บทที่ 89
เสิ่นหุยนึกถึงผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายคนก่อนขึ้นมาทันใด นางรีบถามว่า “แล้วใต้เท้าซูเล่า”
คนที่มาแจ้งข่าวทำงานนอกวังหลวงอยู่ตลอด ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวในวังหลวงนัก ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้เห็นเสิ่นหุย และตอนนี้นางมีรอยแผลเป็นอยู่บนใบหน้าอีก เขาจึงไม่รู้ฐานะของนาง เขาได้ยินเสิ่นหุยทั้งทุบโต๊ะและถามด้วยความโกรธเคืองก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองดูท่าทางของเผยไหวกวงอย่างเงียบๆ แล้วเอ่ยตอบ
“วันนั้นฝ่าบาททรงนำขุนนางใหญ่สองสามคนขึ้นฝั่ง วางแผนจะเดินเล่นที่เมืองอันชาง ตอนมือสังหารลงมือ ผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายอยู่ใกล้ฝ่าบาทที่สุด ฝ่าบาททรงตำหนิผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่ไม่ได้ออกมาปกป้องพระองค์ตั้งแต่แรก จึง…ปลดผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายให้เป็นสามัญชน”
เสิ่นหุยไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตนเองอย่างไร ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ตบโต๊ะอีกครั้งแล้วพูดด้วยเสียงอู้อี้ “เหลวไหล!”
แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีเรื่องเหลวไหลอะไรบ้างที่ไม่เคยทำ ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักหยุดยั้งการกระทำเหลวไหลของฮ่องเต้ไม่ได้ เมื่อนึกถึงตรงนี้เสิ่นหุยก็รู้สึกถึงความไร้ประโยชน์ของราชสำนักมากยิ่งขึ้น
เผยไหวกวงโบกมือให้คนที่มาแจ้งข่าวออกไป
คนที่มาแจ้งข่าวคารวะแล้วถอยออกไปเงียบๆ หลังออกจากเรือนแล้วยังคงครุ่นคิดถึงคู่ในนามของจั่งอิ้น ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าจั่งอิ้นมีสตรีข้างกายแล้ว แต่ไม่รู้ฐานะชัดเจน ก่อนหน้านี้เขาได้ยินคนของสำนักบูรพาพูดว่าฮูหยินของจั่งอิ้นรูปโฉมอัปลักษณ์ เดิมทีเขาไม่เชื่อ สตรีเช่นไรที่จั่งอิ้นต้องการแล้วไม่ได้มาบ้าง จะเลือกคนที่มีรูปโฉมอัปลักษณ์ได้อย่างไร แต่วันนี้ได้เห็นโฉมหน้าที่น่ากลัวของฮูหยินด้วยตาตนเอง เขาก็เชื่อข่าวลือนั้นทันที
ตอนนี้พอนึกถึงโฉมหน้าของฮูหยิน เขากลับจำไม่ได้ รู้เพียงว่าใบหน้าด้านซ้ายของฮูหยินถูกไฟไหม้เสียโฉมทั้งหมด รอยแผลเป็นเช่นนั้นไม่เพียงอัปลักษณ์ แต่ยังน่ากลัวอีกด้วย เขามองเพียงคราเดียวก็เลื่อนสายตากลับมาทันที ไม่กล้ามองอีก ไม่รู้ว่าเช่นกันว่าจั่งอิ้นเผชิญหน้ากับใบหน้าเช่นนี้ทุกวันได้อย่างไร…
ฮูหยินไม่เพียงรูปโฉมอัปลักษณ์เท่านั้น ยังใจกล้าอย่างยิ่ง กล้าทุบโต๊ะต่อหน้าจั่งอิ้นด้วย!
ตอนนั้นเขาตกใจแทบเสียสติ กลัวว่าจั่งอิ้นจะบีบคอฮูหยินจนตายด้วยความโกรธ และเขาจะเดือดร้อนไปด้วย เขาลูบลำคอตนเองด้วยความกลัวที่ยังหลงเหลืออยู่แล้วครุ่นคิดถึงสายตาของจั่งอิ้นที่มองฮูหยิน…
คนที่มาแจ้งข่าวพึมพำเสียงเบาประโยคหนึ่งว่า “คิดไม่ถึงว่าจั่งอิ้นจะมีความชอบเช่นนี้…”
ในตัวเรือน เสิ่นหุยมีสีหน้าเคร่งเครียด ยังคงรู้สึกโกรธเคืองอยู่
“พระทัยเย็นลงสักนิดเถิด” เผยไหวกวงรินชาใส่ถ้วยช้าๆ แล้วยื่นให้เสิ่นหุย “ผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นญาติผู้พี่ของเหนียงเหนียง นี่ถือเป็นเรื่องดีมากสำหรับพระองค์ เหนียงเหนียงกริ้วเรื่องอะไรพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหุยรับมา ยังไม่ทันดื่มก็ได้ยินเผยไหวกวงพูดเช่นนี้ นางขมวดคิ้วพลางส่ายหน้า “คำพูดนี้ไม่ถูกต้อง การแต่งตั้งและปลดขุนนางตามใจชอบเช่นนี้ไม่เข้ากับกฎระเบียบใด จะคงการบริหารราชการแผ่นดินที่ใสสะอาดได้อย่างไร นี่แสดงให้เห็นว่าการแต่งตั้งและปลดขุนนางในยามนี้มีปัญหา อีกทั้งญาติผู้พี่อายุยังน้อย ไม่มีประสบการณ์ในหน้าที่การงาน จะรับตำแหน่งสูงอย่างผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายนี้ได้อย่างไร ต่อให้เขาซื่อสัตย์ แต่ก็ไม่มีความสามารถที่จะนั่งในตำแหน่งนี้แล้วจัดการงานต่างๆ ได้!”
