บนปลายแขนเสื้อสีเรียบปรากฏรอยโลหิตสาดกระเซ็นโดยไม่คาดฝัน แต่ที่น่าประหลาดที่สุดคือบนเรือนร่างเปียกชื้นซึ่งยังไม่แห้งของนางมีเสื้อคลุมกันลมของบุรุษคลุมทับอยู่อย่างคาดไม่ถึง เขาตกใจจนหน้าเผือดสี กวาดมองนางขึ้นลงหนหนึ่งอย่างร้อนรน เมื่อพบว่านอกจากแววตาทุกข์ตรม สีหน้าเศร้าโศกแล้ว เถาเม่ยเอ๋อร์ก็ไม่ได้มีบาดแผลอะไรอื่นอีก เขาถึงค่อยวางใจลงได้
“เจ้ายังจะกังวลอะไรอีก ตอนนี้ประตูเมืองเจี้ยนคังทั้งหมดล้วนถูกปิดตาย ภายในกำแพงสูงใหญ่ กระทั่งนกตัวเล็กๆ ยังบินข้ามไปไม่ได้ แต่ว่าเจ้า…เจ้าจะละทิ้งชีวิตอิสรเสรี ตัดสินใจรั้งอยู่ในตัวเมืองไปตลอดชีวิตจริงๆ หรือ”
เมื่อได้ยินวาจาโอนอ่อนของเถาเม่ยเอ๋อร์ หนามแหลมจำนวนนับไม่ถ้วนในใจเขาก็อ่อนยวบ พลันสูญเสียเรี่ยวแรงที่จะโจมตีต่อไป
หลังกลับมาจากสกุลสือ เถ้าแก่สือได้ทิ้งปัญหาหนักเอาไว้ให้หลินจื่อเฟิง เป็นเพราะเขาเห็นเรือนกายของบุตรสาวเถ้าแก่สือทั้งหมดแล้ว ชีวิตในชาตินี้ของบุตรสาวจำเป็นต้องมอบให้เขา
หลินจื่อเฟิงแม้สีหน้าไม่แสดงความรู้สึก ยังคงแสร้งทำเป็นคล้อยตาม ทว่าในใจกลับตกตะลึงอย่างถึงที่สุด คล้ายมองเห็นใบหน้าคาดหวังและเขินอายของสือรุ่ยเซียงอยู่ใต้พุ่มยี่โถอันหนาแน่นอย่างเลือนราง
น้ำในถ้วยหยกกระฉอกออกมาเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ เขาที่กำลังรู้สึกหวาดหวั่นจึงหาข้ออ้างจากมาในที่สุด
ยามนี้เมื่อเผชิญหน้ากับเถาเม่ยเอ๋อร์ สตรีผู้ฉุดรั้งจิตวิญญาณส่วนลึกที่สุดของเขาเอาไว้ สตรีที่ทำให้เลือดลมของเขาพลุ่งพล่านไปทั้งร่าง ทว่าก็ทำให้เขาจนปัญญา จึงไม่รู้ว่าควรเริ่มกล่าวจากจุดไหน
“ข้าเหนื่อยแล้ว” เถาเม่ยเอ๋อร์ถูกความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงตลอดทั้งวันทำให้ตกตะลึง นางวิตกกังวล จิตใจกระสับกระส่าย ไม่อาจรวบรวมสติได้ในระยะเวลาอันสั้น นางออกแรงเฮือกสุดท้ายสลัดมือของเขาแล้วก้าวเดินอย่างแผ่วเบาเข้าไปในห้องด้านใน
รอยเลือดนั้นมาจากที่ใด แล้วเสื้อคลุมกันลมของบุรุษตัวนั้นอีกเล่า เขาอยากจับตัวสตรีผู้ดื้อรั้นคนนั้นมาซักถามเสียงดัง ทว่าสุดท้ายกลับถูกนัยน์ตาสับสนแฝงแววกังวล อ่อนล้า และอดกลั้นคู่นั้นทำให้ตกตะลึง จนเขาเผลอปล่อยนางไปโดยไม่รู้ตัว หัวใจของนางสุดท้ายก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ หากยังคงอยู่บนร่างสวีเทียนหลินผู้พ่ายแพ้และจากไปเพียงลำพังอย่างขุ่นแค้นผู้นั้น
เขาจะเข้าใจได้อย่างไรว่าที่เถาเม่ยเอ๋อร์เป็นห่วงที่สุดคือประตูเมืองที่ปิดสนิทบานนั้นซึ่งตัดขาดความหวังของนาง ไม่รู้ว่ายามใดถึงจะสามารถไปยังเขาชีสยาเพื่อตามหานอแรดมาชดใช้หนี้ที่ติดค้างสกุลสวีได้
ท้องฟ้ามืดมิด ไร้ดนตรีบรรเลง ภายในเมืองเงียบสงบอย่างหาได้ยาก ราวกับว่าฝุ่นผงและความร้อนใจทั้งหมดล้วนถูกหยาดฝนชำระล้าง แล้วก็คล้ายกำลังดื่มด่ำความสุขชั่วคราวที่มาก่อนการเข่นฆ่าสังหาร