X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักเสน่หามายาจอมนาง

ทดลองอ่าน เสน่หามายาจอมนาง บทที่ 172-173

หน้าที่แล้ว1 of 8

บทที่ 172

เมื่อคืนเสิ่นหยวนหงดึงเสิ่นหมิงอวี้มาซักถามอย่างละเอียด เสิ่นหมิงอวี้คิดว่าในเมื่อการลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้สำเร็จแล้ว จึงตัดสินใจเล่าว่านางวางแผนกับเสิ่นหุยอย่างไรให้เสิ่นหยวนหงฟัง

แน่นอนว่าสำหรับสัญญาสิบปีระหว่างพวกนางสามคน นางไม่ได้บอกท่านปู่

‘ใจกล้าเกินไปแล้ว!’ เสิ่นหยวนหงทำหน้าเคร่งเครียด ตำหนิซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่น้ำเสียงของเขาฟังดูแล้วไม่เหมือนโกรธเคืองอะไรมากนัก

เช้าวันรุ่งขึ้น สองปู่หลานตื่นแต่เช้า เสิ่นหยวนหงไม่มีตำแหน่งขุนนางมานานแล้ว ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเช้า เขานำเสิ่นหมิงอวี้ไปยืนอยู่ริมทางที่จะผ่านไปตำหนักจินลู่ รอคอยอย่างกระวนกระวาย

จนกระทั่งเห็นเงาร่างของเสิ่นหุยจากที่ไกลๆ ใบหน้าที่ร้อนรนของเสิ่นหยวนหงก็มีรอยยิ้มทันที

“ท่านปู่ พวกเราจะไปพูดคุยกับท่านอาเล็กสักนิดหรือไม่เจ้าคะ” เสิ่นหมิงอวี้ถาม

“ไม่ไป อีกสักครู่ค่อยกลับ”

เสิ่นหยวนหงตอบเสิ่นหมิงอวี้ สายตาจับจ้องไปยังบุตรสาวคนเล็กที่อยู่บนเกี้ยวหงส์ รอยยิ้มในดวงตาที่ผ่านโลกมานานแทบจะเอ่อล้นออกมา

บุตรสาวเติบใหญ่แล้ว

ในดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มค่อยๆ เผยความเจ็บปวดออกมาเล็กน้อย เสิ่นหยวนหงออกแรงกำไม้เท้าในมือแน่น พยายามบังคับให้น้ำตาไหลย้อนกลับไป

เสิ่นหมิงอวี้ไม่ถามอะไรอีก ตอนนี้ท่านอาเล็กของนางคงไม่มีเวลาพูดคุยกับพวกนางแน่นอน นางมองท่านอาเล็กที่อยู่บนเกี้ยวหงส์ครู่หนึ่ง จากนั้นสายตาก็จับจ้องไปข้างหน้า มองฉีอวี้ที่นั่งอยู่บนเกี้ยวมังกรอีกครู่หนึ่ง

เห็นว่าท่านอาเล็กกับฉีอวี้ใกล้จะถึงตำหนักจินลู่แล้ว เสิ่นหมิงอวี้ก็เม้มริมฝีปากอย่างเศร้าใจเล็กน้อย มีความลับยิ่งใหญ่ระหว่างพวกนางสามคน ตอนนี้ท่านอาเล็กกับฉีอวี้ไปทำเรื่องสำคัญที่ตำหนักจินลู่ แล้วนางเล่า นางไม่มีสิทธิ์เข้าไปในตำหนักจินลู่ด้วยซ้ำ

“ท่านปู่ ข้าอยากนำทัพไปรบ ข้าต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ” เสิ่นหมิงอวี้พูดเสียงอู้อี้

เสิ่นหยวนหงตบศีรษะของนางเบาๆ คราหนึ่งแล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ไปเถิด กลับได้แล้ว!”

“อืม…” เสิ่นหมิงอวี้ประคองท่านปู่กลับไป เพิ่งเดินไปสองก้าวนางก็รีบพูดว่า “ท่านปู่ ท่านรอข้าสักครู่ เมื่อคืนข้ายืมกระบี่จากองครักษ์หลวง ข้าต้องเอาไปคืน!”

 

เสิ่นหมิงอวี้ไปสอบถามทงเหอจึงหาตัวหลิงจี๋พบ

วันนี้หลิงจี๋ไม่ได้เข้าเวร แต่เขาก็ไม่ได้ออกจากตำหนักตากอากาศเช่นกัน เดินอย่างรวดเร็วเพียงลำพังไปตามกำแพงสูงสีแดง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาแต่รวดเร็วจากด้านหลัง หลิงจี๋ไม่ต้องหันหน้าไปก็รู้ว่าเป็นสตรีที่ฝึกวรยุทธ์ น่าจะอายุไม่มาก รูปร่างผอมเพรียว

เงาร่างของเสิ่นหมิงอวี้ปรากฏขึ้นในสมองของหลิงจี๋ทันที เขาจึงค่อยๆ ผ่อนฝีเท้า

“พี่หลิงจี๋!” เสิ่นหมิงอวี้รีบวิ่งไปถึงตรงหน้าหลิงจี๋ ถือกระบี่ด้วยมือทั้งสองข้างแล้วยื่นไปตรงหน้าเขา

หลิงจี๋เหลือบมองคราหนึ่ง แต่ไม่ได้ยื่นมือไปรับ

“เมื่อวานตอนเข้าตำหนักตากอากาศถูกปลดอาวุธ จึงต้องยืมกระบี่ของพี่ชายแทน” เสิ่นหมิงอวี้มองเขา ยิ้มจนดวงตายกโค้ง “ตอนที่จับมันคิดว่าจะทำให้เจ้าของเสื่อมเสียไม่ได้ ได้ยืมความร้ายกาจของพี่ชายแล้ว!”