เผยไหวกวงกลับดื่มชาอย่างไม่ใส่ใจ ถึงขั้นรู้สึกอารมณ์ดีเล็กน้อย
เสิ่นหุยเห็นเช่นนี้ก็ดื่มชาไปหนึ่งคำ
หลังจากความโกรธเคืองบรรเทาลง นางก็นึกถึงอีกด้านหนึ่ง เรื่องนี้ไม่ค่อยปกตินัก นางไม่เชื่อว่าเซียวมู่จะบังเอิญไปปรากฏตัวขวางกระบี่ให้ฮ่องเต้จริงๆ นี่คงจะเป็นแผนการอะไรบางอย่าง เช่นนั้นญาติผู้พี่เป็นตัวหมากของผู้ใด
ตรงหน้าเสิ่นหุยปรากฏภาพญาติผู้พี่ที่มองนางแล้วร้องไห้อย่างเจ็บปวดขึ้นมา
เสิ่นหุยไม่ได้คิดถึงเซียวมู่มานานมากแล้ว ตอนนี้พอย้อนคิดถึงเรื่องเก่าขึ้นมา นึกถึงท่าทางเศร้าโศกเจ็บปวดไร้เรี่ยวแรงของญาติผู้พี่ที่ชอบยิ้มแย้มอยู่เสมอ อารมณ์ของนางก็จมดิ่งลงอย่างช่วยไม่ได้
ความรู้สึกหดหู่ค่อยๆ ฉาบไปทีละชั้น นางเหมือนทั้งร่างติดอยู่ในความมืดมิดที่ทำให้หายใจไม่ออก
นางจำได้ว่าญาติผู้พี่บอกให้นางรอเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
เสิ่นหุยก้มหน้าลง สองมือจับถ้วยชา ถ้วยชาสีเขียวมรกตหมุนช้าๆ ไปตามนิ้วมือขาวเรียวยาว หลังจากความโกรธเคืองและหดหู่ ในใจของเสิ่นหุยก็ค่อยๆ เกิดความกังวลขึ้นมา
ใครกันที่ใช้ญาติผู้พี่เป็นตัวหมากส่งไปยังที่ที่อันตรายเช่นนี้
มีหลายสิ่งที่ไร้เหตุผลนำทาง แต่เสิ่นหุยกระจ่างว่าตอนนี้สถานการณ์ของเซียวมู่อันตรายอย่างยิ่ง มีคนกำลังหลอกใช้เขา นี่เป็นก้าวที่เสี่ยงอย่างมาก เขาที่อยู่ในฐานะตัวหมากย่อมมีอันตราย
“เหนียงเหนียง ทรงคิดอะไรอยู่หรือ”
ทันใดนั้นเสียงของเผยไหวกวงก็ลอยมาเข้าหู เสิ่นหุยตกใจ นางเหลือบตาขึ้นมองก็สบเข้ากับดวงตาเข้มแฝงรอยยิ้มของเผยไหวกวง เมื่อสี่ตาประสานกัน นางจ้องไปที่รอยยิ้มในดวงตาของเขา รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมา
เผยไหวกวงลุกขึ้น เสิ่นหุยจับมือเขาไว้โดยไม่รู้ตัว เขาจึงหันหน้ามามองนาง
หัวใจทั้งดวงของเสิ่นหุยบีบรัด ในใจนางเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง โอกาสบางอย่างนั้นผ่านไปได้ง่าย ต้องคว้าไว้ให้มั่นตั้งแต่แรก แต่โอกาสเช่นนี้มีความเสี่ยงเกินไป
เผยไหวกวงสีหน้ายากจะอธิบายได้ พูดช้าๆ ว่า “กระหม่อมแค่จะไปซื้อลูกกวาดมากินอีกสักสองสามกล่อง”
เสิ่นหุยปล่อยมือช้าๆ เผยไหวกวงจึงหันหลังเดินออกไปข้างนอก
ขณะนั้นนางก็ตัดสินใจได้ในทันที จึงพูดว่า “หากข้าไม่ได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา อีกสองปีข้าก็จะแต่งงานกับเขา”
เผยไหวกวงชะงักฝีเท้าแล้วถามช้าๆ “หมั้นหมายแล้วหรือ”
เสิ่นหุยกัดริมฝีปาก นางเหลือบตาขึ้นมองแผ่นหลังของเผยไหวกวง บังคับตนเองให้อธิบายด้วยน้ำเสียงเป็นปกติที่สุด
“ยังไม่ได้หมั้นหมาย แต่เป็นเรื่องที่พวกเราสองครอบครัวยอมรับกันเองเมื่อหลายปีก่อน แต่เพราะสุขภาพของข้าไม่ดี ดังนั้นผู้ใหญ่จึงไม่ได้กำหนดเรื่องนี้เป็นที่แน่นอน ครอบครัวของข้ากลัวว่าจะทำให้สกุลเซียวเดือดร้อน ครอบครัวของญาติผู้พี่ก็เป็นคนดีมากเช่นกัน คนในครอบครัวของเขากังวลว่าข้าร่างกายอ่อนแอไม่เหมาะที่จะมีบุตรเร็วเกินไป จึงวางแผนที่จะหารือเรื่องแต่งงานหลังจากที่ข้าอายุเกินสิบเจ็ดปีไปแล้ว”
เผยไหวกวงส่งเสียง “อ้อ”
แค่เสียงตอบรับอย่างเรียบง่ายเท่านั้น ทำให้เสิ่นหุยอ่านอารมณ์ของเผยไหวกวงไม่ออก
“เขาส่งข้าเข้าเมืองหลวงแล้วจากไปหนึ่งวันก่อนที่ข้าจะเข้าวัง ก่อนที่เขาจะจากไป…” เสิ่นหุยลดเสียงพูดให้เบาลง “ก่อนที่จะจากไปเขาขอให้ข้ารอเขา แต่ข้าไม่ได้รับปากเขา!”
