เหล่าศิษย์พี่ไม่เคยเห็นคนขันอาสาทำความสะอาดเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะเมื่อคนผู้นี้ยังเป็นฉุนเจี๋ยที่ปกติชอบอู้งานที่สุด ยิ่งไม่ต่างอะไรกับการได้ยินเรื่องอัศจรรย์พันลึก พากันชะโงกหน้ามองไปทางฉุนเจี๋ย ก่อนหันมองไปตามทิศที่เขามองอยู่
“ฉุนเจี๋ย ไฉนอยู่ดีๆ เจ้าถึงรักการทำงานขึ้นมาเล่า คงมิใช่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วกระมัง” มีคนก้าวขึ้นมาตบไหล่เขาพลางกล่าวสัพยอก
ฉุนเจี๋ยเห็นว่าหมู่คนเดินจากไปไกลถึงได้ถอนสายตากลับ ลอบถอนใจโล่งอก
“ศิษย์พี่ทั้งหลายไฉนจึงมองข้ามความขยันขันแข็งมีน้ำใจของข้าไปเพียงนี้! วันนี้ข้าต้องพิสูจน์ตนเองให้เต็มที่สักหน่อยแล้ว!” เขาชี้ไปที่เรือน “ดูให้ดี เรือนหลังนี้ข้ากับฉุนจิ้งสองคนขอเหมาเอง ผู้ใดแย่งข้าไปข้าเคืองผู้นั้นแน่!”
ฉุนจิ้งหันหน้ามาประท้วง “ขะ…ข้าไม่ได้พูดอะไรเลยนะ!”
ทว่าผู้อื่นล้วนเมินคำพูดเขา พากันถอนใจกล่าวคำพูดอย่าง ‘มีอนาคตสั่งสอนได้โดยแท้’ ‘การลงแรงเป็นเกียรติยศสูงสุด’ ‘ฉุนเจี๋ยของพวกเราโตแล้วสินะ’ ‘ฉุนเจี๋ยรู้ความแล้ว’ จากนั้นก็ทำหูทวนลมเดินจากไป
ชั่วพริบตาเดียวหน้าประตูเรือนทักษิณก็เหลือเพียงฉุนเจี๋ยกับฉุนจิ้งสองคน
เมื่อแน่ใจว่ารอบบริเวณปราศจากผู้ไม่เกี่ยวข้อง ฉุนเจี๋ยก็รีบหมุนตัวกลับ ผลักประตูเปิดแล้วพุ่งตัวเข้าไปด้านใน
ในลานยังคงว่างเปล่าและเงียบสงัดดุจเดิม มีเพียงต้นสนและต้นไผ่รกครึ้มโยกไหวตามสายลม ไม่มีเสียงคนแม้สักครึ่ง ยิ่งไม่มีกลิ่นอายชีวิตชีวาใดๆ มองแวบแรกกลับมีสภาพเหมือนไม่มีผู้คนอาศัยมาเนิ่นนานจริงๆ
ทว่าฉุนเจี๋ยรู้ คนผู้นั้นยังอยู่ด้านในแน่นอน จึงกระแอมให้คอโล่งแล้วเริ่มตะโกนเรียก
“อวิ๋นฉาน…”
“อาฉาน…”
“ฉานฉานน้อย…”
ระดับความน่าสะอิดสะเอียนในคำเรียกไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ตอนเรียกครั้งที่สามเขาพลันมองเห็นไม้เท้าไม้ไผ่แหวกฝ่าอากาศพุ่งมาชี้ที่หว่างคิ้วของตน
ดีที่ฉุนเจี๋ยเตรียมรับมือแต่ต้น เบี่ยงกายหลบได้ เมื่อมองตามทิศที่ไม้เท้าไม้ไผ่พุ่งออกมาก็มองเห็นเงาร่างสีเขียวมรกตสายหนึ่งยืนตัวตรงอยู่ที่ระเบียง เป็นอวิ๋นฉานที่เขาร้องเรียกอย่างเปี่ยมไมตรีจิตนั่นเอง
“พวกเราคุ้นเคยกันถึงเพียงนี้แล้ว เจอหน้ากันต้องมีไอสังหารรุนแรงเพียงนี้ทุกครั้งเลยหรือ” ฉุนเจี๋ยก้าวขึ้นไปด้วยรอยยิ้มระรื่นแล้วตบไหล่อีกฝ่าย “จำเป็นด้วยหรือไร บันดาลโทสะเสียสุขภาพ! ด้วยร่างอันบอบบางของเจ้านี้ อย่าได้โมโหจนล้มป่วยไปจะดีกว่า!”