เสิ่นหมิงอวี้ยืมกระบี่ของหลิงจี๋เพราะนางรู้สึกว่าเขาร้ายกาจมาก ใช้กระบี่ของเขาก็สามารถร้ายกาจเหมือนเขาได้เช่นกัน

หลิงจี๋มองดวงตาสดใสของเด็กสาว นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ให้เจ้า”

เสิ่นหมิงอวี้ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง รีบส่ายหน้าพลางพูดว่า “ไม่ๆๆ ข้ามีกระบี่ของตนเอง ท่านอาเล็กเลือกสรรให้ข้าอย่างดี ข้าชอบมาก ข้าจะเอาของของท่านไปโดยไร้เหตุผลไม่ได้ คืนให้ท่านดีกว่า!”

เสิ่นหมิงอวี้ดึงแขนเสื้อของหลิงจี๋แล้วยัดกระบี่ใส่มือเขา

“ท่านปู่ยังรอข้าอยู่ ข้าต้องไปแล้ว” เสิ่นหมิงอวี้รีบเดินจากไป ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงหยุดฝีเท้าอีกครั้งแล้วยอบกายคารวะเล็กน้อยตามธรรมเนียมสตรีแก่หลิงจี๋

หลิงจี๋พยักหน้าตอบ

จากนั้นเสิ่นหมิงอวี้ก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทว่าคิ้วของนางกลับขมวดเป็นปมด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย เอาแต่โทษตนเองที่เมื่อครู่ลืมมารยาท พูดจาก็ไม่สุภาพ…

หลิงจี๋ไม่ได้หันไปมอง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของเสิ่นหมิงอวี้เดินจากไปไกลแล้วก็เดินหน้าต่อ

ในที่ที่ไม่ไกลนักเฉินเกาเจี๋ยเห็นเหตุการณ์นี้พอดี เขาหัวเราะเสียงดังแล้วกวักมือเรียกหลิงจี๋ให้เดินมาหา

“ผู้บัญชาการใหญ่มีอะไรจะสั่งการหรือขอรับ” หลิงจี๋ถาม

วันนี้เฉินเกาเจี๋ยจะประจำการยามบ่าย ยามนี้จึงสวมชุดลำลอง พอไม่ได้สวมชุดเกราะเขาก็ดูเป็นกันเองมากขึ้น เขาพูดด้วยรอยยิ้ม

“คุณหนูเสิ่นผู้นั้นสนใจเจ้า เจ้าอย่าเอาแต่ทำหน้าเย็นชากับนาง ถ้าเป็นข้า…”

หลิงจี๋เอ่ยตัดบทเขา “ผู้บัญชาการใหญ่ คุณหนูเสิ่นเพิ่งอายุครบสิบสองปีได้ไม่นาน นางยังเด็กอยู่เลย”

เฉินเกาเจี๋ยเบิกตาโตแล้วจงใจพูดอย่างขบขันด้วยน้ำเสียงแสร้งทำเป็นตกใจ “หลิงจี๋ เจ้าใช้ได้นี่ แม้แต่วันเวลาตกฟากของฝ่ายหญิงก็ได้มาแล้วหรือ ร้ายกาจโดยแท้ ดูไม่ออกเลยจริงๆ”

หลิงจี๋ขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เขาพูดด้วยเสียงเย็นชาขึ้นเล็กน้อย “คุณหนูเสิ่นกับข้าพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง นางแค่มีนิสัยร่าเริงเป็นมิตร เรียกข้าว่าพี่ชายเท่านั้น นางอายุยังน้อย ไม่ค่อยเข้าใจอะไรนัก ผู้บัญชาการใหญ่ควรรู้ว่าชื่อเสียงของสตรีเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ผู้บัญชาการใหญ่โปรดระวังคำพูดด้วย อย่าเอาเรื่องเช่นนี้มาล้อเล่นเป็นอันขาด”

เฉินเกาเจี๋ยรีบโบกมือ พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ได้ๆๆ ข้าไม่พูดอีกแล้ว” เงียบไปครู่หนึ่งเขาก็หยอกเย้าหลิงจี๋ด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง “เจ้าเด็กนี่วันนี้พูดมากจริงๆ คำพูดหนึ่งเดือนต่อจากนี้ วันนี้เจ้านำมาใช้ล่วงหน้าหมดแล้ว หลังจากนี้ก็เป็นใบ้แล้วกระมัง”

หลิงจี๋กำกระบี่ในมือ พยักหน้าแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ข้าจะไปทำงานแล้ว”

เฉินเกาเจี๋ยทำท่าผายมือ หลังจากหลิงจี๋หันหลังเดินจากไปแล้ว เขาก็พึมพำกับตนเองว่า “นิสัยเย็นชาเช่นนี้ วันหน้าอยู่กับภรรยาของเจ้าคงลำบากแน่นอน”

 

เกี้ยวหงส์กับเกี้ยวมังกรเคลื่อนตามกันมาแล้วหยุดที่หน้าประตูตำหนักจินลู่ ฉีอวี้หันหน้ามาก็เห็นเสด็จน้ายิ้มแล้วพยักหน้าให้นาง มือเล็กของนางที่กำเสื้อของตนเองจึงคลายออกอย่างช้าๆ

เสิ่นหุยเกาะแขนของเฉินเยวี่ยก้าวลงจากเกี้ยวหงส์ เดินหน้าไปสองก้าวก็ยอบกายนั่งลงตรงหน้าฉีอวี้ ชายชุดหงส์สีเหลืองยาวลากพื้น

“อวี้เอ๋อร์จงจำไว้ ไม่ต้องกลัว ขอเพียงเจ้าหันหน้ามา ข้าจะอยู่ข้างหลังเจ้าเสมอ” เสิ่นหุยพูดอย่างอ่อนโยนพลางลูบชายเสื้อที่ยับย่นของฉีอวี้อย่างไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