“เหตุใดถึงไม่รับปาก” เผยไหวกวงสอบถามช้าๆ น้ำเสียงยังคงคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก
เสิ่นหุยหลุบตาลง เหตุใดนางถึงไม่รับปาก ครอบครัวของญาติผู้พี่ล้วนเป็นคนดี ใจดีมีเมตตา และดีต่อนาง เสิ่นหุยเคยคิดเช่นกันว่าหลังจากแต่งงานเข้าสกุลเซียวแล้วคงจะมีชีวิตที่งดงามราบรื่นและสบายใจตลอดไป
ก่อนที่พี่สาวคนรองจะเข้าวัง พี่เขยคนรองก็บอกให้พี่สาวรอเขามาช่วยนางออกไป แต่พี่สาวรออยู่ตลอดจนเลือดในร่างกายของนางไหลจนหมดร่าง ตายไปอย่างสิ้นหวัง
หากไม่มีความหวังก็ไม่ผิดหวัง เสิ่นหุยไม่อยากเป็นฝ่ายรอคอย จะตายหรืออยู่นางก็อยากต่อสู้แย่งชิงมาด้วยตนเอง นางไม่อยากทำให้เซียวมู่เดือดร้อน เขาควรจะมีภรรยาที่แข็งแรงกว่านี้ ใช้ชีวิตอย่างงดงามมีความสุขตลอดไป
เสิ่นหุยเดินเข้าไปจับแขนเสื้อของเผยไหวกวงแล้วเขย่าเบาๆ พลางพูดอย่างจริงจังว่า “ญาติผู้พี่เป็นผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง ในวัยเด็กช่วงที่ข้าเสียพี่ชายทั้งสองคนไป เขาปกป้องข้าเช่นพี่ชายมาโดยตลอด เขามีความคิดต่อข้าเช่นไร ข้าควบคุมไม่ได้ แต่วันหน้าข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาอย่างแน่นอน”
ดังนั้นอย่าทำร้ายเขา…
เผยไหวกวงหลุบตาลงก่อนมองมือของเสิ่นหุยที่จับแขนเสื้อของเขา จากนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนสายตาขึ้น จ้องเข้าไปในดวงตาที่ขึ้นสีแดงของเสิ่นหุย ในใจรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เขาพูดขึ้น
“เหนียงเหนียง ทรงรู้สึกร้อนตัวอะไรหรือ เรื่องของเขากระหม่อมก็เพิ่งรู้พร้อมกับพระองค์เช่นกัน”
เสิ่นหุยจ้องมองเขาอย่างตกตะลึง
…ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาจริงๆ หรือ
เสิ่นหุยเชื่อว่าด้วยวิธีการทำงานของเผยไหวกวง เขาต้องสืบเรื่องราวในอดีตของนางกับเซียวมู่จนกระจ่างไปนานแล้ว นางควรพูดออกมาเองดีกว่าปล่อยให้ความสงสัยฝังลึกอยู่ในใจเขา
เผยไหวกวงลูบศีรษะของเสิ่นหุยแล้วพูดว่า “ก่อนขบวนเรือจะออกเดินทาง กระหม่อมจะส่งเหนียงเหนียงกลับลงเรือ เมื่อหยุดขึ้นฝั่งอีกครั้งก็ถึงเมืองกวนหลิงแล้ว ถึงตอนนั้นพระองค์จะได้พบท่านยายแล้ว”
เสิ่นหุยเบิกตาโตทันใด นางปล่อยมือจากเผยไหวกวง ถอยหลังไปหนึ่งก้าว จ้องมองสีหน้าของเขาอย่างระมัดระวัง
เผยไหวกวงหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “พอรู้ว่าเหนียงเหนียงจะเสด็จไปเมืองกวนหลิง ท่านผู้เฒ่าจึงอยากพบพระองค์ บิดามารดาของพระองค์เป็นคนรับมา กระหม่อมได้รับข่าวดีนี้มาล่วงหน้า จึงแจ้งให้เหนียงเหนียงทรงทราบ” เขาผายมือ ยิ้มแล้วเดินออกไปข้างนอก เดินไปพลางพูดไปพลางว่า “กระหม่อมไม่มีนิสัยชอบจับหญิงชราพ่ะย่ะค่ะ”
ผ่านไปครู่ใหญ่เสิ่นหุยจึงนั่งลงอีกครั้ง จ้องมองจุดเงาที่เกิดจากแสงแดดสาดส่องผ่านกิ่งก้านใบไม้ลงมา นางหันหน้ามองไปยังพัดพับบนโต๊ะสี่เหลี่ยม
ตอนเผยไหวกวงจากไป เขาลืมหยิบไปด้วย
เสิ่นหุยหยิบพัดพับมาไว้ในมือแล้วค่อยๆ กางออก พัดพับเรียบง่ายขาวสะอาด หรือว่านางจะเขียนข้อความบนพัดดี
เขียนกลอนบทใดดีหนอ
“มีชีวิตเป็นผู้อัจฉริยะ ตายไปไม่พ้นเป็นวีรบุรุษภูตผี ร่างกายแหลกเหลวไม่หวาดหวั่น ไร้มลทินนั้นแต้มไว้ในโลกา ผ่านทุบตีขัดเกลายังแข็งแกร่ง ต้านทานลมแรงพัดโหมทุกทิศ จันทร์กระจ่างสาดส่องม่านบางเบา สายลมหนาวเย็นสะท้านพัดเสื้อไหว” เสิ่นหุยพึมพำกับตนเองเสียงเบา “ยังมีกลอนดีๆ อะไรอีกที่ให้เขาสามารถอ่านทุกวันเพื่อปลูกฝังจิตวิญญาณและความรู้สึกได้…”
ฮ่องเต้ประทับอยู่ในเมืองอันชางครั้งนี้นานกว่าเมืองอื่นๆ เล็กน้อย แต่หากลองสืบดูก็จะรู้ว่าเขาหมายตาหญิงงามสองคนในเมืองอันชางอีกแล้ว
