X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักเสน่หามายาจอมนาง

ทดลองอ่าน เสน่หามายาจอมนาง บทที่ 176-177

หน้าที่แล้ว1 of 9

บทที่ 176

เผยไหวกวงมองเสิ่นหุยที่ยิ้มอย่างอ่อนหวานให้เขาอยู่ตรงหน้า กลัวว่าคำพูดต่อไปของนางจะเป็น ‘แต่ข้าคิดถึงท่านมาก’

“แต่ข้าคิดถึงท่านมาก…” เสิ่นหุยจับสาบเสื้อของเผยไหวกวงเล็กน้อยแล้วแกว่งเบาๆ ดวงตาที่งดงามมีประกายสุกใสมองเขาด้วยความรักเต็มเปี่ยม

ใต้หล้านี้คนที่จ้องมองเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยนเช่นนี้ได้เกรงว่าคงมีแค่เสิ่นหุยเพียงคนเดียวแล้ว

เผยไหวกวงนึกตำหนิความเย่อหยิ่งของตนเองขึ้นมาทันใด เดิมทีคิดว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม ปล่อยให้นางบุกมาตรงหน้าเขา มองอย่างเฉยเมยพลางดูนางบุกเมืองยึดแผ่นดินไปทีละก้าว จนกระทั่งวันนี้นางกลายเป็นพันธนาการที่เขาไม่อาจตัดให้ขาดได้ ทั้งยังเป็นพันธนาการเพียงหนึ่งเดียวอีกด้วย

แต่เขากลับไม่รู้สึกเสียใจสักนิด

ตอนที่เผยไหวกวงรู้ตัวอีกครั้งก็พบว่าตนเองยกมือขึ้นอย่างไม่รู้ตัว งอนิ้วเล็กน้อยแล้วลูบไล้แก้มของนางด้วยความเคยชิน เขาชอบลูบไล้แก้มของนางเบาๆ เช่นนี้เสมอ มันช่างนวลเนียน อ่อนนุ่ม และอบอุ่นกำลังดีอีกด้วย

เสิ่นหุยไม่ยอมแพ้ ขมวดคิ้วแค่นเสียงแล้วพูดอย่างไม่พอใจระคนออดอ้อนอีกว่า “ทั้งที่รู้ว่าข้ารอท่านกลับมา แต่ยังจงใจกลับมาช้าเพียงนี้ ดูไปแล้วท่านคงไม่คิดถึงข้าเลยสักนิด…”

เผยไหวกวงเลื่อนปลายนิ้วมาจบปลายคางของเสิ่นหุย เชยคางของนางขึ้นแล้วพูดว่า “ก่อนหน้านี้ถึงแม้เหนียงเหนียงจะทรงออดอ้อน แต่ไม่ได้ทำตัวน่ารำคาญเพียงนี้ ตอนนี้พระองค์กลายเป็นไทเฮาที่ออกว่าราชการหลังม่านมุกแล้วก็ยิ่งออดอ้อนเก่งขึ้นไปอีก ถ้าขุนนางกลุ่มนั้นเห็นพระองค์ทรงทำเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่มีพระบารมีเหลืออีกแล้ว”

เสิ่นหุยพูดโดยไม่คิดว่า “การออดอ้อนคนรักเป็นเรื่องธรรมชาติของสตรี ยิ่งทำยิ่งเห็นก็ยิ่งมีความสุข สตรีแค่อยากพูดคุยเสียงอ่อนโยนกับคนรัก…ช้าก่อน…ท่านว่าข้าน่ารำคาญหรือ”

เสิ่นหุยแค่นเสียงเบาๆ ปล่อยมือออกจากเผยไหวกวงแล้วก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างไม่พอใจ ดวงตาหงส์จ้องหน้าเขา

“หึๆ” เผยไหวกวงหัวเราะเบาๆ ยื่นมือไปโอบเอวของเสิ่นหุย ดึงนางเข้ามาในอ้อมกอดอย่างง่ายดาย เสิ่นหุยใช้สองมือดันแผ่นอกของเผยไหวกวงแล้วผลักเบาๆ เป็นการต่อต้าน แต่ผลักเขาออกไปไม่ได้ ดังนั้นเสียงสบถของนางจึงหนักขึ้น

จากนั้นนางก็คว้าสาบเสื้อของเผยไหวกวง ระยะห่างระหว่างพวกเขาจึงลดลง แสร้งทำเป็นโกรธด้วยการถลึงตามองเผยไหวกวงแล้วกระซิบเตือน

“รีบบอกมาว่าท่านชอบหรือไม่!”

“ชอบ เหนียงเหนียงทรงเป็นเช่นไรกระหม่อมก็ชอบทั้งนั้น อย่าว่าแต่ออดอ้อน ต่อให้ถือแส้ฟาดกระหม่อม กระหม่อมก็ชอบเช่นกัน”

เสิ่นหุยเอียงศีรษะ นึกถึงภาพตอนที่ตนเองถือแส้ฟาดเผยไหวกวงก็รู้สึกว่าน่าประหลาดอย่างยิ่ง เผยไหวกวงใช้หลังนิ้วเคาะศีรษะนางเบาๆ นางจึงได้สติกลับมา

“ไม่คุยกับท่านแล้ว ข้าหิวมาก จะไปกินอาหารแล้ว” เสิ่นหุยปล่อยมือจากเผยไหวกวงแล้วหันหลังเดินออกไปข้างนอก เพิ่งเดินไปได้สองก้าวก็ยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของเผยไหวกวงแล้วพูดต่อไปว่า “ท่านกินมาแล้วก็ต้องไปกินเป็นเพื่อนข้าสักนิด”

เผยไหวกวงยิ้ม ปล่อยให้เสิ่นหุยดึงเขาเดินไปข้างหน้า จนกระทั่งเดินออกจากประตูแล้วเห็นว่าข้างนอกมีนางกำนัล เสิ่นหุยจึงปล่อยมือ เผยไหวกวงยังคงเดินตามนางไปด้วยท่าทีเฉยเมย เขามองแผ่นหลังของนาง ในใจมีความรู้สึกอ่อนโยนที่ไม่อาจบรรยายได้ผุดขึ้นมา

