บทที่ 222 ลิ้มสุราอาภรณ์ชั้นเดียว
วันนี้บังเอิญเป็นวันหยุดของสำนักศึกษาสตรีสกุลหลี่ สตรีทุกนางต่างมารวมตัวอยู่ที่เรือนรุ่ยเจ่า ฟังคนขับร้องบทละครเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าหลี่
ผู้ที่ขับร้องบทละครเป็นสตรีตาบอดคู่หนึ่ง ว่ากันว่าเป็นศิษย์ของอาจารย์ที่กูซู เชี่ยวชาญบทละครทางตอนใต้ หนึ่งดีดพิณผีผา* หนึ่งบรรเลงซอสามสาย ฝีมือยอดเยี่ยมหาตัวจับได้ยาก น้ำเสียงยามขับขานหรือก็ไพเราะจับจิต ถูกอกถูกใจฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ยิ่งนัก ระยะนี้นางมักเชื้อเชิญคนทั้งสองให้มาร่ายร้องบรรเลงอยู่บ่อยครั้ง
ทุกครั้งที่มีกิจกรรมเช่นนี้ เฉินอิ๋งมักกลายเป็นคนที่ได้รับความสนใจน้อยที่สุด นางไม่ถนัดเรื่องพวกนี้แม้แต่น้อย นอกจากเข้าร่วมเพิ่มจำนวนคนให้แลดูคึกคักแล้วก็หามีประโยชน์อื่นใดไม่
ตรงกันข้ามกับหลี่ซีที่แสดงความสนอกสนใจออกนอกหน้า นางนั่งอยู่บนตั่งดอกเหมย หยิบของว่างในถาดแปดหลุมกินพลางสดับเสียงขยับเส้นสายร่ายร้องเปี่ยมอารมณ์นั้นอย่างสบายอกสบายใจ
เฉินอิ๋งกับหลี่ซีนั่งอยู่ใกล้กัน พอเห็นทุกคนต่างกำลังตั้งอกตั้งใจฟัง เฉินอิ๋งก็ขยับเข้าไปหาอีกฝ่ายพลางกระซิบบอก “ข้าจะออกไปข้างนอกสักครู่ หากฮูหยินผู้เฒ่าถาม เจ้าก็ตอบนางออกไปตามตรง แต่หากฮูหยินผู้เฒ่าไม่ถาม เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง”
หลี่ซีกำลังฟังอยู่เพลินๆ พอได้ยินเฉินอิ๋งบอกออกมาเช่นนั้นนางก็ใจลอยพยักหน้าพลางเอ่ยปาก “ญาติผู้พี่จะไปก็ตามสบาย…” ยังไม่ทันพูดจบ จู่ๆ นางก็ได้สติ สองตาเบิกกว้าง หันหน้ามองมาทางเฉินอิ๋ง สีหน้าตกตะลึง “ญาติผู้พี่…จะออกไปข้างนอก?”
“ใช่ ท่านแม่กับท่านลุงอนุญาตแล้ว” ถึงเสียงพูดอันใดจะล้วนถูกเสียงดนตรีกลบจนสิ้น แต่ถึงกระนั้นเฉินอิ๋งก็ยังคงกดน้ำเสียงแผ่วเบาอยู่ดี
“ญาติผู้พี่…” หลี่ซีสีหน้ากลับกลายเป็นลิงโลด นางยื่นมือกระตุกแขนเสื้อของเฉินอิ๋ง รอยยิ้มระบายเต็มใบหน้า “ญาติผู้พี่แสนดี ญาติผู้พี่ดีที่หนึ่ง ที่แท้ท่านก็จะออกไปข้างนอก แล้วเหตุใดถึงไม่บอกกันแต่เนิ่นๆ เล่า ญาติผู้พี่พาข้าไปด้วยเถอะ ข้าไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกนานแล้ว”
นางมองเฉินอิ๋งตาปริบๆ ขาดก็แต่ไม่มีหางให้กระดิกเท่านั้น
เฉินอิ๋งเองก็มีใจอยากตกลงรับปาก ทว่าครั้งนี้กลับไม่ได้ นางยิ้มเสียใจพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าไม่ได้ออกไปเที่ยว หากแต่มีธุระสำคัญต้องจัดการ ไว้คราวหน้าข้ารับปากจะพาเจ้าไปด้วย แต่ครั้งนี้ไม่ได้”
ได้ยินเช่นนั้นไหล่ของหลี่ซีก็ห่อเหี่ยวลงทันที ปากเบะสูง ไม่กินของว่างต่อ ทำเพียงก้มหน้าเขี่ยหน้ารองเท้าอยู่กับขาโต๊ะ ปากพูดพึมพำว่า “ญาติผู้พี่คงเห็นข้าเป็นคนนอกแล้ว มีเรื่องอะไรก็ไม่ยอมบอกให้ข้ารู้”
พอเห็นอีกฝ่ายทำท่ากระเง้ากระงอดราวกับเด็กน้อยเช่นนั้น เฉินอิ๋งก็ให้ทั้งนึกขันทั้งอับจน หลังจากอดทนกล่าววาจาดีๆ ออกมาสองสามประโยค ยืนยันว่าจะเอาของเล่นแปลกใหม่กลับมาให้ หลี่ซีก็อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ยอมตกปากรับคำ
อันที่จริงเฉินอิ๋งก็แค่กลัวฮูหยินผู้เฒ่าหลี่จะกังวลใจก็เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาคิดปิดบังอันใด ยามนี้พอเห็นหลี่ซีตกลงรับปาก นางก็เดินออกจากเรือนอุ่นไปเงียบๆ
รถม้ารออยู่นอกประตูหลักก่อนแล้ว หนีซื่อเป็นคนจัดเตรียมไว้ให้ด้วยตนเอง นอกจากสตรีสูงวัยติดตามรถม้าสี่คนแล้ว หลี่ซื่อยังให้หลัวมามาตามไปด้วย รวมถึงสวินเจินกับจือสืออีกสองคน นับได้ว่าเอิกเกริกมิใช่น้อย
หลัวมามายามนี้ดีขึ้นมากแล้ว ส่วนเฝิงมามาก็ถูกหลี่ซื่อใช้ให้ส่งจดหมายกลับเมืองหลวง อันที่จริงมามาทั้งสองล้วนแต่เป็นคนที่หลี่ซื่อสามารถเรียกใช้ได้ เพียงแต่หลัวมามารู้ตื้นลึกหนาบางกว่า การจะเรียกตัวใช้สอยใดๆ หลี่ซื่อย่อมวางใจกว่า
หลังขึ้นไปอยู่บนรถม้า เฉินอิ๋งก็เปลี่ยนมาอยู่ในอาภรณ์บุรุษ
นางกำลังจะไปพบเผยซู่