เรื่องที่เขาติดกามโรค ทุกคนต่างรู้กันดี เหล่าสนมชายาต่างคิดหาทุกวิถีทางเพื่อหลบเลี่ยง ต่อให้หลบเลี่ยงไม่ได้ แต่ตอนร่วมบรรทมด้วยก็จะไม่ทุ่มเทเหมือนที่ผ่านมา ฮ่องเต้ย่อมรับรู้ได้ เรื่องนี้ทำให้เขาโกรธมาก สั่งลงโทษสนมชายาไปไม่น้อย ในเวลานี้หญิงงามสองคนที่เพิ่งได้ตัวมารับใช้เขาอย่างเต็มที่สุดหัวใจ เขาย่อมรู้สึกมีความสุข แต่ก็เกรงว่าหญิงงามทั้งสองจะตัดใจไปจากบ้านเกิดไม่ได้ จึงอยู่ที่เมืองอันชางนานสักนิด
หญิงงามสองคนที่ฮ่องเต้เพิ่งได้ตัวมาได้รับแต่งตั้งเป็นซินเหม่ยเหรินกับอี้เหม่ยเหริน
ในเวลานี้ฮ่องเต้ที่กำลังเกียจคร้านปล่อยให้เหม่ยเหรินทั้งสองช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้
ซินเหม่ยเหรินพูดว่า “หลายวันนี้หม่อมฉันสองคนไม่ได้เข้าเฝ้าฮองเฮา จะไม่ค่อยดีเกินไปหรือไม่เพคะ”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว พูดกลบเกลื่อนอย่างรำคาญใจเล็กน้อยว่า “ฮองเฮาสุขภาพไม่ดี ไม่ต้องสนใจพิธีการยุ่งยากเหล่านี้”
“เพคะ”
อี้เหม่ยเหรินถอดชุดนอนบนร่างฮ่องเต้ออกแล้วหยิบเสื้อผ้ามาช่วยใส่ให้เขา ปลายนิ้วเรียวยาวของนางลูบผ่านรอยแผลเป็นบนเอวด้านหลังของฮ่องเต้แล้วพูดอย่างสงสาร
“ฝ่าบาท เหตุใดหลังเอวของพระองค์ถึงมีรอยแผลเป็นเล่าเพคะ หม่อมฉันเห็นแล้วรู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง”
“เสิ่นถูเอาแส้โบยข้า” ฮ่องเต้พูดอย่างไม่ใส่ใจ
อี้เหม่ยเหรินตกใจอย่างยิ่ง “ฮองเฮาพระองค์แรกทรงกล้าดีอย่างไร…”
“ตอนนั้นเรายังไม่ได้เป็นฮ่องเต้” ฮ่องเต้เกาแขนที่รู้สึกคัน ไม่ได้อธิบายอะไรอีก พอเขานึกถึงเสิ่นถูก็จะรู้สึกไม่สบายใจ มักอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เสิ่นถูกระโดดลงจากกำแพงเมือง
อย่างไรเสียก็เป็นภรรยาคนแรก ทุกครั้งที่นึกถึงภาพเหตุการณ์ครั้งนั้น ฮ่องเต้จะรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ในตอนนั้นเสิ่นถูเข้มงวดกับเขามาก เขาลอบเลี้ยงดูสตรีไว้นอกบ้าน พอนางรู้เห็นเข้าก็ใช้แส้โบยเขาเกือบตาย…
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด ฮ่องเต้ไม่อยากนึกถึงประสบการณ์ที่น่าสังเวชก่อนที่จะได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้อีก เขาโอบกอดหญิงงามข้างกาย ออกแรงจุมพิตพวกนางคนละครั้ง
หนึ่งวันก่อนที่ขบวนเรือจะออกจากเมืองอันชาง เสิ่นหุยขอให้เผยไหวกวงพาไปยังร้านค้าในตลาดที่คึกคักเพื่อเลือกของขวัญเป็นครั้งสุดท้าย
พอเลือกไปพอสมควรแล้ว เสิ่นหุยก็กวาดตามองอย่างไม่ใส่ใจ แต่กลับเห็นคนของสำนักคุ้มภัยวั่นซุ่น
เสิ่นหุยอดไม่ได้ที่จะมองนานสักนิด พบว่าคนของสำนักคุ้มภัยวั่นซุ่นน้อยลงไปมาก สีหน้าของพวกเขาดูไม่ค่อยดีนัก ดูเหมือนมีบางคนได้รับบาดเจ็บอีกด้วย
นางกลัวว่าจะถูกคนจำได้ จึงเลื่อนสายตากลับมาไม่มองอีกแล้วเดินกลับไปพร้อมกับเผยไหวกวง
คืนนี้นางต้องกลับไปลงเรือแล้ว
“ฮูหยิน ท่านจะไปแล้วหรือ พาอิ๋งเฉินไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ! อิ๋งเฉินจะปรนนิบัติฮูหยินไปชั่วชีวิต!” อิ๋งเฉินที่ตามมาซื้อของขวัญด้วยตาแดงก่ำ
“ข้ามีเรื่องอื่นให้เจ้าทำ เจ้าทำได้หรือไม่”
“เรื่องอะไรหรือ อิ๋งเฉินจะบุกน้ำลุยไฟอย่างแน่นอน!”
เสิ่นหุยยัดถุงแพรที่ใส่ตั๋วเงินให้อิ๋งเฉินแล้วพูดด้วยดวงตายกโค้ง “ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อใด ดังนั้นก่อนที่ข้าจะกลับมาช่วยดูแลเรือนหลังนี้แทนข้าให้ดี”
อิ๋งเฉินพยักหน้าอย่างแรง
จนกระทั่งเสิ่นหุยจากไปไกลแล้ว อิ๋งเฉินจึงรู้ตัวว่าฮูหยินทั้งให้เงินนางและให้เรือนนางอีกด้วย!
นางรู้สึกอย่างไม่มีเหตุผลว่าฮูหยินไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว แต่ในเมื่อนางรับปากอีกฝ่ายแล้วก็ต้องดูแลเรือนหลังนี้ให้ดีแน่นอน!
