หัวของอวี้หมี่ระเบิดบึ้ม รู้สึกเย็นวาบตรงต้นคอ ความห้าวหาญที่อุตส่าห์ปลุกเร้าขึ้นมาอย่างยากลำบากละลายกลายเป็นน้ำไหลนอง นางพูดตะกุกตะกัก “กะ…ก็มันจริงนี่…แล้วท่านก็ไม่คิดจะหารือกันก่อน…แม่ครัวก็มีสิทธิ์พูดเหมือนกันนะ…”
เยียนชิงหลางจ้องมองนางเรียบๆ “อ้อ?”
เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรง ไม่ได้ทำเสียงกระโชกโฮกฮากเลยแท้ๆ แค่มองนางเฉยๆ เหตุใดนางถึงได้ขนลุกเกรียวไปทั้งตัว แข้งขาอ่อน อยากวิ่งหนีไปจากที่นี่
“ขะ…ข้าก็แค่แสดงความคิดเห็นของตนเอง…” นางกลืนน้ำลายลงคอ แล้วยิ้มประจบอย่างหวาดๆ “ถ้าท่านแม่ทัพไม่เห็นด้วย…ก็ช่างเถิด…มีอะไร…ค่อยพูดค่อยจากัน…”
“อืม” นัยน์ตาคมกริบสีดำฉายแววพึงพอใจอยู่ลึกๆ
ใบหน้าเคร่งเครียดเย็นชาของเขาค่อยมีความนุ่มนวลปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว หัวใจของอวี้หมี่จึงผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย แล้วรีบคีบกับข้าวให้เขาแทบไม่ทัน ไม่มีอารมณ์มาห่วงแล้วว่าพฤติกรรมทำเป็นเก่งแล้วมาสอพลอทีหลังของตนเองน่าละอายเพียงไร
“กับข้าวจะเย็นหมดแล้ว รีบกินเถิด”
เยียนชิงหลางสะกดรอยยิ้มบางๆ ตรงมุมปากเอาไว้ เขากินผักไปสองสามคำ แล้วเหลือบตาขึ้นมองนางเมื่อนึกอะไรได้ “เจ้ามาที่นี่เพราะมีเหตุอันใดหรือ”
“พรวด!” อวี้หมี่ตักบะหมี่ให้ตนเองถ้วยหนึ่ง น้ำแกงที่เพิ่งจะซดเข้าไปพุ่งพรวดออกมาเลอะเทอะไปทั่ว “แค่กๆ”
มือใหญ่ตบหลังนางเบาๆ พอเห็นว่านางสำลักจนหน้าแดงก่ำก็ขมวดคิ้วเอ่ยถามว่า “มีเรื่องสำคัญใหญ่หลวงอะไรที่ทำให้เจ้าร้อนรนจนถึงขั้นสำลักน้ำแกง”
“แค่กๆ…มะ…ไม่ใช่ แค่กๆ” นางพูดพลางสำลักพลางอย่างร้อนตัว “ข้านี่มันโง่เหลือเกิน…ความจริงที่มานี่ก็เพราะอยากมีเรื่องขอความเมตตาจากท่าน…”
“ขอความเมตตาเรื่องอะไร” เขาลูบไปถึงกลางหลังนาง พอสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มอบอุ่นใต้ฝ่ามือก็รีบชักมือกลับทันทีราวกับถูกลวก ใบหน้าร้อนผ่าวอย่างน่าประหลาด เช่นเดียวกับร่างกำยำที่แข็งทื่อไปครู่หนึ่ง
“เรื่องของเรื่องก็คือข้าน้อยเป็นห่วงว่าน้องชายอยู่คนเดียวจะรับมือกับลูกค้าที่ร้านไม่ไหว เลยอยากมาขอร้องท่านแม่ทัพใหญ่ว่าจะอนุโลมให้ข้าน้อยกลับไปช่วยงานที่ร้านสักวันละสองชั่วยามได้หรือไม่ รีบไปรีบกลับในวันเดียวกัน รับประกันว่าจะไม่ให้พลาดเวลาอาหารหลักสามมื้อกับมื้อดึกของท่านเป็นอันขาด ไม่ทราบว่าท่านคิดอย่างไรบ้างเจ้าคะ” อวี้หมี่ลุกขึ้นย่อตัวคำนับเขาอย่างแช่มช้อยอ่อนหวานชนิดที่ทุกคนต้องมองนางใหม่
แต่น่าเสียดายที่นางทำให้คนตาบอดดู
“ไม่ได้” เขาปฏิเสธทันควันอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง
“ไม่เช่นนั้นก็หนึ่งชั่วยามครึ่ง” นางต่อรองอย่างร้อนใจ “ชั่วยามเดียวก็ยังดี หนึ่งชั่วยามอย่างน้อยก็พอจะช่วยเสี่ยวเหลียงของข้านวดแป้ง หมักเนื้อแพะอะไรพวกนี้ได้ ทั้งได้ช่วยงานน้องชายทั้งปฏิบัติงานในจวนอย่างครบถ้วน ข้าคิดมาแล้ว ไม่มีแผนใดจะเหมาะเจาะไปกว่าแผนนี้”
“คิดว่าจวนแม่ทัพของข้าคือที่ใด อยากเข้าอยากออกก็ทำได้ตามอำเภอใจเช่นนั้นหรือ” เยียนชิงหลางถามเสียงเย็น รู้สึกหงุดหงิดอย่างไร้สาเหตุเมื่อเห็นนางเอาแต่พูดถึงน้องชายตนเอง
“ถ้าไม่เพราะมีช่องโหว่ให้ท่านเอาผิด ใครมันจะอยากเข้ามาอยู่ในจวนแม่ทัพนี่…” นางงึมงำเบาๆ
ใบหน้าหล่อเหลาคล้ำเครียด ดวงตาคมหรี่ลง “ต่อไปอย่าได้พูดถึงเรื่องนี้อีก!”
“ฮือ…ไม่นะเจ้าคะท่านแม่ทัพใหญ่…” นางตกใจลนลานจนหน้าละห้อย
สวรรค์ ปากข้าไวเช่นนี้มิใช่รนหาที่ตายหรือไร!