“อืม!” ฉีอวี้พยักหน้าอย่างแรง ถึงขั้นยิ้มยิงฟันซี่เล็กให้เสิ่นหุย

เสิ่นหุยลุกขึ้นยืน จูงมือฉีอวี้แล้วเดินช้าๆ เข้าไปในตำหนักจินลู่ นางมองเหล่าขุนนางเต็มห้องโถงค่อยๆ คุกเข่าค้อมกายคารวะ ถึงแม้นางจะเอ่ยปลอบฉีอวี้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ความจริงแล้วตนเองก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน

แต่ไม่มีทางอื่นแล้ว ฉีอวี้ยังเด็กมาก นางยิ่งไม่สามารถแสดงความขลาดกลัวออกมาได้

สายตาของเสิ่นหุยกวาดมองเหล่าขุนนางที่ทยอยคุกเข่าค้อมกายคารวะลงในห้องโถง ไม่เห็นเงาร่างเผยไหวกวงอย่างที่คาดไว้ เขาบอกว่าไม่มาก็ไม่มาจริงๆ

แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเขาไม่มีทางมา แต่เสิ่นหุยยังคงหวังว่าเขาจะอยู่ด้วย เพราะเกรงว่าอาจเกิดสถานการณ์ที่มีความเห็นต่างขึ้นมา

“ขอฝ่าบาททรงมีพระชนมายุหมื่นปีหมื่นๆ ปี ขอไทเฮาทรงมีพระชนมายุพันปีพันๆ ปี”

มือเล็กของฉีอวี้ที่ถูกเสิ่นหุยกุมไว้สั่นเทา เสิ่นหุยรับรู้ได้จึงบีบมือของฉีอวี้แรงขึ้นเล็กน้อย นางมองตรงไปยังบัลลังก์มังกรข้างหน้าแล้วเดินต่อไป ในที่สุดนางก็เดินผ่านเหล่าขุนนางที่คุกเข่าอยู่ เสิ่นหุยจูงมือฉีอวี้เดินขึ้นบันไดหยกทีละก้าว ชายกระโปรงสีเหลืองลากไปตามขั้นบันได ผ้าไหมสีทองเปล่งประกายระยิบระยับตามฝีเท้าของนาง

เสิ่นหุยคลายมือออก ปล่อยให้ฉีอวี้ขึ้นนั่งบนบัลลังก์ด้วยตนเอง

มือเล็กที่ถูกจับไว้แน่นนั้นคลายออกอย่างกะทันหัน ฉีอวี้เงยหน้าขึ้นอย่างงุนงงเล็กน้อยแล้วมองไปที่เสิ่นหุย เสิ่นหุยอมยิ้มพลางมองนางแล้วพยักหน้าช้าๆ

เหล่าขุนนางที่คุกเข่าอยู่อดไม่ได้ที่จะลอบเงยหน้าขึ้นมอง

ฉีอวี้ค่อยๆ เดินไปยังบัลลังก์มังกร นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ หันกลับมา เขย่งปลายเท้าอย่างลำบากแล้วนั่งลงบนบัลลังก์มังกรที่สูงเกินไปสำหรับนาง

เสิ่นหุยส่งสายตาชื่นชมให้นาง แต่ฉีอวี้มองไม่เห็น นางเอาแต่ทำหน้านิ่งจ้องมองไปข้างหน้า

ตอนนี้เสิ่นหุยจึงเดินไปนั่งลงบนที่นั่งที่เตรียมไว้หลังม่านมุกด้านข้าง จากนั้นก็มองไปทางฉีอวี้แล้วรอเงียบๆ เหล่าขุนนางเต็มห้องโถงก็รออยู่เช่นกัน

ทุกคนต่างรอ คล้ายกับเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งในที่สุดก็มีเสียงเด็กน้อยไร้เดียงสาดังขึ้นในห้องโถงสีทองอร่ามตระการตา

“ขุนนางรักทุกท่านยืนขึ้นเถิด”

หลังม่านมุกที่พลิ้วไหวเบาๆ ไปตามสายลม เสิ่นหุยยิ้มจนดวงตายกโค้งอย่างช้าๆ

 

การประชุมเช้าวันนี้ทุกคนต่างคิดว่าเผยไหวกวงจะปรากฏตัว แต่เขากลับไม่ได้ไป เหล่าขุนนางอดคิดไม่ได้ว่านับตั้งแต่มาที่เมืองกวนหลิงดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยเข้าประชุมเช้าเท่าใดนัก

ขณะที่ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งตำหนักจินลู่ต่างคาดเดาท่าทีของเผยไหวกวง เผยไหวกวงกำลังยืนอยู่ตรงพื้นที่ปลูกต้นลิ้นจี่ทางมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของลานเรือน สีหน้าไม่ค่อยดีนัก

พายุฝนเมื่อคืนนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน ได้ยินว่าเหย้าเรือนของชาวบ้านพังถล่มลงมาไม่น้อย ถึงขั้นมีต้นไม้เก่าแก่อายุหลายร้อยปีถูกถอนรากขึ้นมาด้วย

ใต้เพิงที่เผยไหวกวงสร้างขึ้นมาบังลมกันฝนด้วยตนเอง ต้นอ่อนลิ้นจี่สามต้นนั้น ต้นหนึ่งหัก ต้นหนึ่งแห้งตาย เหลือเพียงต้นสุดท้ายที่ราวกับสั่นเทาเหมือนคนกำลังประคองชีวิตที่เหลืออยู่

ซุ่นซุ่ยตอบอย่างอกสั่นขวัญแขวน “จั่งอิ้น พายุฝนเมื่อคืนรุนแรงมากเหลือเกิน ข้ากับขันทีรุ่นเล็กหลายคนคิดหาทุกวิถีทางแล้ว แต่ก็ช่วยไว้ไม่ได้…”

“ไปเอาพลั่วมา ย้ายต้นอ่อนต้นสุดท้ายนี้พร้อมกับดินเข้าไปในเรือน” เผยไหวกวงสั่งด้วยใบหน้าบึ้งตึง

