จงรั่วฉิงเกาะประตูห้องลอบมองสถานการณ์ด้านนอก เมื่อเห็นว่าในลานมีเงาร่างสีเขียวมรกตปราดเข้ามา นางก็พลันเปิดประตู ทั้งฉุดทั้งลากคนเข้ามาด้านใน
“เป็นอย่างไร” นางกดซือฉินลงกับเก้าอี้ ถามด้วยสองตาเป็นประกาย
ซือฉินส่ายหน้า ถอนใจคราหนึ่ง “เขาเอาแต่กินดื่มไม่หยุด ไม่แม้แต่จะขยับเปลือกตาสักนิด”
จงรั่วฉิงผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็ถามอีกอย่างไม่ยอมแพ้ “เจ้า…เจ้าแน่ใจนะว่าได้เน้นย้ำสภาพย่ำแย่เจ็บปวดรวดร้าวจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อของข้าแล้วน่ะ?”
“เจ้าค่ะ บ่าวถึงขั้นขยายความด้วยคำทั้งหมดที่เคยเรียนมาทั้งชีวิต บรรยายสถานการณ์ของคุณหนูจนอเนจอนาถเหลือทน น่าเวทนาสุดจะเปรียบ โศกสลดเกินบรรยาย” ซือฉินขมวดคิ้วเอ่ย “ประกอบกับท่านไม่ได้ออกไปข้างนอกหลายวันจริงๆ แม้แต่ศิษย์พี่สี่ได้ยินแล้วใบหน้ายังปรากฏอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อย มีเพียงเขาคนเดียวที่ไม่เป็นเดือดเป็นร้อนสักนิด!”
จงรั่วฉิงได้ยินคำกล่าวนี้ก็ทรุดนั่งลงฝั่งตรงข้ามโดยไม่พูดสักคำ บนโต๊ะยังมีบทความวิพากษ์สถานการณ์บ้านเมืองปึกหนึ่งแผ่กระจายอยู่ นั่นเป็นของที่นางอ้างเหตุผลว่า ‘ต้องการชื่นชมสำนวนอันสละสลวยปราดเปรื่องของศิษย์พี่ทั้งหลาย’ ตามเซ้าซี้ท่านอาจารย์จนขอมาได้ หนึ่งในนั้นย่อมมีบทความของฉุนเจี๋ยอยู่ด้วย
อักษรของซูเหมินจิ่น อักษรเฉ่าซูที่ล้ำเลิศเป็นหนึ่งในใต้หล้า หนึ่งอักษรมีค่าดุจทองพันชั่งของเขานางคุ้นเคยยิ่งกว่าอะไรดี เดิมทีนางตั้งใจจะเริ่มเปิดโปงคำโกหกของเขาจากลายมือ ผู้ใดจะนึกว่าตัวอักษรบิดเบี้ยว เบ้ไปเบ้มาบรรทัดแล้วบรรทัดเล่านั่นถึงกับทำให้นางตะลึงพรึงเพริด…
ทีแรกจงรั่วฉิงยังไม่ยอมแพ้ ปิดประตูพินิจพิเคราะห์ตัวอักษรย่ำแย่สุดจะทนดูเหล่านั้นหลายต่อหลายวัน พบว่าไม่ว่าจากรูปแบบและโครงสร้างของตัวอักษรหรือการประกอบกันของเส้นขีด พวกมันล้วนอัปลักษณ์อย่างสม่ำเสมอยิ่ง หลายสิบหน้าไม่แปรเปลี่ยน หาเบาะแสว่าจงใจเขียนอัปลักษณ์ออกมาไม่ได้แม้สักกระเบียด
แท้จริงตั้งแต่ต้นจนจบฉุนเจี๋ยผู้นี้เองก็ไม่มีพิรุธแม้แต่นิด
หากคนผู้นี้คือซูเหมินจิ่นจริง เหตุใดจึงทอดทิ้งบุพการี หลบอยู่ในสำนักศึกษาอย่างเอ้อระเหยลอยชายประหนึ่งไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้ อีกทั้งเหตุไฉนพอได้ยินว่าตนเองคะนึงหาเขาจนล้มป่วยก็ยังไม่นำพาโดยสิ้นเชิง
ถ้าคนผู้นี้เป็นซูเหมินจิ่นที่นางรู้จักและคุ้นเคยผู้นั้น จะไม่ทิ้งร่องรอยของอดีตไว้สักนิดเลยได้อย่างไร
มองดูคุณหนูบ้านตนเขียนคำว่าผิดหวังไว้บนหน้าอย่างชัดเจน ซือฉินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ขยำชายเสื้อตนเอง ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากเรียก “คุณหนู”
จงรั่วฉิงหันมามองนาง แววตาติดจะว่างเปล่าไร้จุดรวมศูนย์อยู่บ้าง
เมื่อประสานกับสายตาคู่นั้นของอีกฝ่าย ซือฉินเข้าใจว่าในใจนางคงจะหวั่นไหวแล้ว จึงถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “คุณหนู วิธีการที่ใช้ได้พวกเราล้วนใช้หมดแล้ว ผลยังคงเป็นเช่นนี้ หรือนี่จะหมายความว่า…ฉุนเจี๋ยเขา…แค่หน้าตาเหมือนท่านเขยเท่านั้น”
จงรั่วฉิงมองนาง ไม่ได้โต้แย้ง
ซือฉินถอนใจเบาคราหนึ่ง แล้วเอ่ยต่อ “คุณหนู ท่านเคยคิดหรือไม่ว่าทั้งหมดที่ท่านทำ บางทีอาจเพราะในใจท่าน…ไม่ปรารถนาจะยอมรับว่าท่านเขยจากไปแล้ว”
ร่างของจงรั่วฉิงพลันแข็งเกร็ง กระนั้นกลับโต้แย้งทันควัน “มะ…ไม่ใช่เสียหน่อย! เขาเป็นหรือตายเกี่ยวอะไรกับข้า! เขาเป็นต้นเหตุให้ข้าต้องแบกชื่อเสียงพิฆาตสามี อย่างนี้ข้าไม่ควรลบล้างมลทินให้ตนเองหรือไร”
ซือฉินไม่ได้เอ่ยต่อ นางประจักษ์ดีว่าคุณหนูบ้านตนมีนิสัยแข็งนอกอ่อนในก็เท่านั้น ภายนอกยิ่งแสดงท่าทีแข็งกร้าวภายในก็ยิ่งเปราะบาง
จงรั่วฉิงสบตานางชั่วครู่ ก่อนผุดลุกกะทันหัน “ข้าจะออกไปเดินเล่น ไม่ต้องตามมา”
นางเอ่ยพลางสะบัดแขนเสื้อแล้วผลักประตูเดินออกไป หรืออาจกล่าวให้ถูกต้องว่าเผ่นหนี