยเหลืออะไร ขอให้มาหาพวกเราได้เต็มที่!”
“ขอบคุณศิษย์พี่สามและศิษย์พี่ทั้งหลาย” ซือฉินยอบกายเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปที่มุมหนึ่งของโต๊ะกินข้าวชั่วครู่
คนบางคนกำลังฉวยโอกาสที่ความสนใจของทุกคนไปอยู่ที่นอกประตู ยื่นปลายตะเกียบไปหาหมั่นโถวของที่นั่งข้างเคียงด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ อีกเพียงนิดก็จะบรรลุผล
ซือฉินกัดริมฝีปากล่างอย่างไม่ยินยอม ใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีในร่างถอนใจเฮือกก่อนหมุนตัวจากไป
ฉุนเจี๋ยถูกเสียงถอนใจที่เหมือนจะขาดใจของนางนี้ทำให้สะดุ้งโหยง มือสั่นวูบ หมั่นโถวสีขาวที่ปลายตะเกียบหล่นกลับลงไปในถ้วยข้างเคียง เมื่อเห็นศิษย์พี่ด้านข้างหลุดจากภวังค์ เขาก็ได้แต่รีบหดตัวไปด้านหนึ่ง ลอบตบหน้าอกไปมาเบาๆ
ตอนหางตาเหลือบมองไปทางด้านนอกประตูโรงอาหาร ก็ไม่เหลือแม้แต่เงาของซือฉินให้เห็นแล้ว