ซุ่นซุ่ยรีบทำตามคำสั่งทันที

การย้ายต้นอ่อนลิ้นจี่ต้นนี้เข้าไปในเรือนที่เผยไหวกวงพูดถึงคือการเลือกห้องหนึ่งห้อง ยกของทุกอย่างออกจากห้อง ถมดินให้สูง เปลี่ยนทั้งห้องเป็นพื้นที่ปลูกแล้วค่อยย้ายต้นอ่อนลิ้นจี่ที่ล้ำค่าไปไว้ที่นั่น

ครึ่งวันนี้เผยไหวกวงทุ่มเทความคิดทั้งหมดไปกับต้นอ่อนลิ้นจี่ต้นนี้

จนกระทั่งต้นอ่อนลิ้นจี่ต้นนี้ถูกย้ายไป เผยไหวกวงตรวจดูด้วยตนเองก็รู้สึกพอใจเล็กน้อย เขาสั่งคนให้เตรียมน้ำอาบเพื่อชำระล้างฝุ่นดินบนร่าง จากนั้นก็เปลี่ยนไปสวมชุดสีขาวสะอาดแล้วกลับไปที่ห้องนอน นั่งลงพิงที่ปลายเตียง มือหยิบหนังสือเกี่ยวกับการปลูกต้นลิ้นจี่มาอ่าน

อ่านไปอ่านมาเขาก็อดคิดถึงเสิ่นหุยไม่ได้

ไม่รู้ว่าในการประชุมเช้านางจะทำได้ราบรื่นดีหรือไม่

ในเวลานี้การประชุมเช้าน่าจะเสร็จสิ้นแล้ว เช่นนั้นนางกำลังทำอะไรอยู่ เผยไหวกวงคิดสักครู่ ด้วยความเข้าใจที่เขามีต่อเสิ่นหุย นางต้องดึงตัวขุนนางหลายคนไว้พูดคุยกันหลังจากเลิกประชุมเช้าแน่นอน

เผยไหวกวงจุปากออกมา

สตรีที่อ่อนแอเพียงนั้น ใครจะคิดว่านางจะมีความทะเยอทะยานมากเช่นนี้

เผยไหวกวงพลิกหน้ากระดาษอย่างช้าๆ อ่านต่อไปว่าต้นอ่อนลิ้นจี่ควรใช้ปุ๋ยอย่างไรจึงจะเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

 

ยามพลบค่ำ ฝูยาเดินขึ้นไปชั้นบน ได้ยินเผยไหวกวงบอกให้เข้ามา เขาจึงเข้าไปรายงานว่า “จั่งอิ้น เกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อยที่สำนักประจิมในเมืองหลวง คนเก่าแก่ในสำนักประจิมไม่ค่อยยอมรับหวังไหลเท่าใดนัก ท่านคิดว่าควรให้สำนักบูรพาออกหน้าหรือไม่ขอรับ”

“ให้หวังไหลจัดการเอง” เผยไหวกวงมีสีหน้าเรียบเฉย

หลังจากฝูยารับคำแล้วก็ไม่ได้จากไปทันที เขาเห็นเผยไหวกวงเอนกายพิงปลายเตียงอย่างเกียจคร้าน ท่าทางดูสงบมากเกินไป ในใจก็รู้สึกว่าผิดปกติยิ่ง เขาจึงลองถามหยั่งเชิง

“จั่งอิ้น ออกไปหาเรื่องสนุกทำกันดีหรือไม่”

“เรื่องสนุกหรือ” เผยไหวกวงเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นชา

เมื่อประสานกับสายตาเช่นนี้ของเผยไหวกวง ฝูยาก็อยากจะตบหน้าตนเองสักฉาดที่พูดมากเกินไป เขากำลังจะเอ่ยปากแก้ตัว ซุ่นซุ่ยก็มาเคาะประตูแล้วรายงานจากข้างนอก

“จั่งอิ้น ไทเฮาทรงวิ่งมาแล้วขอรับ”

วิ่ง?

ไม่ช้าเผยไหวกวงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเสิ่นหุยวิ่งขึ้นบันไดมา เสียงฝีเท้าของนางแผ่วเบา แต่ก็ฟังดูว้าวุ่นเช่นกัน

เผยไหวกวงขมวดคิ้ว เขาวางหนังสือในมือลง แผ่นหลังเหยียดตรงขึ้น

เสิ่นหุยยกชายกระโปรงวิ่งเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นเผยไหวกวงก็ไม่สนใจว่าฝูยากับซุ่นซุ่ยยังอยู่ที่นี่ นางวิ่งไปหาเขาเร็วขึ้น สุดท้ายก็โผเข้าไปในอ้อมกอดของเขา

เสิ่นหุยซบหน้าลงบนแผ่นอกของเผยไหวกวง ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเศร้าใจ

“เป็นอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” เผยไหวกวงสีหน้าเย็นชาในชั่วพริบตา

เสิ่นหุยไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ร้องไห้พลางกอดเขาไว้แน่น

เผยไหวกวงถามเสียงเย็นชาว่า “เจ้าสุนัขชั่วตัวใดทำให้เป่าเปาของกระหม่อมร้องไห้อีกแล้ว”

เขาเดาว่าในการประชุมเช้ามีคนยั่วโมโหเสิ่นหุย ในดวงตาสีดำสนิทฉายรังสีสังหารที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ เขาจำต้องสะกดกลั้นอารมณ์ ลูบศีรษะของเสิ่นหุยเบาๆ แล้วเอ่ยปลอบเสียงเบา

“พรุ่งนี้กระหม่อมจะไปประชุมเช้ากับเหนียงเหนียง”

“เกี่ยวก้อยสัญญาด้วย” เสิ่นหุยเงยหน้าขึ้นยิ้มอย่างอ่อนหวานให้เขา บนใบหน้าไม่มีน้ำตาสักนิด

เผยไหวกวงนิ่งงัน รู้ตัวว่าถูกหลอกเข้าแล้ว กำลังจะเอ่ยปากพูดเสียงเย็นชา เสิ่นหุยก็ขมวดคิ้วมองเขาอย่างน่าสงสารแล้วพูดเสียงเบา

“ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน…”

บทที่ 173

ฝูยาจ้องมองภาพเหตุการณ์นี้แล้วก็เบิกตาโตอ้าปากค้าง เขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะเห็นได้ หากเขาเห็นแล้วจะยังมีชีวิตรอดออกไปได้หรือไม่!

