หลิงจี๋มองดวงตาสดใสของเด็กสาว นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ให้เจ้า”
เสิ่นหมิงอวี้ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง รีบส่ายหน้าพลางพูดว่า “ไม่ๆๆ ข้ามีกระบี่ของตนเอง ท่านอาเล็กเลือกสรรให้ข้าอย่างดี ข้าชอบมาก ข้าจะเอาของของท่านไปโดยไร้เหตุผลไม่ได้ คืนให้ท่านดีกว่า!”
เสิ่นหมิงอวี้ดึงแขนเสื้อของหลิงจี๋แล้วยัดกระบี่ใส่มือเขา
“ท่านปู่ยังรอข้าอยู่ ข้าต้องไปแล้ว” เสิ่นหมิงอวี้รีบเดินจากไป ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงหยุดฝีเท้าอีกครั้งแล้วยอบกายคารวะเล็กน้อยตามธรรมเนียมสตรีแก่หลิงจี๋
หลิงจี๋พยักหน้าตอบ
จากนั้นเสิ่นหมิงอวี้ก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทว่าคิ้วของนางกลับขมวดเป็นปมด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย เอาแต่โทษตนเองที่เมื่อครู่ลืมมารยาท พูดจาก็ไม่สุภาพ…
หลิงจี๋ไม่ได้หันไปมอง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของเสิ่นหมิงอวี้เดินจากไปไกลแล้วก็เดินหน้าต่อ
ในที่ที่ไม่ไกลนักเฉินเกาเจี๋ยเห็นเหตุการณ์นี้พอดี เขาหัวเราะเสียงดังแล้วกวักมือเรียกหลิงจี๋ให้เดินมาหา
“ผู้บัญชาการใหญ่มีอะไรจะสั่งการหรือขอรับ” หลิงจี๋ถาม
วันนี้เฉินเกาเจี๋ยจะประจำการยามบ่าย ยามนี้จึงสวมชุดลำลอง พอไม่ได้สวมชุดเกราะเขาก็ดูเป็นกันเองมากขึ้น เขาพูดด้วยรอยยิ้ม
“คุณหนูเสิ่นผู้นั้นสนใจเจ้า เจ้าอย่าเอาแต่ทำหน้าเย็นชากับนาง ถ้าเป็นข้า…”
หลิงจี๋เอ่ยตัดบทเขา “ผู้บัญชาการใหญ่ คุณหนูเสิ่นเพิ่งอายุครบสิบสองปีได้ไม่นาน นางยังเด็กอยู่เลย”
เฉินเกาเจี๋ยเบิกตาโตแล้วจงใจพูดอย่างขบขันด้วยน้ำเสียงแสร้งทำเป็นตกใจ “หลิงจี๋ เจ้าใช้ได้นี่ แม้แต่วันเวลาตกฟากของฝ่ายหญิงก็ได้มาแล้วหรือ ร้ายกาจโดยแท้ ดูไม่ออกเลยจริงๆ”
หลิงจี๋ขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เขาพูดด้วยเสียงเย็นชาขึ้นเล็กน้อย “คุณหนูเสิ่นกับข้าพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง นางแค่มีนิสัยร่าเริงเป็นมิตร เรียกข้าว่าพี่ชายเท่านั้น นางอายุยังน้อย ไม่ค่อยเข้าใจอะไรนัก ผู้บัญชาการใหญ่ควรรู้ว่าชื่อเสียงของสตรีเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ผู้บัญชาการใหญ่โปรดระวังคำพูดด้วย อย่าเอาเรื่องเช่นนี้มาล้อเล่นเป็นอันขาด”
เฉินเกาเจี๋ยรีบโบกมือ พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ได้ๆๆ ข้าไม่พูดอีกแล้ว” เงียบไปครู่หนึ่งเขาก็หยอกเย้าหลิงจี๋ด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง “เจ้าเด็กนี่วันนี้พูดมากจริงๆ คำพูดหนึ่งเดือนต่อจากนี้ วันนี้เจ้านำมาใช้ล่วงหน้าหมดแล้ว หลังจากนี้ก็เป็นใบ้แล้วกระมัง”
หลิงจี๋กำกระบี่ในมือ พยักหน้าแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ข้าจะไปทำงานแล้ว”
เฉินเกาเจี๋ยทำท่าผายมือ หลังจากหลิงจี๋หันหลังเดินจากไปแล้ว เขาก็พึมพำกับตนเองว่า “นิสัยเย็นชาเช่นนี้ วันหน้าอยู่กับภรรยาของเจ้าคงลำบากแน่นอน”
เกี้ยวหงส์กับเกี้ยวมังกรเคลื่อนตามกันมาแล้วหยุดที่หน้าประตูตำหนักจินลู่ ฉีอวี้หันหน้ามาก็เห็นเสด็จน้ายิ้มแล้วพยักหน้าให้นาง มือเล็กของนางที่กำเสื้อของตนเองจึงคลายออกอย่างช้าๆ
เสิ่นหุยเกาะแขนของเฉินเยวี่ยก้าวลงจากเกี้ยวหงส์ เดินหน้าไปสองก้าวก็ยอบกายนั่งลงตรงหน้าฉีอวี้ ชายชุดหงส์สีเหลืองยาวลากพื้น
“อวี้เอ๋อร์จงจำไว้ ไม่ต้องกลัว ขอเพียงเจ้าหันหน้ามา ข้าจะอยู่ข้างหลังเจ้าเสมอ” เสิ่นหุยพูดอย่างอ่อนโยนพลางลูบชายเสื้อที่ยับย่นของฉีอวี้อย่างไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
“อืม!” ฉีอวี้พยักหน้าอย่างแรง ถึงขั้นยิ้มยิงฟันซี่เล็กให้เสิ่นหุย
เสิ่นหุยลุกขึ้นยืน จูงมือฉีอวี้แล้วเดินช้าๆ เข้าไปในตำหนักจินลู่ นางมองเหล่าขุนนางเต็มห้องโถงค่อยๆ คุกเข่าค้อมกายคารวะ ถึงแม้นางจะเอ่ยปลอบฉีอวี้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ความจริงแล้วตนเองก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน
แต่ไม่มีทางอื่นแล้ว ฉีอวี้ยังเด็กมาก นางยิ่งไม่สามารถแสดงความขลาดกลัวออกมาได้