อวิ๋นฉานปิดตาด้วยผ้าโปร่งสีขาวเช่นเดิม เผยใบหน้าเกลี้ยงเกลาซีดเซียวเพียงครึ่งหนึ่ง ริมฝีปากบางเม้มแน่น เดาได้ว่าเป็นสีหน้าไม่สบอารมณ์สุดขีด เขาเบี่ยงหลบอุ้งมือที่ยื่นมือมาของฉุนเจี๋ย กล่าวด้วยสีหน้านิ่งเฉย “ในเมื่อบอกว่าจะทำความสะอาดเรือน เช่นนั้นก็รีบหน่อย”
พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อ หันกายจากไปทันที
ฉุนเจี๋ยไล่ตามไปอย่างไม่ยินยอม “นี่ๆๆ ไม่ใช่เมื่อครู่ยังทำท่าไม่อยากแยแสข้าอยู่เลยหรือ เหตุไฉนคำพูดนี้กลับได้ยินชัดเจนนัก อีกอย่างข้าล่อพวกเขาจากไปยังมิใช่เพื่อเจ้าหรอกหรือ เจ้าคนไร้มโนธรรมนี่ โม่แป้งเสร็จฆ่าลาทิ้ง* กันอย่างนี้เลยหรือ…”
หากไม่ใช่ว่าโยนไม้เท้าไม้ไผ่ในมือไปแต่แรก อวิ๋นฉานแทบอยากจะเอามันทิ่มปากเขาให้แตกเสียเลย
ในตอนนี้เองเสียงหัวเราะใสกระจ่างดุจกระดิ่งเงินกลับดังลอยผ่านอากาศมา…
“พวกเจ้ามีลับลมคมในกันจริงๆ ด้วย!”
ทั้งสองมองตามเสียงไป เห็นเพียงบนต้นอู๋ถงริมกำแพงมีเงาร่างสีครามเข้มเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ จงรั่วฉิงนั่งคร่อมบนกิ่งขนาดใหญ่ยักษ์ ยิ้มตาหยีโบกมือให้พวกเขา
ฉุนเจี๋ยหุบยิ้มทันควัน วางท่าซื่อสัตย์ใสซื่อถอยไปอีกด้าน
“ศิษย์น้องเล็ก ไยเจ้ายังไม่ไปอีก” ฉุนจิ้งถาม
“เมื่อครู่พวกเจ้าต่างก็เห็นแล้ว ฝ่าบาทมีพระราชโองการด้วยพระองค์เอง ประทานเรือนทักษิณทั้งหมดนี้ให้ข้าแล้ว! ข้ารั้งอยู่แน่นอนว่าก็เพื่อเชยชมที่พักใหม่ของตนเองอย่างเต็มที่น่ะสิ!”
จงรั่วฉิงเอ่ยพลางกะพริบตา แสร้งมองไปทางอวิ๋นฉาน ฝ่ายนั้นยังคงตีหน้าเย็นชา แค่นเสียงเฮอะเบาๆ คำหนึ่งก็หมุนกายจะจากไปแล้ว
“นี่ๆ เมื่อครู่พวกเราตกลงกันแล้วนี่ว่าหากข้าช่วยท่านให้พ้นภัยคราวนี้ ก็เท่ากับว่าท่านติดหนี้น้ำใจข้าครั้งหนึ่งน่ะ!” จงรั่วฉิงตะโกนดังขึ้นเล็กน้อย เอ่ยอย่างไม่พอใจ “นี่ก็จะตัดไมตรีกลับคำพูดแล้ว?”