เขาหันหน้าไปทางอื่นอย่างเงียบๆ พยายามขยิบตาให้ซุ่นซุ่ย แต่ซุ่นซุ่ยกลับก้มหน้าก้มตาเหมือนต้นไม้ตายซากต้นหนึ่ง เขาจะทำอย่างไรดี ฝูยาเริ่มลนลานขึ้นมาแล้ว ทันใดนั้นก็รีบก้มหน้าก้มตาเลียนแบบซุ่นซุ่ย ทำให้ตนเองดูเหมือนต้นไม้เช่นกัน แต่ไม่ใช่ต้นไม้ตายซาก ทว่าเป็นต้นไม้ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต ตื่นเต้นจนใบไม้สั่นไหว

เขายังคงครุ่นคิดว่าวันนี้ตนเองจะยังมีชีวิตรอดออกไปได้หรือไม่ ซุ่นซุ่ยก็หันหลังเดินออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยเสียแล้ว ซุ่นซุ่ยเดินไปสองก้าวก็เห็นฝูยายืนทึ่มทื่ออยู่ที่เดิม จึงกระตุกชายเสื้อของเขาเบาๆ ฝูยาได้สติกลับมาทันที รีบเดินตามออกไปพร้อมกับซุ่นซุ่ยโดยไม่สนใจสิ่งใด

เพิ่งจะก้าวข้ามธรณีประตูออกมา ฝูยาก็ไหล่สั่นสะท้าน ทรุดนั่งลงกับพื้น

ซุ่นซุ่ยปิดประตูอย่างแผ่วเบา ก่อนจะยิ้มพลางมองไปที่ฝูยาแล้วพูดเสียงเบาว่า “รองผู้บัญชาการ ท่านเป็นอะไรไป”

ฝูยารีบลุกขึ้นแล้วลากซุ่นซุ่ยลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว ซุ่นซุ่ยยังคงพูดด้วยรอยยิ้มสดใส

“รองผู้บัญชาการ ช้าลงหน่อยเถิด!”

รอยยิ้มบนใบหน้าของซุ่นซุ่ยหายไปแล้ว แต่ในใจกลับหัวเราะเสียงดัง ใครจะคิดว่ารองผู้บัญชาการหน้าผีแห่งสำนักบูรพาจะตกใจกลัวเพราะเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้

เรื่องนี้น่าขันสิ้นดี ฮ่าๆๆ…

ซุ่นซุ่ยเม้มริมฝีปาก พยายามกลั้นหัวเราะ รอจนถูกฝูยาลากลงมาถึงชั้นล่างแล้ว เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ “เรื่องที่เห็นในวันนี้รองผู้บัญชาการอย่าพูดส่งเดชนะขอรับ”

“นี่…นี่แน่นอนอยู่แล้ว!” ฝูยาพูดตะกุกตะกัก

“อืม…” ซุ่นซุ่ยลากเสียงยาว “รองผู้บัญชาการตามสบาย ข้าจะไปเตรียมของหวานให้ไทเฮาแล้ว”

“อืม ได้” ฝูยารับคำส่งเดช ยืนนิ่งอยู่กับที่ ซุ่นซุ่ยเดินจากไปไกลแล้ว เขาก็ยังคงยืนเหม่ออยู่ตรงนั้น

 

ภายในห้องเผยไหวกวงเหลือบมองใบหน้าเสิ่นหุยที่กำลังออดอ้อนเขาแล้วพูดช้าๆ ว่า “เหนียงเหนียงทรงเป็นไทเฮาแล้ว สองคนนั้นยังอยู่ในห้อง เหตุใดถึงไม่ใส่พระทัยเช่นนี้”

“ท่านไม่ชอบหรือ” เสิ่นหุยขมวดคิ้วเรียว ท่าทางเศร้าใจเพิ่มอีกสามส่วน

เผยไหวกวงไม่พูดอะไรอีก งอนิ้วลูบไล้ใบหน้าของนางเบาๆ

เสิ่นหุยยิ้มทันที นางก้มลงถอดรองเท้าปีนขึ้นเตียง ยกแขนของเผยไหวกวงขึ้นแล้วเลื่อนไปนั่งบนตักของเขาช้าๆ สองมือโอบเอวของเขา ซบแผ่นอกของเขาแล้วครวญเพลงอย่างมีความสุข มือของนางที่โอบอยู่หลังเอวของเผยไหวกวงเคาะเบาๆ ไปตามจังหวะเพลง

เผยไหวกวงเหลือบมองคนในอ้อมอกพลางพูดว่า “ทรงบรรลุจุดประสงค์แล้ว เหตุใดยังทรงอยู่บนร่างกระหม่อมอีกเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

“เพราะชอบอย่างไรเล่า” เสิ่นหุยขยับเข้าใกล้ ใช้แก้มอ่อนนุ่มของตนเองถูไถข้างแก้มที่เย็นเฉียบของเผยไหวกวงอย่างอ่อนโยน

“ทรงอารมณ์ดีเพียงนี้เชียวหรือ” เผยไหวกวงดึงมือนางที่ซุกซนอยู่ตรงหลังเอวของเขามากุมไว้ในฝ่ามือ

“อืม” เสิ่นหุยขยับตัวเล็กน้อย ปรับท่านั่งแล้วเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเผยไหวกวง พูดข้างหูเขาว่า “คราแรกข้าคิดว่าการประชุมเช้าวันนี้คงไม่ราบรื่นนัก แต่แท้จริงแล้วราบรื่นดีทีเดียว…ถึงแม้จะคาดการณ์ไว้แล้วว่าต่อให้พวกเขามีความเห็นต่าง แต่ระยะเวลาไม่กี่วันนี้คงไม่กล้าทำอะไรหุนหันพลันแล่น ทว่าพอทุกอย่างราบรื่นจริงๆ ในใจก็ยังรู้สึกมีความสุข”

