จงรั่วฉิงถือว่าก้อนกรวดทั้งหมดข้างเท้าเป็นศีรษะของซูเหมินจิ่น หลังเตะจนไม่เหลือสักก้อนในใจจึงค่อยรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นหลายส่วน
นางเดินเอ้อระเหยโดยไร้จุดหมายอยู่ในสำนักได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ ก็มีแสงจ้าบาดตาสายหนึ่งที่เส้นขอบฟ้าส่องสว่างมาทางนี้
เวลานี้อาทิตย์อัสดงยังไม่ลับฟ้าไปทั้งหมด แสงสายัณห์สาดส่อง อาบย้อมให้ผืนดินผืนฟ้ากลายเป็นสีแดงอมเหลือง จงรั่วฉิงหยีตามอง รู้สึกเพียงหัวใจราวกับถูกชะล้างให้กระจ่างใสบริสุทธิ์ขึ้นอักโข
นางยืนอยู่กับที่ หลับตาสูดหายใจลึก ปล่อยให้อารมณ์ค่อยๆ สงบลง สมองปรากฏภาพสิ่งละอันพันละน้อยในวันวานนับไม่ถ้วน
สมัยเด็กของทั้งคู่ที่สำนักศึกษา ภาพเหตุการณ์เจ้าดึงเปียข้า ข้าขีดเขียนหน้าเจ้า ยังมีภาพฉากเมื่อโตขึ้นมาเล็กน้อย ทุกครั้งที่เจอหน้าแม้ไม่ลงไม้ลงมือ อย่างไรก็ต้องปะทะคารม ตลอดจนหลังจากเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ภาพสองฝ่ายต่างรังเกียจเดียดฉันท์กันหลังจากรู้เรื่องการหมั้นหมาย…
นางมิอาจไม่ยอมรับว่าประโยคสุดท้ายของซือฉินจี้ใจดำของนางจริงๆ
ต่อให้เหตุผลของเรื่องนี้นางไม่อาจอธิบายชัด แต่จงรั่วฉิงมิอาจไม่ยอมรับว่าเป็นความจริงที่นางไม่ต้องการยอมรับว่าซูเหมินจิ่นตายไปแล้ว
นางยังจดจำความรู้สึกตกตะลึงทำอะไรไม่ถูกในหัวใจยามที่รู้ว่าเขาตกน้ำเสียชีวิตได้ และยังจำความยินดีปรีดาของการได้สิ่งที่หายไปกลับคืน ซึ่งซ่อนอยู่ใต้ความโกรธเกรี้ยวภายนอก ตอนที่เหลือบเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยที่ประตูสำนักศึกษาชิงหงโดยบังเอิญนั้นได้
มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกแรงกำเข้าหากันแน่น จงรั่วฉิงรู้ดี แม้ในใจตนเองจะสั่นคลอนอยู่บ้าง หากแต่จะให้นางยอมแพ้กับสิ่งที่เชื่อมาตลอดก่อนหน้านี้ ถึงอย่างไรนางก็ไม่ยินยอมพร้อมใจ
จงรั่วฉิงลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาที่เดิมติดจะสับสนได้เปลี่ยนไปเป็นใสกระจ่าง
นางลอบตัดสินใจ ต้องไปหาฉุนเจี๋ย แล้วถามเขาอย่างจริงจังตั้งใจเป็นงานเป็นการสักครั้ง หากเขาสามารถมองดวงตาคู่นี้ของนางแล้วปฏิเสธว่าตนเองไม่ใช่ซูเหมินจิ่นอย่างชัดถ้อยชัดคำ นางจะยอมตัดใจโดยสมบูรณ์
เมื่อคิดถึงตรงนี้จงรั่วฉิงก็พรูลมหายใจยาวคราหนึ่ง รู้สึกจิตใจปลอดโปร่งขึ้นมาก
ในตอนนี้เองนางพลันได้ยินเสียงพิณแผ่วเบาดังแว่วมาเป็นระลอกจากทิศใต้
จงรั่วฉิงขมวดคิ้วมองไปทางต้นเสียง ลังเลชั่วขณะ ในที่สุดก็มิอาจต้านความฉงนในใจ เดินตามเสียงพิณไป
เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ค้นพบว่าตนยืนอยู่นอกประตูใหญ่ของเรือนทักษิณ เสียงพิณนั้นดังชัดเจนขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ฟังออกว่าเป็นบทเพลง ‘ซุ่มโจมตีสิบทิศ’
เรือนหลักของสำนักศึกษาชิงหงแบ่งเป็นเรือนบูรพา เรือนประจิม เรือนทักษิณ เรือนอุดร และเรือนกลางห้าเรือน เรือนกลางเป็นสถานที่ให้ศิษย์อ่านตำราและกินข้าว เรือนบูรพาเป็นที่พำนักของประมุขเขาต้วนและศิษย์พี่สี่ลำดับแรก คนอื่นล้วนพักในเรือนอุดรซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด เรือนประจิมยามนี้ถูกจงรั่วฉิงยึดครองไป ที่เหลือคือเรือนทักษิณ เท่าที่นางรู้ที่นี่ทิ้งร้างนานหลายปี ไม่น่ามีคนอาศัย เหตุใดจึงมีเสียงพิณลอยออกมา
ขณะที่นางกำลังลอบสงสัย กลับถูกเสียงพิณซึ่งเข้าสู่ช่วงเร้าอารมณ์ขัดจังหวะความคิด
หลังผ่านการบรรเลงช่วงต้นอันมั่นคงก่อนหน้า อารมณ์พลันไต่ขึ้นสู่ระดับสูงสุด เสียงสูงต่ำดังสลับถี่กระชั้นปานฝนกระหน่ำ ทั้งยังแฝงความแหลมคมดุจใบมีดคมกริบ ชวนให้ผู้ที่ได้ยินจดจ่อและกลั้นหายใจอย่างอดไม่ได้ เกิดภาพลวงตาประหนึ่งตนเองอยู่ท่ามกลางวงล้อมข้าศึกก็ไม่ปาน
จงรั่วฉิงถือกำเนิดในตระกูลมั่งมี ได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างดีและครบรอบด้านตั้งแต่เล็ก ทั้งเพลงพิณ หมากล้อม เขียนอักษร และภาพวาดล้วนเคยศึกษาไม่มากก็น้อยตั้งแต่เยาว์ ดังนั้นในด้านนี้ก็นับเป็นกึ่งผู้แตกฉานการดนตรีผู้หนึ่ง
ผู้บรรเลงพิณเห็นชัดว่าคุ้นเคยกับบทเพลงนี้อย่างยิ่ง ควบคุมความหนักเบาช้าเร็วของเสียงพิณได้พอเหมาะพอเจาะทุกเสียง เพียงแต่ช่วงเร้าอารมณ์ของบทเพลงนี้กลับจองหองอวดดีมากกว่าเพลงใดๆ ที่นางเคยได้ยินได้ฟัง เหิมห้าวมิอาจต้าน เป็นดั่งสีสันอันดุดันแพรวพราวที่ไม่เก็บงำอำพรางแม้แต่น้อย และหลังจากผ่านช่วงเร้าอารมณ์เข้าสู่ช่วงทำนองราบเรียบ ก็ยังแผ่ความรู้สึกกดดันอย่างรุนแรงออกมา ต่อให้บทเพลงจะแผ่วช้าสงบเรียบ ทว่ายังคงชวนให้คนติดจะหายใจไม่ออก
เสียงพิณเกิดจากใจ บทเพลง ‘ซุ่มโจมตีสิบทิศ’ นี้เผยคมประกายอันดุดันที่ถูกกดทับไว้ของผู้บรรเลงอย่างเด่นชัด และบทเพลงประเภทนี้ก็ไม่คล้ายจะออกจากฝ่ามือบัณฑิตจิตใจสงบผ่องใสผู้หนึ่งได้จริงๆ
จงรั่วฉิงฟังเพลงจนจบด้วยความสงสัยที่มากขึ้นทุกที นางลังเลชั่วอึดใจ ก่อนค่อยๆ เดินย่องไปที่ประตู จังหวะที่เตรียมจะยกมือเคาะพลันเหลือบเห็นป้ายไม้เล็กๆ ที่วางตั้งอยู่ด้านข้าง บนนั้นเขียนอักษรไว้บรรทัดหนึ่ง…
‘ฉุนเจี๋ยกับสุนัข ห้ามบุกรุก’