วันที่ยี่สิบสี่ วันนี้หิมะตกหนักทั้งเมือง
หยางหวั่นถือร่มยืนอยู่หน้าประตูอุทยานกล้วย คนของกองงานพิธีการยืนแยกออกไปอยู่สองฝั่ง ในมือของเหล่านางข้าหลวงประคองเสื้อผ้าที่แม้จะตัดเย็บใหม่ แต่ล้วนไม่ใช่ชุดราชสำนักของสนมชายา ทว่าเป็นชุดธรรมดา ผู้รักษาการณ์ของอุทยานกล้วยเปิดประตูอุทยานแล้วกล่าวกับหยางหวั่น
“ให้คนเข้าไปปรนนิบัติพระชายาแต่งตัวเกล้าผมได้หกคน คนอื่นๆ ที่เหลือต้องรออยู่ด้านนอก”
หยางหวั่นหันมารับเสื้อผ้าจากมือนางข้าหลวง บอกเจียงหมิ่นว่า “ข้าพานางกำนัลของตำหนักเฉิงเฉียนเข้าไปก็แล้วกัน”
“ได้”
หยางหวั่นรวบกระโปรงก้าวเข้าประตูอุทยาน
หลังประตูอุทยานเป็นสวนต้นเหมย ช่วงนี้กลิ่นหอมของดอกเหมยกำลังแรง ดอกเหมยที่งดงามประหนึ่งหยกสีชมพูแขวนห้อยอยู่ในสวน
ในสวนมีทางเดินเล็กๆ แทรกอยู่ พอเดินตามทางเดินเล็กๆ ไปข้างหน้าก็จะพบแต่มวลหมู่บุปผา
นางกำนัลที่นำทางเป็นกูกูสูงวัยผู้หนึ่ง นางสุภาพอ่อนโยนยิ่ง เดินไปพลางกล่าวกับหยางหวั่นไปพลาง “หลายปีมานี้พระชายาไม่อาจออกจากตำหนัก บางครั้งก็จะประทับยืนอยู่ข้างหน้าต่างครู่หนึ่ง ตอนแรกพวกเราเข้าใจว่าพระชายาทรงคิดถึงฝ่าบาทกับองค์ชายใหญ่ แต่ภายหลังกลับพบว่าพระทัยของพระชายานั้นเมินเฉย ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วง ฝ่าบาทจะเสด็จมาจัดงานเลี้ยงในสวนกับสนมเจี่ยงอยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งในเวลานั้นพระชายาจะทรงปิดประตูแล้วนั่งเงียบๆ อยู่คนเดียว ในที่สุดพวกเราก็ค่อยๆ ตระหนักว่าทุกครั้งที่พระชายาเปิดหน้าต่างก็เพียงเพื่อจะทอดพระเนตรดวงจันทร์บนท้องฟ้า”
“ดวงจันทร์หรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ” นางกำนัลเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า “ทั้งวังหลวงแสงจันทร์ที่อุทยานกล้วยงดงามที่สุด เมื่อก่อนพวกเราไม่รู้จักชื่นชม เป็นพระชายาที่ทรงบอกพวกเรา ทุกครั้งที่ถึงฤดูหนาว ในค่ำคืนที่ดอกเหมยบานสะพรั่ง พอผลักหน้าต่างออกไป บุปผาหนาวเย็นแสงจันทร์เย็นเยียบ มีกลิ่นหอมเย็นลอยวนอยู่ข้างๆ ช่างเป็นภาพที่งดงามลึกซึ้งยิ่ง เสียดายตอนนี้ยังเช้าอยู่ วันนี้พระชายาไม่ได้เห็นแล้ว เฮ้อ…ดูข้าเถิด…” นางกำนัลผู้นั้นก้มหน้า “พูดจาอะไรเช่นนี้ พระชายาทรงได้กลับตำหนัก ต่อไปภาพงดงามเช่นไรจะไม่ได้เห็นบ้างเล่า”
หยางหวั่นเปลี่ยนเรื่องถามขึ้น “พระชายาพระวรกายยังดีอยู่หรือ”
“ดี” นางกำนัลถอนหายใจคราหนึ่ง “ยอมเสวยพระกระยาหาร บรรทมได้อย่างสงบ และยอมตรัสกับพวกเรา เพียงแต่…น้อยครั้งจะได้เห็นพระชายาทรงยิ้ม ก่อนหน้านี้พวกเราบอกให้ทรงทราบว่าเวลานี้องค์ชายใหญ่ได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว ฟังแล้วก็เพียงพยักพระพักตร์เท่านั้น”
หยางหวั่นไม่ได้พูดอะไรอีก เดินตามนางกำนัลไปถึงหน้าประตูตำหนัก
หน้าประตูตำหนักมีแม่กุญแจสำริดแขวนห้อยอยู่อย่างโดดเดี่ยว
หยางหวั่นเม้มปากมองแม่กุญแจตัวนั้น นางกำนัลก็รีบก้าวเข้าไปบอกว่า “แม่นางหยาง ท่านรอสักครู่ ข้าจะเปิดเดี๋ยวนี้”
เสียงไขกุญแจดังก้องอยู่ในสวนที่เงียบสงัด ทันทีที่กุญแจเปิดออก โซ่ก็ถูกดึงออกมา นางกำนัลค้อมกายผลักประตูตำหนักให้เปิดออก ลมธรรมชาติพลันพัดผ่านประตูเข้าไปในตำหนัก พัดเสื้อผ้าของหยางหวั่นปลิวขึ้น
นางกำนัลผู้นั้นส่งเสียงเรียกเข้าไปด้านใน “พระชายา แม่นางหยางมาแล้วเพคะ”
ในตำหนักที่เงียบสงัดพลันมีเสียงถ้วยชาพลิกคว่ำดังขึ้น
หยางหวั่นรีบวิ่งเข้าไปหลังกรอบช่องประตูสลักลาย
ในห้องด้านข้างหลังกรอบช่องประตูสลักลายมีถ้วยชาแตกกระจายเต็มพื้น หนิงเฟยกำลังลงมาจากเตียง พับแขนเสื้อขึ้นแล้วนั่งยองๆ จะเก็บเศษกระเบื้องบนพื้น
นางสวมเสื้อตัวกลางผ้าไหมสีเรียบ ผมยาวปล่อยสยายอยู่บนไหล่ ใบหน้าไม่ได้ประทินโฉม แม้ท่าทางจะยังนับว่ากระฉับกระเฉง แต่ก็ผ่ายผอมลงไปมาก
“พี่หญิง ท่านอย่าแตะต้อง ข้าจัดการเอง”
หนิงเฟยเงยหน้าขึ้น ไม่คำนึงถึงนิ้วมือที่ถูกชาร้อนลวกจนเจ็บ คว้ามือหยางหวั่นมากุมไว้ ปากสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่
“หวั่นเอ๋อร์…”
หยางหวั่นรีบกุมมือหนิงเฟยพลางขานรับ “ข้าอยู่นี่แล้ว”
ถ่านไฟในห้องด้านข้างเผาไหม้ไม่อุ่นนัก มือของสตรีทั้งสองต่างเย็นเฉียบ ขณะมองหน้ากันอยู่นั้นในใจต่างมีคำพูดนับพันนับหมื่น แต่ไม่ว่าใครก็เอ่ยปากไม่ออก
พวกนางไม่กล้าร้องไห้ เพราะเกรงว่าจะแตะถูกจุดที่เจ็บปวดของกันและกัน