“อ้อ ข้าให้ซูฮั่นไฉ่กลับมารับตำแหน่งใหม่แล้ว ในเมื่อญาติผู้พี่เข้าร่วมกองทัพ ตำแหน่งว่างเก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ ซูฮั่นไฉ่มีประโยชน์ให้ใช้งานได้มาก ก่อนหน้านี้ข้าเคยไปเยี่ยมเยียนเขาหลายครั้ง เขาไม่ยอมออกหน้า ไม่คาดคิดว่าวันนี้เขาจะรับปากอย่างง่ายดาย ทั้งยังเอ่ยคำสาบานอีกด้วย” เสิ่นหุยยิ้มจนดวงตายกโค้ง “อวี้เอ๋อร์ก็ฉลาดมากเช่นกัน เรื่องที่กำชับล่วงหน้านางล้วนจำได้ทั้งหมด ข้าให้นางสอบถามซูฮั่นไฉ่ด้วยตนเองว่ายินดีเป็นอาจารย์ของนางหรือไม่ นางเพิ่งถามจบซูฮั่นไฉ่ก็คุกเข่าลงดวงตาแดงก่ำแล้ว”

เสิ่นหุยหัวเราะเบาๆ “คิดไม่ถึงว่าคนที่ปกติหัวแข็งเช่นนั้นจะตาแดงต่อหน้าฝูงชนได้ด้วย” จากนั้นก็ถอนหายใจ “ตอนนั้นห้ามฮ่องเต้ไม่ให้เสด็จมาเมืองกวนหลิงไม่ได้ อ้อ…ควรเรียกว่าอดีตฮ่องเต้ แต่ข้าก็ยังอยากด่าทอเขาว่าเป็นฮ่องเต้ชั่วอยู่ดี หากพิธีราชาภิเษกที่อวี้เอ๋อร์ต้องคำนับสวรรค์คารวะบรรพชนไม่ได้กลับไปจัดที่เมืองหลวงข้าก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ทว่าหากเดินทางด้วยการนั่งเรือนั่งรถม้าก็ทั้งเหน็ดเหนื่อยและสิ้นเปลืองเงินทองกับกำลังคน แต่ข้ารู้ดีว่าเมืองหลวงจึงจะเป็นศูนย์กลางการปกครองที่แท้จริง ช้าเร็วก็ต้องกลับไป…เพราะไม่รู้เช่นกันว่าจะสงบสุขไปได้นานเท่าใด…”

“การประชุมเช้าวันนี้ไม่มีเรื่องสำคัญอะไร…อ้อ ยังมีพระราชพิธีศพของฮ่องเต้ชั่วด้วย ตามธรรมเนียมบรรพชนสนมชายาในตำหนักในที่ไม่มีบุตรจะต้องถูกฝังร่วมกับอดีตฮ่องเต้หรือไม่ก็เฝ้าสุสานหลวงไปชั่วชีวิต พอขุนนางพูดถึงเรื่องนี้ยังคิดว่าข้าจะคัดค้าน แต่ข้าไม่ทำเช่นนั้น ข้าคิดว่า…”

เผยไหวกวงหลุบตาลง ฟังเสียงพูดของเสิ่นหุยในอ้อมแขนอย่างเงียบๆ นางพร่ำพูดถึงเรื่องราวมากมาย ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นในการประชุมเช้า เรื่องที่นางเรียกพบขุนนางเพื่อปรึกษาเรื่องงานหลังการประชุมเช้า หรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างเช่นสนมชายาหลายคนในตำหนักตากอากาศพยายามหาวิธีประจบเอาใจนางเพื่อไม่ให้ถูกฝังร่วมกับฮ่องเต้ชั่ว

เดิมทีเผยไหวกวงไม่ค่อยเข้าใจว่าที่เสิ่นหุยเล่าเรื่องเหล่านี้ให้เขาฟังมีจุดประสงค์อะไร

เขาไม่ได้คิดจะหลบเลี่ยงการประชุมเช้าจริงๆ เพียงแค่ไม่ชอบก้าวเข้าไปในตำหนักตากอากาศเชียงชิงเท่านั้น แต่ถึงแม้จะไม่ได้ไปเขาก็รู้ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในการประชุมเช้าอย่างละเอียด ส่วนเรื่องที่เหล่าสนมชายาในตำหนักในประจบเอาใจนางเช่นไร ฉีอวี้ชอบกินขนมอะไร…เรื่องเช่นนี้นางเล่าให้เขาฟังเพื่ออะไร

เสิ่นหุยเล่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเกือบครึ่งชั่วยาม พูดจนรู้สึกเหนื่อย จากนั้นนางก็หาวอย่างเกียจคร้าน เอนกายซบในอ้อมแขนของเผยไหวกวงโดยไม่พูดอะไรอีก ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็เหลือบตาขึ้นมองเผยไหวกวงพลางยิ้ม

เผยไหวกวงเข้าใจในทันที

นางเพียงแค่อารมณ์ดี อยากแบ่งปันความสุขของนางกับเขาเท่านั้น

“เหนียงเหนียง…” เผยไหวกวงลากเสียงยาว เรียกนางเหมือนทอดถอนใจ

“หืม?” เสิ่นหุยเงยหน้ามองเขาช้าๆ เป็นการสอบถาม

เผยไหวกวงมองใบหน้ายิ้มแย้มของเสิ่นหุยแล้วพูดว่า “มาให้กระหม่อมจุมพิตสักนิด”

เสิ่นหุยขยับเข้าไปหาเขาด้วยรอยยิ้ม เผยไหวกวงกลับถอยห่างเล็กน้อย เบี่ยงกายหลบนาง เขาเหลือบมองนางด้วยสายตารังเกียจเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นอีก

