ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักของเรื่องนี้ประมุขเขาต้วนปวดศีรษะอย่างยิ่ง เป้าหมายของฝ่าบาทคือมาชมสำนักศึกษา หาใช่มาดูละครไม่
เพื่อให้ฉากความชุลมุนนี้ยุติโดยไว เขาจึงยกมือกุมหน้าผาก รีบเอ่ย “คุณหนูของข้าเอ๋ย! อยู่ดีๆ เจ้าวิ่งมาทำความสะอาดใหญ่โตที่เรือนทักษิณทำอะไร รีบกลับไปเถิด!”
จงรั่วฉิงได้ยินวาจา ใบหน้าเล็กก็พลันฉายแววน้อยใจขึ้นมาอีก
“ท่านประมุขเขา ข้าไม่อยากอยู่ที่เรือนประจิมแล้ว…” นางเบ้ปาก กล่าวเสียงสั่นเครือ “เมื่อคืนอาเฉียง…มาที่ห้องข้า!”
“อาเฉียงเป็นผู้ใด” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นหันไปทางประมุขเขาต้วน มุ่นคิ้วน้อยๆ
นี่ทำเอาประมุขเขาต้วนตกใจเป็นการใหญ่ คุณหนูจงผู้นี้อาศัยในสำนักศึกษาชิงหง หากกลางดึกมีผู้ที่ไม่สมควรบุกรุกบุกเข้ามาได้ ผลที่ตามมาก็ไม่อาจคาดเดา…
ได้ยินคำถามของฮ่องเต้เทียนหมิ่น จงรั่วฉิงก็ร้องไห้กระซิกๆ พลางเอ่ย “ทูลฝ่าบาท อาเฉียงคือ…แมลงสาบที่ไต่ออกมาจากใต้เตียงหม่อมฉัน! ซ้ำยังบินว่อนไปทั่ว น่าสะพรึงยิ่งนัก! ได้ยินมาว่าขอแค่เจออาเฉียงตัวเดียว ก็เท่ากับว่าในเรือนยังมีพวกมันซ่อนอยู่อีกเป็นรัง! ตะ…ต่อให้ตีหม่อมฉันจนตาย หม่อมฉันก็ไม่ขออยู่ที่นั่นแล้ว! เรือนทักษิณไม่มีคนอยู่มาตลอดมิใช่หรือ หม่อมฉันจะย้ายมาที่นี่เพคะ!”
ประมุขเขาต้วน “…”
ฮ่องเต้เทียนหมิ่นแทบกลั้นพระสรวลไม่อยู่ จงใจถามขึ้น “เรานึกฉงนอยู่บ้าง เหตุใดเจ้าจึงตั้งชื่อให้แมลงสาบว่าอาเฉียงเล่า”
จงรั่วฉิงตอบ “ฝ่าบาทไม่ทรงรู้สึกว่าเรียกแมลงสาบตรงๆ ฟังแล้วน่าสะอิดสะเอียนอยู่บ้างหรือเพคะ หม่อมฉันก็เลยตั้งฉายาขึ้นมาส่งๆ ว่าอาเฉียง”
แม้ฉายานี้หาได้ฟังดูไพเราะสักเท่าไร ทว่าก็เป็นเหตุผลที่คล้ายจะโต้แย้งไม่ได้จริงๆ…
ฮ่องเต้เทียนหมิ่นหัวเราะเสียงดังในที่สุด หันไปทางประมุขเขาต้วนแล้วยิ้มกล่าว “แม่นางน้อยไม่ได้รับความเป็นธรรมถึงเพียงนี้ ประมุขเขาไม่สู้ส่งเสริมให้นางได้สมปรารถนา ให้นางย้ายมาเถิด”
“น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” ประมุขเขาต้วนพลันขานชื่อศิษย์สองสามคนจากทั้งหมด “อีกประเดี๋ยวพวกเจ้ารั้งอยู่ทำความสะอาดเรือน วันนี้ต้องให้คุณหนูจงเข้าพำนักให้ได้!”
ฉุนเจี๋ยที่หลบอยู่หลังผู้คนในที่สุดก็วางก้อนหินหนักอึ้งในใจลงได้เสียที พร้อมกันนี้รอยหยักโค้งจางๆ แถบหนึ่งก็พลันผุดขึ้นที่มุมปาก
นึกไม่ถึง จงรั่วฉิงแม่สาวน้อยนี่มีฝีมือใช่ย่อย!
ด้วยมีเหตุวุ่นวายนี้มาก่อกวน เวลาจึงล่วงเลยไปนานมากแล้ว รอจนประมุขเขาต้วนเกลี้ยกล่อมคุณหนูจงผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมไปได้โดยไม่ง่าย ศิษย์คนหนึ่งก็วิ่งเหยาะๆ มาบอกว่าจัดเตรียมอาหารเที่ยงเรียบร้อยแล้ว
“ในเมื่อเรือนแห่งนี้เป็นหอห้องของหญิงสาวแล้ว ก็ไม่สะดวกจะเข้าไปชมอีก ไม่สู้ไปกินข้าวกันเลย?” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นค้อมศีรษะเล็กน้อย ไม่ลืมหันไปขอความเห็นจากฮั่วเหวินจิ่ง “ขุนนางรักของเรา เจ้าคิดเห็นเช่นไร”
ฮั่วเหวินจิ่งไว้หน้ากันอย่างยิ่ง “ทุกสิ่งย่อมน้อมรับพระบัญชาของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
ด้วยเหตุนี้ขบวนเดินชมสำนักก็พากันยกโขยงเดินไปทางเรือนกลางอีก เหลือเพียงศิษย์เคราะห์ร้ายที่ถูกขานชื่อรั้งอยู่ทำความสะอาดไม่กี่คนเท่านั้น
ฉุนจิ้งลูบท้องว่างโหวงของตน ขณะจะตามไปอย่างเบิกบาน จู่ๆ ก็ถูกฉุนเจี๋ยฉุดลากกลับมา ซ้ำยังยัดผ้าขี้ริ้วใส่มือให้ด้วย
“ยืนอึ้งอยู่ทำอันใด ทำท่าทำทางหน่อยเร็วเข้า!” มือฉุนเจี๋ยมีไม้กวาดเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อใดก็สุดจะรู้ได้ กวาดพื้นไปมาลวกๆ พลางยืดคอทอดตามองไปไกล
ฉุนจิ้งมองดูคนกลุ่มใหญ่เดินจากไปไกลมากขึ้นทุกที หมดโอกาสไล่ตามทันอีก จึงถอนใจอย่างเศร้าสร้อยแล้วเริ่มเช็ดผนังด้วยสีหน้าปวดใจ