พ่อบ้านรีบเอ่ยชี้แจง “ฮูหยิน คนผู้นี้คือ…”
“หุบปาก! อีกประเดี๋ยวข้าจะต้องจัดการเจ้าแน่!” หญิงกลางคนผู้นั้นเขยิบเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง เห็นมู่ไป๋ที่ยืนอยู่ข้างหลังเซี่ยซูแล้วนางก็มีสีหน้าโกรธแค้นยิ่ง ปากพลันด่าทอขึ้นมาอีก “ไร้มารยาทจริงเชียว! เห็นคนก็ไม่รู้จักคำนับ เจ้าชื่อแซ่อะไร ข้าชักอยากจะรู้เสียแล้วสิว่าเป็นเด็กไม่เอาไหนจากบ้านใดกัน!”
มู่ไป๋นึกอยากก้าวพรวดเข้าไปแจ้งชื่อเสียงเรียงนามคุณชายของตนเองยิ่งนัก ทว่ากลับถูกเซี่ยซูยื่นมือมาปรามไว้ พลางถือโอกาสยัดร่มใส่มือเขา
“ดูจากสีหน้าท่าทางที่ไม่ธรรมดาของฮูหยินแล้ว คงต้องเป็นเซียงฮูหยินมารดาของอู่หลิงอ๋องเป็นแน่ ขออภัยที่เสียมารยาท ตัวข้าแซ่เซี่ย มีชื่อว่าซู”
เซียงฮูหยินตะลึงงันไปทันใด ราวกับนึกขึ้นได้แล้วว่าเซี่ยซูคือใคร นางจึงรีบค้อมกายคำนับ “ที่แท้ก็เป็นอัครเสนาบดีนี่เอง เมื่อครู่เสียมารยาทไป หวังว่าท่านจะไม่ถือสาหาความ”
“ฮูหยินอย่าคำนับเลย” เซี่ยซูรีบเข้าไปประคองเซียงฮูหยินลุกขึ้น พร้อมกับถือโอกาสเอากลีบดอกไม้อันขัดหูขัดตากลีบนั้นยัดใส่ไปในแขนเสื้อตนเองด้วย “วันนี้ที่ข้ามาก็เพราะมีธุระจะปรึกษาหารือกับอู่หลิงอ๋อง กลับรบกวนฮูหยินเสียได้ ช่างไม่สมควรเอาเสียเลย”
“ที่แท้ท่านก็อยากมาพบอี้จือ…” เซียงฮูหยินใคร่ครวญดูแล้วก็พูดอย่างนึกเสียดาย “เขาไม่อยู่ในจวนหรอก”
“หืม? แล้วเขาไปอยู่ที่ใดกัน”
“ข้าเองก็ไม่ทราบ วันนี้เขาพากันออกไปชมทิวทัศน์ยามวสันต์กับฝูเสวียนตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมาเลย”
“อ้อ เช่นนั้นก็โชคร้ายจริงๆ” เซี่ยซูเห็นเซียงฮูหยินมีท่าทีนอบน้อมทว่าดูอึดอัดใจแล้ว นางก็รู้ว่าตนเองไม่อาจอยู่ที่นี่ได้นานนัก จึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอตัว”
เซียงฮูหยินเกรงใจอย่างมาก ปากบอกซ้ำๆ ว่าอยากให้เซี่ยซูอยู่รับชาร้อนสักถ้วยก่อน ทว่ากลับก้าวเท้าอย่างว่องไวมาก เซี่ยซูยังไม่ทันบอกปัดไปอย่างแนบเนียนก็ถูกนางพาตัวออกมาส่งถึงประตูใหญ่แล้ว
หลังจากมองส่งเซี่ยซูจากไป พ่อบ้านหันกลับมาก็เกรงว่าจะถูกลงโทษ ขณะกำลังคิดจะหาที่หลบ เขาก็เห็นเซียงฮูหยินยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากแล้วหัวเราะคิกออกมา
“เหตุใดฮูหยินจึงได้หัวเราะเล่า นั่นเป็นถึงท่านอัครเสนาบดีในตอนนี้เชียวนะขอรับ ท่านเองก็เพิ่งจะด่าทอเขาไปเพียงนั้น…” พ่อบ้านมีสีหน้าสลด
เซียงฮูหยินถลึงตาใส่เขาแล้วเอ่ยว่า “เหลวไหล! หากเขาไม่ใช่อัครเสนาบดี ข้าก็คงไม่ด่าทอเขาหรอก! ห้ามพวกเจ้าคนใดก็ตามแจ้งให้จวิ้นอ๋องรู้เป็นอันขาด!”
การไปจวนต้าซือหม่าในครั้งนี้ ทำให้เซี่ยซูมองออกว่าเซียงฮูหยินมีเจตนาหมายกลั่นแกล้ง นางย่อมไม่คิดจะไปที่นั่นอีก
เดิมทีเซี่ยซูรู้สึกว่าเรื่องการชุมนุมจำเป็นต้องไปเชิญแขกอย่างเป็นทางการ ทว่าพอได้ไปจวนต้าซือหม่าเป็นครั้งแรกแล้ว เห็นทีมิสู้หาเวลาหลังการเข้าเฝ้าวันใดวันหนึ่งเอ่ยปากเชิญเว่ยอี้จือเสียเลยแล้วกัน จะได้ไม่เป็นการรนหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวอีก
มู่ไป๋กลับโกรธเคืองยิ่งกว่าเซี่ยซูเสียอีก “ที่เซียงฮูหยินด่าทอถึงเพียงนั้นต้องเป็นการแก้แค้นแน่! ตอนนั้นอู่หลิงอ๋องถูกย้ายออกไปนอกเมืองหลวง ประจวบเหมาะกับเคราะห์ร้ายเข้าเท่านั้น ใครเลยจะรู้ว่าภรรยาที่ยังไม่ทันได้แต่งผู้นั้นจะบอบบางเหมือนกระดาษ บัดนี้พวกเขาก็น่าจะหาคู่หมายใหม่ได้แล้ว ยังคิดแค้นไม่เลิกอีกหรือ ช่างใจแคบเสียจริง!”
เซี่ยซูมองมู่ไป๋อย่างปลอบใจ “ช่างเถอะๆ ที่นางด่าทอล้วนเป็นข้า หาใช่เจ้าเสียหน่อย”
“คุณชาย บ่าวจะร่วมทุกข์ร่วมสุขเจ็บแค้นไปกับท่านด้วย!”
“เด็กดี…”