“พระโอษฐ์ของเหนียงเหนียงตรัสมาครึ่งชั่วยามแล้ว ทรงพักสักครู่เถิด”

ว่าแล้วเขาก็ก้มศีรษะลงกัดแถบรัดอกของเสิ่นหุย ค่อยๆ กระตุกปมออกแล้วซุกหน้าลงบนทรวงอกที่อ่อนนุ่มหอมกรุ่น จมดิ่งอยู่ในความอ่อนโยนของนาง

 

วันรุ่งขึ้น เผยไหวกวงเข้าประชุมเช้าพร้อมกับเสิ่นหุยตามที่พูดไว้ เขายกแขนขึ้นให้เสิ่นหุยเกาะเบาๆ แล้วเดินไปพร้อมนางผ่านเหล่าขุนนางที่คุกเข่าเต็มห้องโถง ส่งนางไปที่หลังม่านมุก

ตลอดการประชุมเช้าเผยไหวกวงไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาอยู่ด้วยหรือไม่ ทั้งห้องโถงจึงเงียบอย่างยิ่ง นอกจากเสียงรายงานของเหล่าขุนนางแล้วก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดอีก

เผยไหวกวงยืนนิ่งสีหน้าเรียบเฉยอยู่ที่เชิงบันไดหยก ไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยที่เหล่าขุนนางรายงานเบื้องสูง มีเพียงตอนที่เสิ่นหุยเอ่ยปากพูดคุยกับเหล่าขุนนางเขาจึงจะเงี่ยหูฟัง

ไม่นานนักคนของกรมพิธีการก็ถวายใบรายชื่อสิ่งที่จะฝังร่วมในพระราชพิธีศพของอดีตฮ่องเต้ ขันทีรุ่นเล็กรับมาอย่างนอบน้อม ถือไว้ด้วยสองมือแล้วนำไปถวายแก่ไทเฮา

ตอนที่ขันทีรุ่นเล็กเดินผ่านข้างกายเผยไหวกวง เผยไหวกวงก็ยกมือขึ้นขวางไว้ ขันทีรุ่นเล็กตกใจจึงก้มหน้าลงไม่กล้ามอง เหงื่อผุดออกมาจากแผ่นหลัง กลัวว่าเผยไหวกวงที่เงียบนานเกินไปจะเอาชีวิตไร้ค่าของเขาเพื่อหาความสุข

แต่เผยไหวกวงเพียงแค่รับใบรายชื่อในมือของเขาไปเท่านั้น

เหล่าขุนนางไม่มีใครส่งเสียงใด ทว่าทุกคนต่างลอบสังเกตการกระทำของเผยไหวกวง เผยไหวกวงไม่สนใจสายตามองสำรวจเหล่านั้น ถือใบรายชื่อไว้ในมือแล้วก้าวขึ้นบันไดหยกช้าๆ ไปหาเสิ่นหุย

นิ้วเรียวยาวของเขาเลิกม่านมุก ม่านมุกกระทบกันจนเกิดเสียงดังกังวาน

เสิ่นหุยเงยหน้าขึ้นมองเขา นางอาศัยร่างกายของเผยไหวกวงและม่านมุกช่วยบังตา จากนั้นก็ขยิบตาให้เผยไหวกวงแล้วพูดด้วยเสียงเรียบเฉย

“รบกวนจั่งอิ้นแล้ว”

“เป็นความช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” เผยไหวกวงก้มลงยื่นใบรายชื่อให้เสิ่นหุย ขยับเข้าใกล้นางอีกครั้งพลางลดเสียงเอ่ยเตือนว่า “เวลาตรัสกับชายชั่วกลุ่มนั้น ห้ามใช้พระสุรเสียงอ่อนโยนเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”

เสิ่นหุยยกมุมปากยิ้มเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยังใบรายชื่อในมือ นางกระแอมกระไอเบาๆ คราหนึ่งแล้วเปล่งเสียง

“ใบรายชื่อนี้ข้าจะนำกลับไปดูอีกครั้ง”

เผยไหวกวงยืดตัวขึ้นแล้วมองนางอีกครั้ง จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากม่านมุก

สายตาแต่ละคู่มองสำรวจเขาอย่างโจ่งแจ้งและอย่างลับๆ เผยไหวกวงที่เดินออกมาจากหลังม่านมุกยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ทำให้การมองสำรวจของทุกคนไร้คำตอบเหมือนหินจมลงสู่ทะเล

 

หลังเลิกประชุม เผยไหวกวงยืนอยู่หน้าประตูของตำหนักจินลู่ มองดูเสิ่นหุยก้าวขึ้นเกี้ยวหงส์ จากนั้นเขาก็หันหลังมา สายตาที่มองสำรวจเขานับไม่ถ้วนก็รีบเลื่อนหนีอย่างรวดเร็วแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หึ เผยไหวกวงหัวเราะเยาะในใจ

ในเมื่อมีคนมากมายหวังให้เขาทำอะไรบางอย่าง เช่นนั้นหากเขาไม่ทำอะไรคงไม่สมเหตุสมผล จะทำให้พวกนั้นผิดหวังไม่ได้

“ไปตามหัวหน้าของพวกเจ้ามา” เผยไหวกวงสั่งขันทีรุ่นเล็กอย่างไม่ใส่ใจ

ขันทีรุ่นเล็กรีบวิ่งไปตามคนมา

ขุนนางเหล่านั้นยิ่งไม่อยากจากไป อยากจะเงี่ยหูรับฟังเหตุการณ์ถัดจากนี้

เผยไหวกวงจ้องมองป่าต้นอวี้ถานผืนใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปด้วยสายตาเย็นชา เขาสั่งขันทีรุ่นเล็กอีกคนหนึ่งด้วยเสียงที่ดังขึ้นเพื่อให้พวกขุนนางได้ยิน

“ไปที่เรือนพักของข้า บอกให้ซุ่นซุ่ยเตรียมการสักนิด ข้าจะย้ายเข้าตำหนักตากอากาศ”