ความอ่อนโยนนี้ทำให้เขาหลงใหล แต่ก็กัดกร่อนเขาราวกับยาพิษเช่นกัน

ฉีอวี้นั่งอย่างเรียบร้อยอยู่ข้างโต๊ะ ถึงแม้ก่อนเสิ่นหุยจะออกไปได้บอกให้นางกินก่อน ทว่านางก็ไม่ได้ขยับตะเกียบ แต่รอเสิ่นหุยอยู่ เมื่อเห็นเสด็จน้ากับเผยไหวกวงเดินมานั่งลงด้วยกัน ฉีอวี้ก็กะพริบตาถามอย่างสงสัย

“ท่านพ่อบุญธรรม ท่านบอกว่าท่านกินมาแล้วมิใช่หรือ”

เผยไหวกวงเหลือบมองนางอย่างเย็นชา ฉีอวี้หุบปากแล้วก้มหน้าลงพุ้ยข้าวเข้าปากทันที

เสิ่นหุยตักน้ำแกงข้าวเหนียวเมล็ดบัวหนึ่งชามยื่นให้ฉีอวี้ ฉีอวี้เงยหน้ามองเสด็จน้าแล้วยิ้มอย่างมีความสุข

เดิมทีเผยไหวกวงวางแผนจะรอให้ฉีอวี้เป็นฮ่องเต้ได้สักสองสามปีค่อยเปิดเผยความจริงเรื่องที่นางเป็นสตรีต่อหน้าทุกคนแล้วยิ้มมองดูสีหน้าขุนนางที่ถูกหลอกลวงเหล่านั้น เพียงแค่คิดก็รู้สึกสนุกแล้ว

ทว่าเมื่อเห็นเสิ่นหุยยิ้มจนดวงตายกโค้งให้ฉีอวี้แล้วก็ทำไม่ลง เขาคิดว่าอาจมีวิธีเล่นสนุกอย่างอื่นอีก อย่างไรเสียก็ไม่ได้กลับไปทำพิธีราชาภิเษกที่เมืองหลวง เขาสามารถเปลี่ยนคนขึ้นไปทรมานบนบัลลังก์มังกรได้

คนสกุลฉีไม่ได้ตายจนหมด ใช่ว่าจะต้องเป็นฉีอวี้เท่านั้น

ก่อนกลับเมืองหลวงเขาจะทำให้เสิ่นหุยเปลี่ยนความคิด

นางต้องเปลี่ยนความคิด

แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้นก็ถือเสียว่าเอาใจนาง ให้นางเป็นไทเฮาเล่นสักพัก

 

พอกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว เสิ่นหุยเพิ่งวางตะเกียบเงินลง ถวนหยวนก็ยกยามาให้นาง เสิ่นหุยรับยามาดื่มรวดเดียวจนหมด

ฉีอวี้มองเสิ่นหุยดื่มยาจนหมดตาไม่กะพริบแล้วรีบยื่นลูกกวาดให้หนึ่งเม็ด นางขมวดคิ้วพลางถามว่า “เสด็จน้า เหตุใดพระองค์ต้องเสวยยาทุกวันด้วย ยาขมมาก”

เสิ่นหุยลูบใบหน้าของฉีอวี้เบาๆ แล้วพูดว่า “รออวี้เอ๋อร์โตขึ้นข้าก็ไม่ต้องดื่มยาอีกแล้ว”

เผยไหวกวงเหลือบตาขึ้นมองเสิ่นหุยคราหนึ่ง

เสิ่นหุยอมยิ้มมองฉีอวี้ ตอนที่ฉีอวี้หันหน้าไป นางจึงเลื่อนสายตามองมาทางเผยไหวกวงแล้วยิ้มบางๆ

เผยไหวกวงไม่ค่อยเข้าใจแววตาที่แฝงรอยยิ้มของเสิ่นหุยนี้

ในเมื่อไม่เข้าใจเขาก็ต้องถาม

ดังนั้นหลังจากเสิ่นหุยกินอาหารเย็นที่ตำหนักเฉียนเหอเสร็จแล้ว เผยไหวกวงไม่ได้ปล่อยนางกลับไป แต่ต้อนนางเข้ามุมเตียงรอให้นางอธิบาย

ปิ่นขนนกยูงสีน้ำเงินเข้มไล้ข้างเอวทำให้เสิ่นหุยรู้สึกจักจี้จนน้ำตาเอ่อคลอ นางอ้อนวอนเผยไหวกวงแล้วพูดขึ้น

“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ แค่ปลอบโยนเด็กน้อยเท่านั้นเอง”

นางโอบกอดเผยไหวกวงเบาๆ วางคางลงบนไหล่ของเผยไหวกวง เอียงศีรษะซุกไซ้ซอกคอของเขาแล้วกระซิบ

“ไหวกวง ข้ารู้สึกกลัวตายอยู่บ้าง” นางซุกไซ้เขาอีกครั้ง จากนั้นก็พิงร่างแนบชิดกับเขาแล้วกระซิบว่า “รู้สึกเหมือนตนเองคงอยู่ได้ไม่นาน แค่คิดว่าทุกวันที่ยังมีชีวิตอยู่จะ…”

เสิ่นหุยไม่ได้พูดต่อ

“จะอะไร” เผยไหวกวงเชยคางของเสิ่นหุยขึ้น มองสำรวจดวงตาของนาง ไม่เปิดโอกาสให้นางพูดโกหก

เสิ่นหุยมองเขา ยิ้มจนดวงตายกโค้งทันทีแล้วพูดว่า “ทุกวันที่ยังมีชีวิตอยู่จะชอบท่านให้มาก ชอบท่านอย่างสุดกำลัง”

เอาเถิด ปากนี้ทาน้ำผึ้งมาอีกแล้ว

เผยไหวกวงทนไม่ไหวแล้ว

สุดท้ายเขาทำได้เพียงอุดปากนางเอาไว้

หลังจากอวี๋จั้นตรวจชีพจรของเสิ่นหุยและกลับไปแล้ว เฉินเยวี่ยก็นำใบรายชื่อฉบับหนึ่งมาให้นาง

เสิ่นหุยให้เวลาห้าวันแก่เหล่าสนมชายาในการตัดสินใจเลือก ใบรายชื่อนี้คือการตัดสินใจของพวกนาง สนมชายาจำนวนหนึ่งยังอยู่ในเมืองหลวง เสิ่นหุยตัดสินใจว่ารอกลับถึงเมืองหลวงจะเปิดโอกาสให้สนมชายาเหล่านั้นได้เลือกเองเช่นกัน

เสิ่นหุยพลิกดูใบรายชื่อก็รู้สึกประหลาดใจที่พบว่าไม่มีชื่อของติงไฉเหริน

ติงไฉเหรินไม่ได้เลือกที่จะแสร้งตายเปลี่ยนฐานะออกจากวัง ถึงขั้นไม่ได้เลือกที่จะกลับจวนอย่างเปิดเผย

เสิ่นหุยขมวดคิ้ว เท่าที่รู้มาติงไฉเหรินไม่เต็มใจเข้าวังอย่างยิ่ง เหตุใดตอนนี้ให้ทางเลือกแก่นาง นางกลับไม่ยอมออกจากวังเสียแล้ว ตอนอยู่ที่เจียงหนานเสิ่นหุยมีความสัมพันธ์อันดีกับติงเชียนอวิ๋นพี่สาวของนาง ในความทรงจำของเสิ่นหุย คนสกุลติงล้วนเป็นคนดี ติงไฉเหรินกลับจวนในสถานการณ์เช่นนี้ ครอบครัวนางไม่มีทางไม่เห็นด้วย

ก่อนหน้านี้เสิ่นหุยไม่ได้คบหากับติงไฉเหรินและไม่ค่อยชมชอบนิสัยของอีกฝ่ายมากนัก แต่เพราะติงเชียนอวิ๋นเขียนจดหมายฝากให้นางดูแลน้องสาว เสิ่นหุยจึงเริ่มใส่ใจติงไฉเหรินขึ้นมาบ้าง นางไม่ค่อยเข้าใจว่าติงไฉเหรินกังวลเรื่องอะไร มีความลำบากใจที่นางไม่รู้ใช่หรือไม่

ยามนี้นางกำลังจะไปพบเสียนกุ้ยเฟย ตรงนี้เป็นทางผ่านพอดี เสิ่นหุยจึงไปพบติงไฉเหรินด้วย แต่ยังไม่ทันได้เข้าไปก็เห็นอวี๋จั้นเดินออกมาจากตำหนักของติงไฉเหรินเสียก่อน

หลังจากคารวะตามธรรมเนียมมารยาทแล้ว อวี๋จั้นก็พูดว่า “เพิ่งตรวจชีพจรของติงไฉเหรินเสร็จ กำลังจะกลับแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เหล่าหมอหลวงประจำสำนักแพทย์หลวงจะรับผิดชอบตรวจชีพจรของเจ้านายหลายคน คิดไม่ถึงว่าคนที่รับผิดชอบตรวจชีพจรของติงไฉเหรินจะเป็นอวี๋จั้น

เสิ่นหุยมองอวี๋จั้นอยู่นาน ก่อนจะสอบถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “หมอหลวงอวี๋ตรวจชีพจรให้ติงไฉเหรินมาโดยตลอดหรือ”

“ทูลไทเฮา ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ แต่ช่วงนี้หมอหลวงที่รับผิดชอบดูแลติงไฉเหรินลาพักพ่ะย่ะค่ะ” อวี๋จั้นหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยนอีกว่า “กระหม่อมรับผิดชอบบันทึกชีพจรของไทเฮาเท่านั้น”

เสิ่นหุยตกใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่าดี อวี๋จั้นค้อมกายคารวะแล้วจากไป เสิ่นหุยยืนอยู่ที่เดิมพลางมองอวี๋จั้นที่ค่อยๆ เดินไกลออกไป จากนั้นก็ก้าวเข้าไปในลานตำหนัก

ในลานตำหนักมีเด็กมากมายกำลังรายล้อมติงไฉเหริน

ติงไฉเหรินทำขนมอร่อยมาก เหล่าองค์หญิงน้อยต่างชอบมาเล่นกับนาง เสิ่นหุยรู้เรื่องนี้ดี แต่สิ่งที่ทำให้เสิ่นหุยประหลาดใจก็คือ ‘องค์ชายใหญ่’ ที่เซียวมู่ส่งตัวมาก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน

เสิ่นหุยเหลือบมองเด็กชายที่ดูท่าทางไม่เป็นธรรมชาติผู้นั้นคราหนึ่งแล้วบอกทุกคนให้ลุกขึ้น จากนั้นก็พาติงไฉเหรินเข้าไปพูดคุยในตำหนัก ถามนางว่ามีความลำบากอะไรหรือไม่

“หม่อมฉัน…หม่อมฉัน…” ดวงตาของติงไฉเหรินแดงก่ำ “มารดาของหม่อมฉันไม่อยู่แล้ว หม่อมฉันไม่รู้ว่ากลับจวนไปแล้วจะเป็นเช่นไร หม่อมฉันอยากกลับไป แต่ก็ไม่กล้ากลับไปเช่นกัน หม่อมฉัน…หม่อมฉันยังตัดสินใจไม่ได้…”

ติงไฉเหรินพร่ำพูดไปมากมาย แต่สรุปก็คือนางยังตัดสินใจไม่ได้

ที่ผ่านมาเสิ่นหุยไม่ค่อยชอบพูดเกลี้ยกล่อมผู้อื่น นางบอกติงไฉเหรินเพียงว่าหากต้องการความช่วยเหลือก็ไปหานางได้ ให้ติงไฉเหรินค่อยๆ ใคร่ครวญ จากนั้นก็ออกจากตำหนักของติงไฉเหรินไป

เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว

ความวิตกกังวลและความตึงเครียดในการเข้าประชุมเช้าของเสิ่นหุยค่อยๆ จางหายไป นางเริ่มคุ้นเคยกับการนั่งอยู่หลังม่านมุก ปรึกษาราชการกับเหล่าขุนนางอย่างคล่องแคล่ว

นางรู้ว่าตนเองไม่มีประสบการณ์ จึงไม่เคยแสดงความอวดดี ตั้งใจฟังความเห็นที่แตกต่างของเหล่าขุนนาง จากนั้นก็พิจารณาแยกแยะความเห็นเหล่านี้อย่างละเอียด

เสิ่นหุยเข้าใจดีว่าทุกอย่างเป็นเพียงความสงบที่เปลือกนอก เบื้องล่างยังมีคลื่นใต้น้ำไหลทะลักและมีอันตรายแฝงอยู่ตลอด นางจึงต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น

เผยไหวกวงไม่ได้มาทุกวัน ทุกครั้งที่เขามาประชุมเช้ากับเสิ่นหุยจะยืนนิ่งเฉยอยู่ตรงหน้าเหล่าขุนนาง ทั้งห้องโถงจะเงียบกว่าตอนที่เขาไม่อยู่เล็กน้อย

เผยไหวกวงยืนสีหน้าเรียบเฉยอยู่เบื้องล่างบันไดหยก ฟังเสียงเสิ่นหุยโต้เถียงกับเหล่าขุนนางหลังม่านมุก

มีขุนนางรายงานว่าตั้งแต่อดีตฮ่องเต้สวรรคตก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายไปทั่ว มีขุนพลเสนอให้ส่งกำลังทหารไปปราบปราม แต่เสิ่นหุยไม่อยากเคลื่อนกำลังทหารในเวลานี้ นางจึงเสนอให้เจรจาสันติ

น้ำเสียงของเสิ่นหุยอ่อนโยนแต่หนักแน่น หลังจากโต้เถียงกับขุนนางก็พูดอีกว่า “ขอเวลาข้าอีกสักนิด ข้าจะทำให้กองทัพกบฏที่ใหญ่ที่สุดยื่นหนังสือยอมจำนนเอง”

กองทัพกบฏที่ใหญ่ที่สุดหรือ เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากัน

กองทัพกบฏของเซียวฉี่กับอู๋หวั่งมีกำลังคนมากที่สุด ด้วยฐานะในอดีตของเซียวฉี่ กำลังทหารในมือของเขาจึงมีมากกว่าอู๋หวั่ง แต่เพราะครั้งก่อนฮ่องเต้ตัดขาดเสบียงที่ชายแดน อู๋หวั่งฉวยโอกาสจู่โจมยามอ่อนแอ ยึดกองทัพที่ถูกส่งไปยังชายแดนมาอยู่ใต้อาณัติได้ทั้งหมด ตอนนี้ในมือของเซียวฉี่กับอู๋หวั่งใครมีกำลังทหารมากกว่ากันก็พูดได้ยากแล้ว

เผยไหวกวงเหลือบตาขึ้นมองเสิ่นหุยที่อยู่หลังม่านมุกคราหนึ่ง

“หึๆ”

เสียงหัวเราะเบาๆ ของเผยไหวกวง ทำให้ทั้งห้องโถงตกอยู่ในความเงียบสงัด เหล่าขุนนางที่ก้มหน้าแต่ละคนรอฟังคำพูดของเขา ทว่าเขาเพียงแค่หัวเราะเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรจนกระทั่งจบการประชุมเช้า

ขณะที่เสิ่นหุยไอเบาๆ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเปลี่ยนไปพูดคุยเรื่องอื่น

ก่อนหน้านี้เผยไหวกวงออกจากตำหนักตากอากาศ ตอนกลับมาถึงตำหนักเฉียนเหอก็เห็นเสิ่นหุยกำลังเอนกายอยู่บนตั่งยาว กำลังเลือกแบบลวดลายอย่างพิถีพิถัน

“กลับมาแล้วหรือ” เสิ่นหุยเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วยิ้ม “รีบมาช่วยข้าเลือกสักนิดเถิด”

เผยไหวกวงเดินไปดูคราหนึ่ง เห็นเสิ่นหุยกำลังเลือกแบบลวดลายเสื้อผ้าเด็กอยู่

“กำหนดคลอดของชั่นจูใกล้เข้ามาแล้ว ถึงแม้จะไม่ขาดอะไร แต่ข้าก็อยากทำชุดเด็กให้นางเองสักชุด”

“งานเย็บปักของเหนียงเหนียงนั้นอย่าทรงทำเลยดีกว่า”

เสิ่นหุยถลึงตาใส่เขาคราหนึ่ง

เผยไหวกวงจึงชี้ไปที่ภาพหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ

“ท่านเลือกส่งเดช” นางดึงมือของเผยไหวกวงให้เขามานั่งลงข้างกายแล้วเริ่มพลิกสมุดภาพตั้งแต่หน้าแรก “มาช่วยเลือกกับข้าสักนิด นี่เป็นเสื้อผ้าหลานชายที่น่ารักของท่านเชียว”

เสิ่นหุยเพิ่งสระผมเสร็จ ผมยาวที่สยายลงมาคลุมไหล่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เผยไหวกวงขยับเข้าไปดอมดมใกล้ๆ ท่าทางราวกับได้รับการปลอบประโลม จึงฝืนใจช่วยเสิ่นหุยเลือกแบบลวดลายอย่างตั้งใจ

ผ่านไปนานพอสมควรซุ่นเหนียนก็เข้ามารายงานแล้วยื่นใบรายชื่อที่เผยไหวกวงต้องการมาให้

เผยไหวกวงไม่ได้สังหารใครมานานแล้ว เขาจึงให้ซุ่นเหนียนรวบรวมรายชื่อชุดใหม่แล้วจะไปสังหารคนเพื่อความสำราญสักนิด

เผยไหวกวงอ่านอย่างเกียจคร้าน “ซย่าเซิ่ง เคยเป็นขุนนางขั้นสี่ แต่ตายในคุกเพราะทำความผิด บุตรชายของเขาป่วยตายระหว่างถูกเนรเทศ เหลือบุตรสาวคนเดียวที่ยามนี้กลายเป็นนางกำนัล ชื่อว่า…”

ซย่าชั่นจู

“นั่นอะไรหรือ” เสิ่นหุยมองมาอย่างสงสัย

บทที่ 177

เผยไหวกวงหันหน้าไปมองสมุดภาพที่วางอยู่บนโต๊ะทันที หน้าที่เปิดไว้คือแบบลวดลายที่เขาเพิ่งเลือกให้เด็กในครรภ์ของซย่าชั่นจู เสิ่นหุยบอกว่าดีที่สุดคือมีรูปเมฆมงคลและเชือกถักหกเหลี่ยม สิ่งแรกหมายถึงมงคล สิ่งหลังหมายถึงปลอดภัย ดังนั้นเผยไหวกวงจึงเลือกลายนี้ซึ่งมีทั้งรูปเมฆมงคลและเชือกถักหกเหลี่ยม นอกจากนี้ยังมีรูปกระเรียนอีกด้วย ซึ่งไม่เพียงแสดงความเป็นมงคลและความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวขึ้นสู่ที่สูงเช่นปุยเมฆอีกด้วย

ทั้งที่เมื่อครู่นี้เขายังล้อเลียนเสิ่นหุยว่าไม่สามารถปักรูปกระเรียนได้

เผยไหวกวงรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างน่าขันเหลือเกิน น่าขันจริงๆ ดังนั้นเขาจึงส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมา

เสิ่นหุยรับรู้ได้ในชั่วพริบตาถึงอารมณ์ที่ผิดปกติของเผยไหวกวง นางที่พิงไหล่เขาจึงยืดตัวตรงทันที มองดูใบรายชื่อในมือของเขา เห็นชื่อที่เขาไม่ได้อ่านออกมา

ใบรายชื่อนี้คืออะไร

หัวใจของเสิ่นหุยกระตุก ได้คำตอบอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของนางซีดเผือดในชั่วพริบตา

“ไปตามชั่นจูมา” เผยไหวกวงเอ่ยปากสั่ง

เสิ่นหุยหันหน้าไปมองเผยไหวกวงอย่างเงียบๆ เผยไหวกวงไม่ได้มองนาง สายตาของเขามองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่บ้าง

ผ่านไปครู่ใหญ่เสิ่นหุยจึงถอนหายใจยาวออกมา

ก็ดี

หากไม่ใช่ซย่าชั่นจูก็คงเป็นสตรีผู้บริสุทธิ์คนอื่น วันนี้มาถึงอย่างกะทันหันก็ดีเช่นกัน แผ่นหลังที่แข็งทื่อของนางค่อยๆ ผ่อนคลาย เอนกายพิงไหล่ของเผยไหวกวงอีกครั้ง

 

ซย่าชั่นจูกำลังนั่งขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจตรงหน้าชาสมุนไพรที่นางต้มอยู่ในห้องครัว

สือซิงนั่งอยู่ด้านข้างกำลังกินแตงโม นางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ชั่นจู นี่เจ้าใกล้จะคลอดแล้วยังมาต้มชาที่นี่อีก หากเหนียงเหนียงทรงรู้เข้าต้องพร่ำบ่นเจ้าว่าอยู่นิ่งไม่เป็นอีกแน่นอน”

ซย่าชั่นจูรินชาสมุนไพรเล็กน้อยแล้วลองดื่มเอง ยังคงไม่มั่นใจว่ารสชาติของชาสมุนไพรนี้เหมือนกับชาที่หวังไหลต้มหรือไม่ นางพูดอย่างหงุดหงิด

“ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตั้งครรภ์หรือไม่ ข้ารู้สึกเหมือนตนเองเงอะงะ แม้แต่การรับรสก็แย่ลง ชิมไม่ออกสักนิดว่ารสชาติถูกต้องหรือไม่”

สือซิงวางเปลือกแตงโมที่กินเนื้อจนหมดแล้วลง จากนั้นก็ล้างมือพลางพูดหยอกล้อว่า “ชั่นจู เจ้านี่กตัญญูต่อจั่งอิ้นเหมือนบิดาสามีจริงๆ”

ซย่าชั่นจูวางมือลงบนหน้าท้องของตนเองอย่างเคยชินแล้วหลุบตาลงมอง ทันใดนั้นก็พูดว่า “ความจริงแล้วจั่งอิ้นก็ลำบากมาก”

“เจ้าว่าอะไรนะ ข้าไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่ ฮ่าๆๆ เจ้าพูดถึงจั่งอิ้นเช่นนี้หรือ”

ซย่าชั่นจูตกใจ กัดริมฝีปากทันที ไม่กล้าพูดส่งเดชอีก นางช่างเลอะเลือนจริงๆ เกือบเดือดร้อนเพราะปากแล้ว

ไทเฮาเคยกำชับนางไว้ว่าจะบอกใครไม่ได้ แม้แต่เฉินเยวี่ยกับสือซิงก็ไม่ได้

ซย่าชั่นจูเปลี่ยนเรื่องสนทนาทันที “สือซิงคนดี เจ้าล้างมือแล้วช่วยข้าสักนิด ไปตามซุ่นซุ่ยมาได้หรือไม่ ซุ่นซุ่ยก็เคยเรียนต้มชาจากหวังไหลเช่นกัน เขาชิมออกว่าชาที่ข้าต้มรสชาติถูกต้องหรือไม่”

“ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” สือซิงเช็ดมือแล้วรีบวิ่งออกไปทันที

ซย่าชั่นจูหันไปเลือกชุดน้ำชาชุดใหม่จากในตู้ ทันใดนั้นสร้อยข้อมือรูปพริกสีแดงของนางก็คลายออกแล้วหลุดร่วงลงกับพื้น นางวางชุดน้ำชาลงบนโต๊ะแล้วหยิบสร้อยข้อมือที่หวังไหลมอบให้ขึ้นมา แต่ครรภ์ใหญ่เกินไป นางก้มลงไม่ถนัด จำต้องจับโต๊ะไว้แล้วค่อยๆ ยอบกายลงไปเก็บ

“ตายจริง พี่ชั่นจูทำอะไร ข้าทำเองๆ!” ซุ่นซุ่ยวิ่งเข้ามาช่วยซย่าชั่นจูเก็บสร้อยข้อมือ ประคองนางลุกขึ้นแล้วส่งสร้อยข้อมือคืนให้นาง

ซย่าชั่นจูขอบคุณแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “อยากขอให้เจ้าช่วยชิมชาอีกแล้ว”

ว่าแล้วซย่าชั่นจูก็จะเดินไปรินชา แต่ซุ่นซุ่ยจะยอมให้นางทำได้อย่างไร เขาเดินไปรินเองแล้วชิมอย่างตั้งใจ ท่ามกลางสายตารอคอยของซย่าชั่นจู ซุ่นซุ่ยก็พูดด้วยรอยยิ้มสดใส

“พี่ชั่นจู ข้าชิมไม่ออกจริงๆ ว่าชาของท่านแตกต่างกับชาที่หวังไหลต้มอย่างไร”

“จริงหรือ”

“ข้าจะโกหกท่านไปเพื่ออันใด แต่อาจเป็นเพราะลิ้นข้าใช้ไม่ได้ก็เป็นได้ เอาเป็นว่าข้าชิมไม่ออก”

ซย่าชั่นจูหัวเราะแล้วพูดว่า “เช่นนั้นต้องรบกวนเจ้าช่วยยกชานี้ไปด้วย ตอนนี้ข้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ ไม่กล้าออกไปข้างนอกแล้ว”

ซุ่นซุ่ยอุทานอย่างเกินจริงแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เพราะท่านจะเป็นมารดาคนแล้วนิสัยจึงเปลี่ยนไปหรือ ตอนนี้พูดจาสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่ง ไม่มีนิสัยดุดันเช่นเมื่อก่อนแล้ว”

ซย่าชั่นจูถลึงตาใส่เขายิ้มๆ แล้วพูดว่า “ไปๆๆ รีบเอาชาไปส่งเสีย!”

ซุ่นซุ่ยไม่พูดเล่นอีก หยิบชุดน้ำชาชุดใหม่มารินชาสมุนไพรแล้วหันหลังเดินออกไป

ซย่าชั่นจูก้มหน้าลง อยากจะผูกสร้อยข้อมือใหม่อีกครั้ง แต่การผูกด้วยมือข้างเดียวนั้นค่อนข้างยากลำบาก นางพยายามออกแรงแต่ก็ทำไม่สำเร็จ ระหว่างนั้นซุ่นซุ่ยก็ยกชากลับมาอีกครั้ง

“ซุ่นเหนียนบอกว่าจั่งอิ้นเรียกพบท่าน ดูท่าชานี้ท่านต้องยกไปเองแล้ว” ซุ่นซุ่ยพูด

ซย่าชั่นจูพยักหน้า เก็บสร้อยข้อมือใส่ในแขนเสื้อแล้วเดินไปยกชา ซุ่นซุ่ยเบี่ยงกายหลบแล้วพูดว่า “ข้าจะไปกับท่านด้วย ไปถึงหน้าประตูแล้วท่านค่อยยกเข้าไปก็พอ”

ซย่าชั่นจูตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม

นางรู้สึกกระดากใจเล็กน้อย ตั้งแต่ตั้งครรภ์มาทุกคนข้างกายต่างดูแลนางเป็นอย่างดี นางคิดว่าหลังจากคลอดบุตร ตนเองเคลื่อนไหวได้สะดวกแล้ว จะต้องตอบแทนคนเหล่านี้ให้ดีๆ

 

ซย่าชั่นจูยกชาเข้าไป วางชาบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็ค้อมกายคารวะอย่างยากลำบาก ยืนรออยู่ด้านข้างครู่หนึ่งแล้วถามอย่างระมัดระวัง

“จั่งอิ้นมีอะไรจะสั่งการหรือเจ้าคะ”

เผยไหวกวงไม่ได้พูดอะไร เขากำลังพลิกดูสมุดภาพอย่างช้าๆ แต่ละหน้ามีลวดลายเสื้อผ้าเด็กที่แตกต่างกัน

เสิ่นหุยมองชาสมุนไพรบนโต๊ะที่ซย่าชั่นจูยกเข้ามา

ซย่าชั่นจูถามแล้วกลับไม่ได้รับคำตอบใด ทำให้นางรู้สึกงุนงงจนทำอะไรไม่ถูกและไม่กล้าถามอีก ทำได้เพียงยืนรอเงียบๆ อยู่ด้านข้าง

เวลาผ่านไปเนิ่นนานเสิ่นหุยจึงพูดขึ้นว่า “ชั่นจู เจ้าออกไปเถิด”

ซย่าชั่นจูไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นางสัมผัสได้ถึงความอึมครึมน่ากลัวของเผยไหวกวง เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นหุย นางก็หันหลังเดินออกไปอย่างเชื่อฟัง

เผยไหวกวงพลิกสมุดภาพอีกหน้าอย่างช้าๆ แล้วเอ่ยว่า “กลับมา”

ซย่าชั่นจูชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับมาอย่างงุนงง เดิมทีนางไม่ใช่คนทึ่มทื่ออยู่แล้ว ต่อให้ไม่รู้สาเหตุก็รู้ว่าตนเองคงจะตกอยู่ในอันตรายแน่แล้ว นางกำสร้อยข้อมือในมือไว้แน่นแล้วเดินกลับไปทีละก้าว ก้มหน้ายืนต่อหน้าเผยไหวกวงอย่างเชื่อฟัง

เผยไหวกวงเหลือบตามองเสิ่นหุยที่นั่งทำหน้าตึงเครียดอยู่ข้างกาย เขาหัวเราะแล้วพูดอย่างช้าๆ ว่า “เหนียงเหนียง กระหม่อมอยากลูบหน้าท้องของสตรีอื่นอีกแล้ว”

มือเรียวเล็กของเสิ่นหุยที่วางอยู่บนตักกำกระโปรงแน่น นางพูดว่า “ชั่นจู เจ้ามานี่”

หัวใจของซย่าชั่นจูเต้นรัวเร็วอย่างไร้สาเหตุ นางกำสร้อยข้อมือแน่นยิ่งขึ้น เดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าวอย่างอกสั่นขวัญแขวน สายลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้กระโปรงของนางปลิวเบาๆ จนไปสัมผัสกับเข่าของเผยไหวกวง

เผยไหวกวงยกมือขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้ววางฝ่ามือลงบนหน้าท้องของซย่าชั่นจู

แม้จะมีเนื้อผ้าขวางกั้น แต่ซย่าชั่นจูยังคงสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกบนฝ่ามือของเผยไหวกวง นางร่างสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ สร้อยข้อมือรูปพริกสีแดงที่นางกำไว้ในมือ หวังไหลตรวจดูแล้วว่าปลายของพริกอันเล็กไม่บาดข้อมือจึงซื้อกลับมาให้นาง แต่ฝ่ามือของนางที่กำสร้อยข้อมือแน่นยังคงรู้สึกเจ็บ

ซย่าชั่นจูคิดในทันทีว่านางอาจไม่ทันได้ใส่สร้อยข้อมือนี้บนข้อมืออีกครั้ง อาจไม่ทันรอให้เด็กในครรภ์คลอดออกมา และอาจไม่ทันกลับเมืองหลวงไปพบหวังไหลอีกครั้ง

หากตายไปเช่นนี้…

เช่นนั้น…ก็ถือว่าเป็นการไถ่บาปแล้วกัน

แต่นางไม่อยากตาย! นางเบิกตาโต พยายามไม่ให้น้ำตาไหลรินออกมา ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ทำให้นางพูดด้วยเสียงสั่นเครือ

“ครั้งก่อนที่จั่งอิ้นถามว่าเขาเตะแล้วหรือยัง ตอนนั้นเขายังเล็กเตะไม่ค่อยเป็น แต่ตอนนี้เขาเตะบ่อยครั้งมากเจ้าค่ะ”

ซย่าชั่นจูคิดว่าตนเองคงเสียสติไปแล้วที่กล้ายื่นมือไปจับมือของเผยไหวกวงแล้วดึงมือของเขามาวางไว้ข้างหน้าท้องเพื่อให้สัมผัสเท้าน้อยๆ ของทารกในท้องที่กำลังเตะอยู่

นางร่างสั่นเทาจนแทบจะควบคุมตนเองไม่อยู่ น้ำตาที่กลั้นไว้อยู่นานสุดท้ายก็ไหลรินออกมาแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือ

“เมื่อเขาโตขึ้นจะเคารพกตัญญูต่อจั่งอิ้นเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ!”

หลังจากพูดจบ ความหวาดกลัวต่อความตายทำให้นางยืนต่อไปอีกไม่ไหว ร่างกายทรุดลงทันที แต่เผยไหวกวงประคองนางเอาไว้

เขาดึงแขนของซย่าชั่นจูให้นางยืนขึ้น ขณะที่มืออีกข้างก็สัมผัสด้วยความสนุกว่าชีวิตน้อยๆ ในครรภ์นี้กำลังออกแรงเตะฝ่ามือของเขาอย่างไร

เสิ่นหุยจ้องมือของเผยไหวกวงที่วางบนหน้าท้องของซย่าชั่นจูอยู่ตลอด

เสิ่นหุยก็คิดว่าตนเองเสียสติไปแล้วเช่นกัน กล้าเอาสองชีวิตมาเดิมพัน แต่นางยังคงเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าจะไม่แพ้เดิมพัน ทุกคนต่างพูดว่าเผยไหวกวงนั้นชั่วร้าย ไร้ผิดชอบชั่วดี แต่นางเชื่อมั่นว่าเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้น นางเชื่อมั่นว่าเผยไหวกวงยังคงมีความเมตตาอยู่ในใจ เพียงแค่ถูกความเคียดแค้นกดทับอยู่ในส่วนลึกเท่านั้น มิฉะนั้นองค์หญิงเจ็ดสิบกว่าพระองค์คงไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้

เผยไหวกวงหัวเราะเบาๆ เขาปล่อยมือแล้วพูดอย่างช้าๆ ว่า “โตขึ้นย่อมต้องเคารพกตัญญูข้าให้ดี”

ทันใดนั้นซย่าชั่นจูก็ผ่อนลมหายใจออกมาทันใด เมื่อไม่มีเผยไหวกวงคอยประคอง สองขาของนางก็อ่อนแรง ทรุดนั่งลงบนพื้นทันที

มือของเสิ่นหุยที่จับกระโปรงอยู่คลายออกทันที นางรีบสั่งให้ซุ่นซุ่ยกับซุ่นเหนียนที่ยืนอยู่หน้าประตูช่วยประคองซย่าชั่นจูออกไป ซุ่นซุ่ยกับซุ่นเหนียนรีบเข้ามาประคองซย่าชั่นจูทั้งซ้ายขวาแล้วพาเดินออกไปทันที

“เลือด…” เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนหน้าผากของซย่าชั่นจู

เพราะตกใจเกินไป ทำให้กำหนดคลอดของนางเร็วขึ้น

เสิ่นหุยวิ่งตามออกไป ใบหน้าซีดเซียวสั่งนางกำนัลด้วยเสียงสั่นเครือให้ไปเชิญหมอตำแยกับหมอหลวงมาทันที นางเข้าไปในห้องพร้อมกับซย่าชั่นจู มองดูอีกฝ่ายถูกประคองขึ้นเตียงอย่างเป็นกังวล จากนั้นก็จับมือซย่าชั่นจูไว้แน่นและยืนอยู่เคียงข้าง

กำหนดคลอดของซย่าชั่นจูนั้นใกล้มากแล้ว หมอตำแยเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน หมอตำแยได้ข่าวก็รีบรุดมาอย่างรวดเร็ว พอเห็นสีหน้าของซย่าชั่นจูก็บอกได้ทันทีว่านางจะคลอดแล้ว เหล่าขันทีถอยออกไป ส่วนนางกำนัลรีบจัดเตรียมสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการทำคลอด

รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างหลุดออกจากมือของซย่าชั่นจู เสิ่นหุยชะงักเล็กน้อย หยิบสร้อยข้อมือนั้นขึ้นมาแล้วผูกบนข้อมือของซย่าชั่นจูด้วยมือที่สั่นเทา

“เจ้าต้องปลอดภัย หวังไหลรอเจ้าอยู่”

ซย่าชั่นจูกัดริมฝีปากอดทนกับความเจ็บปวดที่ทำให้ร่างแทบฉีกขาด นางเจ็บจนสติเลือนราง ใบหน้าชุ่มเหงื่อของนางมองมาที่เสิ่นหุยแล้วพูดเสียงแหบพร่า

“เหนียงเหนียงอย่าทรงเฝ้าอยู่ที่นี่เลยเพคะ นี่เป็นสิ่งต้องห้าม…”

เสิ่นหุยยังคงเฝ้าต่ออีกครู่หนึ่ง จนกระทั่งหมอหลวงมาถึงนางจึงทำตามคำเกลี้ยกล่อมของนางกำนัลด้วยการออกไปจากห้อง นางยืนอยู่นอกประตู ถูกลมที่ลอดผ่านหน้าต่างตรงระเบียงทางเดินพัดจนทำให้รู้สึกหนาวสั่น

เมื่อย้อนนึกถึงอ่างเลือดหลายใบนั้นแล้ว เสิ่นหุยก็รู้สึกแน่นหน้าอก นางคิดว่าหากตนเองยังไม่ออกมาหัวใจอาจทนรับไม่ไหว นางผ่อนคลายอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงก้าวเท้าเดินกลับไปอยู่กับเผยไหวกวง

เผยไหวกวงยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ไม่สะทกสะท้านกับเสียงวุ่นวายข้างนอก เขารินชาสมุนไพรหนึ่งถ้วยด้วยสีหน้าเรียบเฉย กำลังชิมชาอย่างตั้งใจ

ถึงแม้ซย่าชั่นจูจะพยายามเรียนรู้ฝึกฝนอย่างมาก แต่อย่างไรก็ไม่ใช่ชาที่หวังไหลต้ม รสชาติยังคงไม่เหมือนกัน

เสิ่นหุยเดินไปยืนข้างกายเผยไหวกวง นางวางฝ่ามือบนหลังของเขา ลูบจากบนลงล่างเบาๆ ราวกับกำลังปลอบโยนเด็กน้อย

เผยไหวกวงวางถ้วยชาลงแล้วถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เหนียงเหนียงทรงเชื่อเรื่องกรรมตามสนองหรือไม่”

เสิ่นหุยเหมือนถูกแทงหัวใจ นางพูดขัดกับที่ใจคิดว่า “ไม่เชื่อ”

“อันที่จริงกระหม่อมเชื่อเรื่องทำชั่วได้ชั่วมาโดยตลอด แต่ต้องโทษที่กรรมตามสนองจากสวรรค์มาช้าเกินไปและเบาเกินไป ดังนั้นจึงต้องลงโทษตนเอง” เผยไหวกวงหัวเราะ “ทายาทที่กระหม่อมเลือกมาเองอย่างไม่ง่ายนักปรากฏว่าเป็น…”

บางทีนี่อาจเป็นกรรมตามสนองอย่างหนึ่งของเขาก็ได้

เสิ่นหุยรู้สึกเศร้าใจอย่างมาก นางกอดเผยไหวกวงอย่างร้อนรน ให้เขาซุกอยู่ในอ้อมกอดที่อ่อนโยนของนางพลางพูดขึ้น

“พวกเราไม่เอาเด็กคนนี้แล้ว ไม่เอาเด็กคนนี้แล้ว…ข้าจะส่งพวกเขาแม่ลูกออกไป ส่งไปไกลๆ ไม่ให้เห็นหน้าอีกต่อไป! พวกเราเลือกเด็กคนใหม่อีกสักคน ท่านชอบเด็กชายหรือเด็กหญิง หรือท่านชอบเด็กที่มีรูปโฉมเหมือนข้า ข้าจะลองไปถามบ้านญาติของข้าดูว่ามีใครยินดียกให้เป็นบุตรของเราหรือไม่…”

“ไม่ ในเมื่อเลือกแล้ว กระหม่อมจะเอาเด็กคนนี้” เผยไหวกวงยิ้ม แววตาแฝงความบ้าคลั่งเล็กน้อย

น้ำตาของเสิ่นหุยไหลอาบแก้ม นางออกแรงกุมมือเผยไหวกวงแน่น “ไหวกวง ข้าจะพาท่านไปที่แห่งหนึ่ง พาท่านไปพบใครคนหนึ่ง”

นางไม่รออีกต่อไปแล้ว

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 เม.. 69

 

หน้าที่แล้ว1 of 9

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: