ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน เรื่องราวของเรากับนาง บทที่ 1
“ต้าซือหม่า…”
“หุบปาก”
“ไม่ใช่…เจ้าจะลำบากไปเพื่ออะไร”
“หนังเปิดเนื้อแตก สบายใจตามหลักเหตุผล”
เอ่ยประโยคเหล่านี้ออกมาต่อหน้าสหายสนิทจึงจะนับได้ว่าสบายใจตามหลักเหตุผลอย่างแท้จริง
จ้าวเชียนกอดอกรวบชายเสื้อผ้านั่งลงอย่างดีแล้วเอ่ยอย่างอดทนว่า “บนแผ่นหลังยังมีเนื้อดีอยู่หรือ หลายวันต่อจากนี้หมอหลวงเหมยคงจะออกมาไม่ได้ เจ้าจะรักษาบาดแผลอย่างไร ทนเอาไว้หรือ”
จางตั๋วเอียงตัวไปจุดเตาป๋อซาน เครื่องหอมเผาไหม้อยู่ในท้องเตา ควันไหลลอดออกมาจากกลางรูปทรงภูเขากลวงแล้วลอยวนเข้าแขนเสื้อ ชายหนุ่มทั้งสองจึงมีสีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“สิบวันก็หาย ไม่ต้องให้เจ้าเป็นห่วงหรอก”
“ถ้าเฉินเซี่ยวอยู่ เจ้าคงไม่พูดเช่นนี้”
เมื่อคำว่า ‘เฉินเซี่ยว’ ออกจากปาก จ้าวเชียนเองก็ตกใจ
เฉินเซี่ยวเสียชีวิตในรัชศกซิงชิ่งปีที่สิบ ในคดีฆ่าล้างสกุลเฉินแห่งเขตตงจวิ้น
ตอนนั้นจางซีทำศพให้เฉินวั่ง โบยตีจางตั๋วอย่างหนักหน้าโลงศพ จากนั้นจางตั๋วยังแบกเอาบาดแผลร้ายแรงไปเก็บศพแทนเฉินเซี่ยวบุตรชายของเฉินวั่งด้วยตนเองอีกด้วย
ทางเหนือของเชิงเขาเป่ยหมางมีสุสานนิรนามแห่งหนึ่ง ที่ฝังไว้ตรงนั้นก็คือชายหนุ่มรูปงามที่เคยมีชื่อเสียงไปทั่วเมืองลั่วหยางผู้นั้น
บนโลกที่ไร้แก่นสารไม่แน่นอน คำว่า ‘อิงสยง’ ที่หมายถึงวีรบุรุษมักจะถูกแยกคำเพื่อให้คำนิยาม
‘อิง’ ในคำว่า ‘อิงสยง’ นี้คือพืชที่เจริญงอกงามแต่ไร้ผล ฟังแล้วทำให้เกิดความเสียดายถึงชีวิตที่กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุดแต่ไร้ซึ่งผลลัพธ์ เฉินเซี่ยวเรียกได้ว่าเป็นความเสียดายในเชิงความหมายนี้
เขตตงจวิ้นที่ผ่านมาเป็นแหล่งกำเนิดหญิงงาม ชายหนุ่มก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
เฉินเซี่ยวมีรูปโฉมงดงามจนไม่อาจหาผู้ใดมาเทียบเทียม สวมอาภรณ์งามหรู หนึ่งคนหนึ่งพิณก็สามารถบรรเลง ‘ลำนำก่วงหลิงซั่น’ ได้แล้ว เพียงเคาะหินเป่าใบไม้ก็สามารถดึงดูดร้อยสกุณาออกมาได้ เขามีชาติกำเนิดจากครอบครัวบัณฑิตผู้มีความรู้ในเขตตงจวิ้น แต่กลับอ่อนน้อมถ่อมตน คนในเมืองลั่วหยางตั้งแต่ราชนิกุลไปจนถึงบ่าวรับใช้ต่ำต้อยต่างชื่นชมรูปลักษณ์และความประพฤติของเขา กระทั่งสิบปีหลังจากการตายของเขาก็ยังคงมีชายหญิงที่ยกย่องชื่นชมเขาเดินทางไปเซ่นไหว้ที่เขาเป่ยหมางอยู่เป็นประจำ
สำหรับจางตั๋วกลับเป็นคนอีกประเภทหนึ่ง
มีชาติกำเนิดในตระกูลชื่อดัง มีตำแหน่งขุนนาง แต่ชีวิตก่อนสิบขวบของคนผู้นี้กลับเป็นปริศนาอันลึกลับ เขาใช้ชีวิตอยู่สถานที่ใด มีชีวิตมาได้อย่างไร แม้แต่จ้าวเชียนเองยังไม่รู้กระจ่าง และเขาก็ไม่ชอบฟังคำวิจารณ์ของผู้ใด ดังนั้นทั่วทั้งเมืองลั่วหยางจึงไม่มีผู้ใดกล้าไปสืบความเกี่ยวกับอดีตของเขา และยิ่งไม่กล้าเอาเขามาพูดวิจารณ์
เขาทำลายสายเลือดสกุลเฉิน แต่ฝังศพแทนเฉินเซี่ยวด้วยตนเอง
เมื่อเผชิญหน้ากับการกระทำย้อนแย้งนี้ จะตำหนิว่าเขาละโมบในชื่อเสียงอันดีงามหรือ
ก็ได้ จะคิดว่าเขามีความเวทนาต่อเฉินเซี่ยวก็ได้ จะคาดเดาว่าเขาถูกจางซีควบคุม ถูกบังคับให้ทำก็ได้อีกเช่นกัน
คำวิจารณ์มีมากมาย แต่เมื่อเขาเดินไปบนถนนถงถัว ทุกคนกลับเงียบเสียง
ด้วยเหตุนี้เขาจึงสังหารคนอย่างไม่ปิดบัง และรับโทษรับความอัปยศต่อหน้าป้ายวิญญาณสกุลเฉินอย่างไม่ปิดบังเช่นกัน หลังจากนั้นก็เดินอยู่ในเมืองลั่วหยางอย่างเปิดเผยต่อไป เต็มไปด้วยคราบเลือดและกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายทำให้คนต้องถอยห่าง
“เจ้าจะหาเรื่องข้าใช่หรือไม่”
คำพูดที่เย็นชาไปถึงดวงตานี้กระแทกใส่จ้าวเชียนให้ดึงสติกลับมาทันใด
เขารีบยกน้ำชาขึ้นดื่มหนึ่งอึกแล้วลุกขึ้นยืน “ข้ากลับค่ายทหารรักษาพระองค์ไปรับโทษล่ะ ลาก่อน” พูดจบก็ก้าวยาวจากไป
คนข้างหลังไม่ได้เงยหน้าขึ้นเช่นกัน “หยุดตรงนั้น”
จ้าวเชียนเดินอ้อมฉากบังตาไปแล้ว ได้ยินคำพูดนี้ก็ทำเพียงเดินถอยกลับมาแต่ไม่ได้หันหน้ามา พูดกับฉากบังตาหยกสลักร้อยสกุณานั้น
“ได้ ข้าไม่ควรพูดถึงคนคนนั้น แต่เขาตายไปสิบปีแล้ว ต้นสนเตี้ยข้างสุสานนิรนามเขาเป่ยหมางสูงเสียดฟ้าแล้ว ชาตินี้ต่อให้ชื่อเสียงของเขางดงามแล้วอย่างไร จุดจบกำหนดไว้แล้ว สุดท้ายก็เทียบเจ้าไม่ได้ เจ้าชนะเขาไม่ใช่เพียงครึ่งตัวหมาก เจ้ายังจะยึดติดอะไรอีก”
นี่ไม่เชิงเป็นการยึดติด แต่เป็นการรับรู้ของมนุษย์ที่ซับซ้อนยิ่งกว่า
จ้าวเชียนพูดจบแล้ว สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบเป็นเวลานานของคนข้างหลัง
ควันในเตาป๋อซานรวมตัวกันที่ส่วนฐาน มีไอน้ำพวยพุ่งออกมาราวกับหมอกควันแห่งเทพ ลอยวนรอบโต๊ะน้ำชา
“ไม่มีอะไรจะพูดแล้วหรือ” จ้าวเชียนถาม “ถ้าอย่างนั้นข้าไปล่ะ
พูดจบก็เดินไปอีกหลายก้าว แต่พลันนึกอะไรขึ้นได้จึงหยุดชะงัก หมุนตัวแล้วล้วงขวดกระเบื้องใบหนึ่งออกจากข้างเอวโยนให้อีกฝ่าย “การลงโทษตามกฎบ้านในสกุลจางของพวกเจ้าไม่รู้หนักเบา ข้าไม่ใช้แล้ว เจ้าเอาไปจัดการแผลเถอะ ใช้ดีกว่าสุราดีงูของเจ้าอยู่บ้าง”
จางตั๋วยกมือรับไว้แล้วโยนกลับไปทันที “ดูแลตัวเจ้าเองให้ดีเถอะ”
จ้าวเชียนเก็บขวดกระเบื้องใบนั้นใส่ข้างเอวอีกครั้งอย่างโกรธเกรี้ยว กอดอกเอ่ยว่า “ได้ หมอหลวงเหมยปรุงมาหนึ่งปีก็ปรุงได้เพียงเท่านี้ ให้เจ้าหมดเลยข้ายังทำใจไม่ได้ แต่ว่าทุ่ยหาน…” เขากวาดตามองบาดแผลจากแส้บนข้อมือของจางตั๋วอีกครั้ง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ยังคงลองเอ่ยถามหยั่งเชิงว่า “ต้าซือหม่า…เหตุใดจึงทำให้เจ้าอับอายอีกแล้ว”
ถ้วยชากระแทกโต๊ะ จางตั๋วประสานสายตากับจ้าวเชียนปราดหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ
“ไม่มีอะไร เขาเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว”
“อ้อ”
เห็นว่าจ้าวเชียนยังไม่มีทีท่าจะจากไป เขาจึงตัดสินใจพูดต่อ “เช่นนี้ก็ดี แม้ว่าจะไม่ใช่พ่อลูกที่แท้จริง แต่ข้าก็ถือว่าได้ตัดเนื้อตอบแทนคืนให้ท่านพ่อแล้ว ถึงตอนนี้ข้าไม่ติดค้างหนี้สกุลจางแล้ว”
ลำคอของจ้าวเชียนรู้สึกเย็นเยือก ลิ้มรสได้ถึงความหมายในคำพูดนั้น เขานิ่งเงียบอยู่นาน พอเงยหน้าขึ้นจะอ้าปากถามอีกครั้ง คนตรงหน้าก็จากไป ทิ้งไว้แต่น้ำชาที่เย็นแล้ว
กำยานในเตาดับลง แต่กลิ่นหอมของไม้หอมชั้นเลิศยังคงอยู่ไม่จางหายเป็นเวลาเนิ่นนาน
Comments