เหล่าขุนนางที่เงี่ยฟังอยู่ต่างตกใจ แต่พวกเขาไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์เสียงดัง เพียงแค่ส่งสายตาให้กันอย่างบ้าคลั่ง

“ย้ายไปพักที่ใดดีหนอ” เผยไหวกวงพูดอย่างช้าๆ เขาหันไปมองเหล่าขุนนางที่อยู่ข้างหลังแล้วสอบถามอย่างนึกสนุกว่า “ใต้เท้าทุกท่านมีคำแนะนำดีๆ บ้างหรือไม่”

เหล่าขุนนางพากันก้มหน้าลง ไม่มีใครกล้าพูดอะไร แน่นอนว่าเผยไหวกวงก็คร้านที่จะฟังความเห็นของพวกเขาเช่นกัน

หัวหน้าขันทีที่อยู่ไม่ไกลนักรีบรุดมาหาอย่างรวดเร็ว

เผยไหวกวงเหลือบมองหัวหน้าขันทีที่กำลังวิ่งมาทางนี้คราหนึ่งแล้วยกมุมปากขึ้นบางๆ อย่างขบขัน

“ข้าจะย้ายไปที่ตำหนักเฉียนเหอ ไปเตรียมการเสีย”

เหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ด้วยกันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างตกใจ

ตำหนักเฉียนเหอเป็นที่ประทับของฮ่องเต้

อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายซูฮั่นไฉ่ขมวดคิ้ว แม้จะเพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ได้เพียงวันเดียว แต่เขาก็กล้าเอ่ยขึ้นก่อนผู้อื่น

“จั่งอิ้น เกรงว่านี่คงจะไม่เหมาะสม ควรให้ฝ่าบาทเสด็จไปประทับที่ตำหนักเฉียนเหอมากกว่า”

ความเงียบปกคลุมไปทั่ว มีคนคาดเดาว่าเผยไหวกวงจะปฏิบัติอย่างไรต่อซูฮั่นไฉ่ที่ก้าวออกมาขัดขวาง

เผยไหวกวงยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วกล่าวชื่นชม “ใต้เท้าซูมีความคิดดียิ่ง” จากนั้นก็ยกมือขึ้นอีกครั้งแล้วสั่งว่า “ไปแจ้งที่หอนภากว้างว่าอีกสักครู่ข้าจะไปรับฮ่องเต้น้อยเสด็จไปประทับด้วยกันที่ตำหนักเฉียนเหอ”

“ท่าน!” ซูฮั่นไฉ่เบิกตาโตด้วยความตกใจ

อัครเสนาบดีฝ่ายขวาก้มหน้าลง ลอบกระตุกแขนเสื้อของซูฮั่นไฉ่

เผยไหวกวงเดินจากไปแล้ว แต่เหล่าขุนนางยังคงไม่จากไป พวกเขายืนอยู่หน้าประตูตำหนักจินลู่ แต่ละคนสีหน้ากลัดกลุ้มปรึกษากันอย่างเป็นทุกข์

“จะทำอย่างไรดี ไทเฮาคงไม่ทรงอนุญาตกระมัง”

“ไทเฮาจะทรงหยุดการตัดสินใจของขันทีชั่วนั่นได้หรือ เฮ้อ ฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์อยู่เลย!”

อัครเสนาบดีฝ่ายขวาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วให้ขันทีรุ่นเล็กไปจับตาดูที่หอนภากว้าง

 

เผยไหวกวงเคยบอกเสิ่นหุยไว้นานแล้วว่าเขาจะพาตัวฉีอวี้ไปจากข้างกายนาง เดิมทีเป็นเรื่องหลังจากกลับเข้าเมืองหลวง แต่สายตาที่ขุนนางเหล่านั้นเฝ้ารอให้เขาทำอะไรบางอย่างช่างร้อนแรงเหลือเกิน เขาจำต้องพาตัวฮ่องเต้น้อยไปก่อนเวลาอย่างลำบากใจ

เขาเดินช้าๆ ไปยังหอนภากว้าง เดินพลางคาดเดาท่าทีตอบสนองของเสิ่นหุย นางจะปฏิเสธด้วยวาจา มองเขาด้วยความผิดหวัง หรือจะออดอ้อนเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เผยไหวกวงเดินช้ายิ่ง ตอนไปถึงหอนภากว้างหัวหน้าขันทีที่นำหน้าไปก่อนได้แจ้งเจตนาของเขาแล้ว ตอนที่เขามาถึงเสิ่นหุยกำลังพูดคุยกับฉีอวี้อยู่ เหล่านางกำนัลของหอนภากว้างกำลังวุ่นวายกับการเก็บข้าวของของฉีอวี้

เมื่อเห็นเผยไหวกวงมาแล้ว เสิ่นหุยก็แตะไหล่ฉีอวี้เบาๆ แล้วบอกนางว่า “ไปเถิด”

ฉีอวี้พยักหน้า เดินไปหาเผยไหวกวงหนึ่งก้าวก็เหลียวกลับมามองเสิ่นหุยด้วยความอาลัยอาวรณ์ยิ่ง

เผยไหวกวงไม่ได้เดินเข้าไปข้างใน รอจนกระทั่งฉีอวี้เดินมาถึงตรงหน้า เขาก็หันหลังพาตัวฉีอวี้ไปทันที

ผ่านไปครู่หนึ่งเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของเสิ่นหุย จากนั้นก็หลุบตาลงรอคอยนาง

“อวี้เอ๋อร์!” เสิ่นหุยพูดเสียงดัง “ต้องเชื่อฟังท่านพ่อบุญธรรมเล่า!”

เผยไหวกวงตกใจเล็กน้อย ชะงักฝีเท้าในชั่วพริบตา

เสิ่นหุยไล่ตามมา ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูของเผยไหวกวงว่า “พบกันยามเย็น”

เผยไหวกวงมองดวงตาสุกใสของเสิ่นหุย รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 เม.. 69

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: