วันนี้หลังการท่องตำรารับอรุณเสร็จสิ้น จงรั่วฉิงสะกดความอยากรู้อยากเห็นในใจไม่ไหว ลอบไปที่เรือนทักษิณอีกครา เดิมตั้งใจว่าจะสืบข่าวเพิ่มอีกหน่อย นึกไม่ถึงว่าจะอับโชคอย่างยิ่ง ตอนลักลอบเปิดประตูนั้นเอง เหลือบตาขึ้นก็ปะหน้ากับเจ้าของเรือนแห่งนี้พอดี
ชายหนุ่มสวมชุดสีขาวกว่าหิมะตลอดร่าง ยืนล้างหน้าอยู่ในลาน ผ้าโปร่งสีขาวที่ใช้ปิดตาในยามปกติวางแผ่อยู่บนโต๊ะหินด้านข้างอย่างเงียบเชียบ
เรื่องที่จงรั่วฉิงบุกเข้ามากะทันหัน เห็นชัดว่าเขาเองก็ไม่คาดคิด จึงช้อนตาขึ้นมองไปด้วยจิตใต้สำนึก ก่อนประสานสายตากับนางพอดิบพอดี
ชั่วพริบตานั้นประกายในส่วนลึกของดวงตาเขาวาวโรจน์ดั่งคบเพลิง แต่แล้วพริบตาถัดมาก็กลับไปหม่นครึ้มอีก
จงรั่วฉิงตะลึงจังงังอยู่กับที่ หาได้เพียงเพราะมองเห็นรูปโฉมทั้งหมดของชายหนุ่มชัดเจน…รูปโฉมซึ่งกล่าวได้ว่าหล่อเหลาเลิศล้ำยากเทียบเทียมในใต้หล้า ทว่าที่มากกว่านั้นคือเพราะดวงตาซ้ายของอีกฝ่าย
ในดวงตาซ้ายรียาวลึกล้ำข้างนั้นมีวงม่านตาหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กซ้อนทับกันราวกับมีสองนัยน์ตาอยู่ในเบ้าตาเดียว ต่อให้มองมาทางนางสั้นๆ เพียงแวบเดียวก็ยังเสมือนแฝงพลังเร้นลับล่อลวงชนิดหนึ่ง ดึงคนเข้าสู่วังวนในดวงตา ล่อให้อีกฝ่ายเข้าไปสืบเสาะค้นหา…
หนึ่งดวงตาสองนัยน์เนตร…จงรั่วฉิงเคยได้ยินมาก่อน นั่นเป็นสัญลักษณ์ขององค์จักรพรรดิตั้งแต่โบราณกาล ในคนนับหมื่นแสนก็ยากจะพบสักคน
ชายหนุ่มผู้นี้…แท้จริงเป็นใครกันแน่
ทว่าข้อสงสัยนี้วนเวียนในสมองเพียงชั่วอึดใจก็ถูกเสียงความเคลื่อนไหวที่แว่วมาจากที่ไกลตัดบท จงรั่วฉิงฟังออกว่าความเคลื่อนไหวนั้นใหญ่โตอย่างยิ่ง จึงรีบให้ซือฉินที่เฝ้าอยู่นอกประตูไปสืบความ
ซือฉินจากไปอย่างว่องไว ส่วนชายหนุ่มด้านข้างกลับเพียงผูกผ้าโปร่งสีขาวใหม่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลับคืนสู่รูปลักษณ์ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ต้นจนจบไม่แสดงท่าทีลนลานแม้สักครึ่ง
เขาไม่พูดไม่จาทั้งไม่เคลื่อนไหว เพียงยืนอยู่ไกลออกไปเงียบๆ หันหน้ามาทางนาง
คนผู้นี้มีรัศมีเย็นชา มีกลิ่นอายทะนงตนเว้นระยะจากผู้อื่นไกลพันหลี่ประเภทหนึ่งติดกาย จงรั่วฉิงถูกเขา ‘จ้อง’ เช่นนี้ก็รู้สึกทำอะไรไม่ถูก คิดว่าในเมื่อถูกจับได้ก็ไม่จำเป็นต้องปกปิดจุดประสงค์ของการมาอีก จึงกระแอมให้คอโล่งเอ่ยว่า ‘ขะ…ข้ามาสืบข่าวของฉุนเจี๋ย สัญชาตญาณบอกข้าว่าท่านต้องรู้อะไรแน่!’
ชายหนุ่มเลิกคิ้วน้อยๆ ‘ข้าบอกแล้วว่าเว้นแต่เจ้าจะฆ่าเขา’
‘พอที ท่านขู่ข้าให้น้อยหน่อยเถิด’ จงรั่วฉิงเบ้ปาก ‘อีกอย่างพวกท่านมีความแค้นเคืองอะไรกัน ต้องทำถึงขั้นนี้เชียว?’
‘เขารู้เรื่องที่ไม่ควรรู้’
นึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะตอบอย่างเป็นจริงเป็นจังเพียงนี้ จงรั่วฉิงถึงขั้นพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เห็นนางเงียบไป ชายหนุ่มกลับหัวเราะเบาๆ คำหนึ่งแล้วถามขึ้น ‘อะไรกัน หักใจไม่ลง?’
ใบหน้าจงรั่วฉิงพลันร้อนผ่าว ฟังออกถึงนัยหยอกล้อในน้ำเสียงอีกฝ่าย ก่อนแค่นเสียงเฮอะทันใด โต้กลับอย่างไม่ยินยอมว่า ‘ฆ่าเขาก็ไม่มีประโยชน์ อย่างไรเสียอะไรที่ไม่ควรรู้ข้าก็รู้แล้ว ข้าได้ยินมาว่าดวงตาซ้ายแปลกประหลาดของท่านนี้เป็นข้อห้ามร้ายแรงของราชวงศ์ ระวังข้าเอาไปบอกผู้อื่น!’
ความตั้งใจเดิมของนางคือขู่ขวัญอีกฝ่ายเท่านั้น ใครเล่าจะนึกว่าทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ใบหน้าชายหนุ่มพลันเครียดขมึงดั่งเคลือบด้วยน้ำค้างแข็งหนาวเหน็บชั้นหนึ่ง
ในยามนี้เองซือฉินกระหืดกระหอบผลักประตูเข้ามาแล้วหับประตูปิดอย่างระวัง พร้อมแจ้งข่าวร้ายว่าฮ่องเต้เทียนหมิ่นเสด็จมาทางนี้ กำลังมุ่งหน้ามาที่เรือนทักษิณ
ทั้งคู่กลายเป็นตั๊กแตนบนเชือกเส้นเดียวกันทันใด
จงรั่วฉิงหมุนกายไปมองชายหนุ่มที่เม้มริมฝีปากบางแวบหนึ่ง ความคิดแล่นปราด เอ่ยว่า ‘โอ๊ะ ปากของข้านี้ช่างศักดิ์สิทธิ์ดีแท้ ว่าอะไรได้อย่างนั้น ด้วยดวงตาซ้ายของท่าน เข้าเฝ้าฮ่องเต้ไม่ต่างจากรนหาที่ตาย สู้ข้าคิดหาวิธีตบตาผ่านไป ท่านว่าอย่างไร’
ชายหนุ่มมิได้เอ่ยปฏิเสธ
จงรั่วฉิงยิ้มเจ้าเล่ห์พลางว่า ‘เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ท่านติดหนี้น้ำใจข้าครั้งหนึ่ง!’