บทที่ 90
ตอนที่เสิ่นหุยได้ยินเสียงน้ำก็เปิดม่านมองไปยังขบวนเรือของฮ่องเต้ที่อยู่บนแม่น้ำ จากนั้นนางก็หันหน้าไปมองเผยไหวกวงที่อยู่บนหลังม้าอย่างเงียบๆ
ดูเหมือนเผยไหวกวงจะรับรู้ได้ เขาจึงหันหน้ามองมา
เสิ่นหุยรู้ว่าการเดินทางของเผยหุยกับเสิ่นกวงในช่วงนี้สิ้นสุดลงแล้ว
โคมไฟที่แขวนอยู่บนขบวนเรือริมฝั่งแกว่งเบาๆ ไปตามลม ส่องให้ผิวน้ำเกิดแสงสีแดงระยิบระยับ
เผยไหวกวงขี่ม้าไปที่ข้างรถม้าแล้วพูดว่า “ต้องเดินทางไปทางต้นน้ำของแม่น้ำอีกระยะหนึ่งจึงจะถึงเรือพระที่นั่งของเหนียงเหนียงพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าอยากขี่ม้า” เสิ่นหุยพูด
นางลงจากรถม้า จับมือที่เผยไหวกวงยื่นมา ขึ้นไปบนหลังม้าแล้วนั่งตรงหน้าเผยไหวกวง เผยไหวกวงไม่ได้จับเชือกบังคับม้า สองมือโอบเอวบางของเสิ่นหุย เล่นแถบรัดอกที่ห้อยลงมาจากหน้าอกของนางช้าๆ
สองคนหนึ่งม้าเดินทางเลียบริมแม่น้ำไปทางต้นน้ำอย่างช้าๆ
เวลาดึกมากแล้ว นางกำนัลของเสิ่นหุยบนเรือส่วนใหญ่ยังไม่หลับ
เฉินเยวี่ยผ่ายผอมลงไปมาก ขมวดคิ้วเอนพิงตั่งยาวตรงหน้าต่าง สองเดือนกว่าที่ผ่านมานางอกสั่นขวัญแขวนทุกวัน กินไม่ได้นอนไม่หลับ
สือซิงอายุน้อย ปกติชอบเล่นสนุกสนาน นิสัยร่าเริง มีใบหน้ากลม แต่ในช่วงสองเดือนกว่าที่ผ่านมานางเลิกเล่นสนุกไปไม่น้อย ค่อยๆ สงบนิ่งมากขึ้น นางก็เป็นเช่นเดียวกับพี่สาว เป็นห่วงเสิ่นหุยอยู่ทุกวัน ยามนี้นางนั่งตรงข้ามกับพี่สาว พลิกหนังสืออย่างไม่สดชื่นพลางพึมพำเสียงเบา
“เมื่อหลายปีก่อนเหนียงเหนียงทรงแนะนำให้ข้าอ่านหนังสือใหมากสักนิด จำตัวอักษรให้มากสักหน่อย ระหว่างทางข้าอ่านหนังสือไปหลายเล่มแล้ว…”
เฉินเยวี่ยคิดอะไรบางอย่างในใจจึงไม่ได้ตอบกลับไป
ซย่าชั่นจูนั่งเงียบๆ บนม้านั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งพลางก้มหน้าเย็บผ้า นางเหม่อลอยเล็กน้อย ได้ยินสือซิงพูด แต่เสียงของสือซิงลอยมาแล้วก็หายไป จึงจับใจความไม่ได้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรกันแน่ และไม่มีอารมณ์จะตอบ จึงก้มหน้าเย็บผ้าต่อไป
“เฮ้อ” เฉินเยวี่ยถอนหายใจ “เหนียงเหนียงตรัสก่อนจากไปว่าพอพวกเราใกล้ถึงเมืองกวนหลิง นางก็จะเสด็จกลับมา มากังวลอยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดึกมากแล้ว ไปพักผ่อนกันเถิด สือซิง อย่าอ่านหนังสือยามกลางคืน ชั่นจู เจ้าเองก็ด้วย เย็บผ้าภายใต้แสงไฟยามกลางคืนเป็นอันตรายต่อดวงตาไม่น้อย”
เพิ่งสิ้นเสียงพูดของเฉินเยวี่ย ทั้งสามคนต่างรู้สึกว่าตัวเรือโคลงเคลงเล็กน้อย จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้า
“ดึกเพียงนี้แล้ว เกิดอะไรขึ้น พวกเราไปดูกันเถิด” เฉินเยวี่ยมีท่าทีระแวดระวังขึ้นมาทันใด
ทั้งสามคนต่างลุกขึ้นแล้วรีบเดินออกไปข้างนอก เฉินเยวี่ยเดินอยู่หน้าสุด นางผลักเปิดประตูก็เห็นคนที่ยืนอยู่นอกประตู
ภายในห้องแสงไฟสว่าง แต่ข้างนอกมืดสลัว ยามนี้เฉินเยวี่ย สือซิง และซย่าชั่นจูยังปรับสายตาไม่ทัน จึงเห็นใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ข้างนอกได้ไม่ชัดเจน
เสิ่นหุยถอดหมวกที่ติดกับชุดคลุมออก ขณะเดียวกันก็พูดเสียงเบาอย่างอ่อนโยนว่า “ข้ากลับมาแล้ว”
ยังไม่เห็นใบหน้าของเสิ่นหุยชัดเจนก็ได้ยินเสียงพูดดังขึ้นก่อนแล้ว
เฉินเยวี่ยตกใจ ดวงตาแดงก่ำทันที นางยกมือไปจับร่างเสิ่นหุย มือที่กุมข้อมือของอีกฝ่ายสั่นเทา
พอเสิ่นหุยเดินเข้ามา ซย่าชั่นจูก็รีบปิดประตู
ภายในห้องแสงไฟส่องสว่าง เสิ่นหุยยิ้มดวงตายกโค้งให้พวกนาง
“เหนียงเหนียง ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จกลับมาแล้ว! พระองค์ไม่ทรงรู้ว่าพวกเราเป็นห่วงมากเพียงใด!” สือซิงพูดขึ้นเป็นคนแรก นางพูดปนสะอื้นไปด้วย
เฉินเยวี่ยทนไม่ไหว น้ำตาไหลลงมาทันที นางรีบเช็ดน้ำตา พยายามข่มกลั้นความปวดใจแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ
“เสด็จกลับมาก็ดีแล้ว รีบนั่งลงเถิดเพคะ”
“สองเดือนกว่านี้เหนียงเหนียงทรงลำบากไม่น้อยใช่หรือไม่เพคะ พวกเราต่างพูดว่าพระองค์ต้องทรงผ่ายผอมลงมากแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจประชวรด้วย…” สือซิงสูดจมูก มองสำรวจเสิ่นหุยตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
ทั้งสามคนต่างก็เริ่มสำรวจทั่วร่างของเสิ่นหุย จากนั้นภายในห้องก็เงียบลง
ซย่าชั่นจูหัวเราะออกมาแล้วพูดขึ้นก่อนว่า “ที่แท้พวกเรากังวลไปเอง ดูเหนียงเหนียงเถิด ทรงผ่ายผอมลงตรงที่ใด ทรงอวบอิ่มขึ้นต่างหาก”
มิผิด สตรีทั้งสี่ยืนอยู่ด้วยกัน สามคนผ่ายผอมลงไปมาก มีเพียงเสิ่นหุยเท่านั้นที่อวบอิ่มขึ้นเล็กน้อย
เสิ่นหุยเห็นพวกนางสามคนเป็นเช่นนี้ก็พูดด้วยความปวดใจว่า “ทำให้พวกเจ้าเป็นห่วงแล้ว…”
“เสด็จกลับมาก็ดีแล้วเพคะ” เฉินเยวี่ยพูด “ดึกมากแล้ว ยังไม่ต้องตรัสเรื่องเหล่านี้ ควรเปลี่ยนชุดล้างพระพักตร์แล้วพักผ่อนได้แล้วเพคะ”
ทั้งสามคนเริ่มลงมือทำงานทันที ทั้งปูที่นอน จัดเตียง เตรียมน้ำร้อนสำหรับอาบน้ำ และหยิบชุดนอนออกมา เฉินเยวี่ยยังกำชับถวนหยวนที่อยู่ข้างนอกว่าให้สั่งอาหารเช้าสำหรับวันพรุ่งนี้ด้วย
เสิ่นหุยเดินไปที่ข้างหน้าต่าง ผลักเปิดหน้าต่างออก มองไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ
เผยไหวกวงยังไม่ได้จากไป เขายืนอยู่ริมแม่น้ำ หลุบตาลงครึ่งหนึ่ง สายตามองไปยังผิวน้ำที่สะท้อนแสงไฟสีแดงสดใส ม้าเดินไปมาข้างกายเขาอย่างกระวนกระวาย
เมื่อได้ยินเสียงผลักเปิดหน้าต่างเบาๆ เผยไหวกวงก็เหลือบตาขึ้นมองมาทางเสิ่นหุยที่อยู่ไกลออกไป
ระยะห่างเช่นนี้ เสิ่นหุยมองเห็นท่าทางบนใบหน้าของเผยไหวกวงได้ไม่ชัดเจน
ลมพัดแรงขึ้นเล็กน้อย โคมไฟสีแดงที่แขวนสูงถูกพัดจนแกว่งไปมา ตอนที่แสงไฟตกกระทบใบหน้าของเผยไหวกวง ในที่สุดเสิ่นหุยก็เห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน
“เหนียงเหนียงทรงหิวหรือไม่ จะเสวยพระกระยาหารยามดึกสักนิดหรือไม่เพคะ” สือซิงเดินเข้ามาถามด้วยรอยยิ้มสดใส
เสิ่นหุยหันไปส่ายหน้าให้นางแล้วพูดว่า “ไม่ต้องแล้ว ข้าไม่หิว”
สือซิงวิ่งออกไปอีก เสิ่นหุยมองไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง เห็นเพียงเผยไหวกวงดึงเชือกบังคับม้า จูงม้าตัวนั้นเดินไปไกลอย่างช้าๆ
ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด เมื่อคืนเสิ่นหุยนอนหลับไม่สนิท
เฉินเยวี่ยถามว่า “เหนียงเหนียงบรรทมไม่สนิทหรือเพคะ”
“อาจจะไม่คุ้นชินกับการนอนบนเรือกระมัง” เสิ่นหุยพูด
“ไม่เป็นไรเพคะ อย่างไรเสียอีกไม่นานพวกเราก็จะถึงเมืองกวนหลิงแล้ว เฮ้อ อยู่บนเรือมาสองเดือนกว่า อยู่จนพอแล้วจริงๆ”
ตอนที่เสิ่นหุยเปลี่ยนเสื้อผ้าหวีผม เฉินเยวี่ยก็เลือกเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นตอนนางไม่อยู่มาเล่าให้ฟัง
สิ่งแรกที่เฉินเยวี่ยพูดถึงคือเรื่องของเซียวมู่ เรื่องนี้เสิ่นหุยรู้แล้ว อีกเรื่องคือฮ่องเต้ติดกามโรค โรคนี้เป็นอยู่ซ้ำๆ ยังไม่หายดี
“ลี่ผินใกล้คลอดแล้วเพคะ” เฉินเยวี่ยพูดขึ้นอีก
สือซิงอยู่ด้านข้างเอ่ยเสริมว่า “เรื่องอื่นก็ไม่มีอะไรแล้วเพคะ แค่องค์ชายอวี้เสด็จมาหาเหนียงเหนียงบ่อยครั้ง เขายังเด็กมาก พวกเราไม่สามารถพูดความจริงกับเขาได้ ทำได้เพียงปิดบังมาโดยตลอด จริงด้วย หมอหลวงอวี๋ยังคงมาตรวจชีพจรให้วันเว้นวัน วันนี้น่าจะมานะเพคะ”
ซย่าชั่นจูบอกเสิ่นหุยถึงคำพูดที่ตนเองแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกฉีอวี้
เสิ่นหุยฟังเรื่องราวทุกอย่าง เรื่องอื่นไม่ได้เก็บมาใส่ใจ รู้สึกเพียงว่าเรื่องของฉีอวี้สำคัญกว่า จิตใจของเด็กน้อยนั้นเรียบง่ายบริสุทธิ์และได้รับความกระทบกระเทือนง่ายมากเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นฉีอวี้เติบโตมาพร้อมอุปสรรค ได้รับความรักน้อยมากอยู่แล้ว นางคิดว่าหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วจะไปหาเขาทันที
เมื่อรู้ว่าอวี๋จั้นจะมาตรวจชีพจรให้วันนี้ เสิ่นหุยกินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ไม่ได้ไปพบฉีอวี้ในทันที ครั้งนี้จากไปโดยพลการ อวี๋จั้นก็ช่วยปกปิดด้วย นางควรจะขอบคุณเขา
ไม่นานนักอวี๋จั้นก็ขึ้นมาบนเรือของเสิ่นหุยตามเวลาปกติ
ที่ผ่านมาตอนที่เขามา เพื่อไม่ให้คนอื่นสงสัย เขาจะอยู่บนเรือของเสิ่นหุยสักครู่แล้วค่อยจากไป วันนี้มีขันทีรุ่นเล็กนำทางเขามาตามปกติ พอเดินเข้ามาในห้อง เขาก็วางล่วมยาที่สะพายไว้บนไหล่ลงแล้วนั่งลงทันที แค่นั่งรอราวหนึ่งเค่อแล้วออกไปก็พอ
“หมอหลวงอวี๋มาตรวจชีพจรให้ข้ามิใช่หรือ” เสิ่นหุยพูดด้วยรอยยิ้ม
อวี๋จั้นตกใจ เงยหน้าขึ้นมองไปทางเงาร่างที่สะท้อนบนฉากบังตาทันที ทันใดนั้นเขาก็เห็นเสิ่นหุยเดินออกมาจากข้างใน
อวี๋จั้นรีบลุกขึ้นทำความเคารพ “ถวายพระพรเหนียงเหนียง”
“ไม่ต้องมากพิธี” เสิ่นหุยยิ้มแล้วนั่งลงบนเก้าอี้กุหลาบ วางมือไว้บนโต๊ะ รอให้เขาตรวจชีพจรของนาง
อวี๋จั้นลุกขึ้น สายตาของเขาจับจ้องใบหน้าของเสิ่นหุย พยายามมองสำรวจสีหน้าของนางอย่างละเอียด เขาเลื่อนสายตากลับไปอย่างรวดเร็ว หยิบหมอนใบเล็กออกมาจากล่วมยาให้เสิ่นหุยวางมือ จากนั้นก็ตรวจชีพจรให้นางอย่างตั้งใจ
ไม่มีอะไรทั้งสิ้น สีหน้าไม่ย่ำแย่ สภาพร่างกายไม่อ่อนแอ อาการเจ็บป่วยของนางค่อยๆ ดีขึ้น สองเดือนกว่านี้คงไม่ได้ต้องลมเย็นจนเป็นหวัดสักครั้ง
ทุกอย่างดีอย่างยิ่ง
อวี๋จั้นเก็บมือกลับมาแล้วพูดเสียงอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้ม “พระวรกายของเหนียงเหนียงดีขึ้นทุกวัน ใบสั่งยาเดิมสามารถลดปริมาณยาที่ใช้ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“จริงหรือ” ดวงตาของเสิ่นหุยเปล่งประกาย เต็มไปด้วยความยินดี
คนเจ็บป่วยอ่อนแอย่อมมีความปรารถนาและเห็นคุณค่าของการมีสุขภาพที่แข็งแรงมากกว่าคนอื่น สามารถรักษาสุขภาพให้แข็งแรงได้เป็นความปรารถนาเดิมของเสิ่นหุยอยู่แล้ว
อวี๋จั้นมองท่าทางยินดีของนาง ดวงตาแฝงรอยยิ้มของเขาก็อ่อนโยนและอบอุ่นขึ้นอีกหลายส่วน
เสิ่นหุยพูดอีกว่า “ครั้งนี้ขอบคุณหมอหลวงอวี๋มาก”
ที่นางพูดนั้นย่อมหมายถึงเรื่องที่อวี๋จั้นช่วยปิดบังขณะที่นางไม่อยู่ อวี๋จั้นพยักหน้าช้าๆ พร้อมรอยยิ้ม ไม่พูดอะไรมาก เขาเก็บหมอนใบเล็กกลับเข้าไปในล่วมยา สายตาจับจ้องที่ช่องลับของล่วมยาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ปิดฝาล่วมยาอย่างเงียบๆ
“กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
“หมอหลวงอวี๋ค่อยๆ เดิน” พอพูดจบเสิ่นหุยก็ให้สือซิงไปส่งอวี๋จั้น
อวี๋จั้นขึ้นจากเรือของเสิ่นหุยแล้วก้มลงมองล่วมยาของตนเอง ในช่องลับของล่วมยาซ่อนจดหมายไว้หนึ่งฉบับ เป็นจดหมายที่เซียวมู่ไหว้วานให้เขาส่งให้เสิ่นหุย ตอนนั้นเขายังไม่ทันได้ส่งจดหมายให้ นางก็ลอบขึ้นจากเรือไปแล้ว
ตอนที่เซียวมู่ถาม เพื่อช่วยเสิ่นหุยปิดบังว่านางไม่อยู่บนเรือ อวี๋จั้นจึงโกหกว่ามอบจดหมายให้เสิ่นหุยไปแล้ว
เมื่อครู่อวี๋จั้นควรมอบจดหมายที่ซ่อนอยู่ในช่องลับของล่วมยาของเขามานานสองเดือนกว่าให้เสิ่นหุย แต่เมื่อเขาวางมือลงบนล่วมยาก็จำได้ทันทีว่าเซียวมู่พูดอย่างมั่นใจเป็นพิเศษว่าได้เคลือบยาบนตัวอักษรในจดหมาย ใต้หล้านี้มีเพียงเขากับเสิ่นหุยเท่านั้นที่จะทำให้ตัวอักษรในจดหมายปรากฏขึ้นได้
ทว่าเหมือนมีอะไรมาดลใจ อวี๋จั้นจึงไม่ได้มอบจดหมายให้เสิ่นหุย
ครั้งหน้าก็แล้วกัน เขาคิดเช่นนี้
อวี๋จั้นตรวจชีพจรเสร็จจากไปได้ไม่นาน เสิ่นหุยเดิมทีควรเอาของขวัญที่เตรียมไว้มามอบให้ทุกคน แต่เมื่อคืนตอนที่นางกลับมา นางคนเดียวไม่สะดวกจะนำมาด้วย ของขวัญที่นางเตรียมไว้ยังอยู่ที่เผยไหวกวง นางกำลังรอให้เขาส่งของมาให้อยู่
ไม่นานนักขันทีรุ่นเล็กสองคนก็ยกหีบใบหนึ่งมาให้ ซึ่งก็คือของขวัญที่เสิ่นหุยเลือกไว้ก่อนหน้านี้ นางยิ้มอย่างเบิกบานแล้วพูดขึ้น
“ข้าซื้อของขวัญเล็กน้อยมาให้พวกเจ้า แต่ข้าต้องไปหาอวี้เอ๋อร์ก่อน กลับมาแล้วจะบอกพวกเจ้าว่าของขวัญชิ้นใดเป็นของใคร”
พอได้ยินว่ามีของขวัญ เหล่านางกำนัลและขันทีรุ่นเล็กต่างยินดีมาก
เสิ่นหุยรื้อค้นในหีบ พบของขวัญที่เตรียมไว้ให้ฉีอวี้แล้วก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง เหยียบไม้กระดานเดินไปยังเรือด้านหลังที่ฉีอวี้พักอยู่
นางกำนัลสองคนข้างกายฉีอวี้นั่งพูดคุยกันอยู่ที่หัวเรือ เห็นเสิ่นหุยแล้วต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็รีบยอบกายทำความเคารพ
“ลุกขึ้นเถิด ของเหล่านี้เป็นของขวัญให้องค์ชายอวี้ พวกเจ้ารับไว้” จากนั้นเสิ่นหุยก็สอบถาม “องค์ชายอวี้อยู่ที่ใด”
“ทูลเหนียงเหนียง องค์ชายอวี้กับองค์หญิงเฉิงอู๋กำลังเล่นลูกข่างอยู่ท้ายเรือเพคะ”
เพิ่งสิ้นเสียงพูดของนางกำนัลก็มีเสียงน้ำดังมาจากท้ายเรือทันที ตามมาด้วยเสียงร้องตกใจของนางกำนัล
เสิ่นหุยตกใจ ยกชายกระโปรงขึ้นวิ่งเหยาะๆ ไปทางท้ายเรือทันที พอมาถึงก็ต้องตกใจที่เห็นฉีอวี้ตกลงไปในแม่น้ำ สองมือเล็กปัดป่ายไปมาอยู่บนผิวน้ำ
องค์หญิงเฉิงอู๋ใบหน้าซีดเผือดทรุดนั่งอยู่บนพื้น
“ช่วยคน! รีบช่วยคน!”
นางกำนัลทยอยกระโดดลงไปในแม่น้ำ พยายามว่ายไปหาฉีอวี้ แต่พวกนางล้วนเป็นคนทางเหนือ คนที่ว่ายน้ำเก่งมีไม่มากนัก
หัวใจของเสิ่นหุยบีบรัด มองดูคนเหล่านั้นที่ยังว่ายน้ำไปช่วยฉีอวี้ไม่ได้ นางอยากกระโดดลงแม่น้ำไปช่วยคนเสียเองใจจะขาด แต่สติยับยั้งนางไว้ เพราะรู้ว่าตนเองว่ายน้ำไม่เป็น กระโดดลงไปมีแต่จะเพิ่มความวุ่นวายให้เท่านั้น
ฉีอวี้ที่ดิ้นรนอยู่ในน้ำมองไปยังองค์หญิงเฉิงอู๋ที่อยู่บนเรือ นอกจากความตื่นตระหนกในดวงตาแล้ว ยังมีความโกรธแค้นและคับข้องใจ จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเสิ่นหุย
ฉีอวี้ตกตะลึง คิดว่าตนเองได้ยินผิดไป
เสด็จน้าเมินเฉยเขามานานแล้ว ไม่ชอบเขาแล้วมิใช่หรือ นางยังสนใจความเป็นความตายของเขาอีกหรือ
ไม่ช้าฉีอวี้ก็ถูกนางกำนัลช่วยขึ้นมาได้
เสิ่นหุยเห็นฉีอวี้ไม่เป็นอะไรมากก็รู้สึกโล่งใจ นางไม่มีแก่ใจจะสนใจเรื่องอื่น อุ้มฉีอวี้ไว้ในอ้อมแขนแล้วรีบวิ่งกลับไป นางวิ่งไปพลางสั่งการไปพลาง
“รีบไปเชิญหมอหลวงแล้วไปต้มน้ำร้อน เตรียมเสื้อผ้าสะอาดไว้!”
ฉีอวี้เม้มริมฝีปากจ้องมองดวงตาที่ตื่นตระหนกของเสิ่นหุย
แม่นมซุนเคยบอกว่าสายตาของคนโกหกไม่เป็น ดูเถิด เสด็จน้าเป็นห่วงเขาจริงๆ!
เสิ่นหุยวิ่งเหยาะๆ อุ้มฉีอวี้กลับเข้าห้องโดยสาร วางเขาลงบนม้านั่งยาวแล้วเริ่มถอดเสื้อผ้าเปียกชุ่มบนร่างของเขาทันที
ฉีอวี้ได้สติกลับมา ออกแรงผลักเสิ่นหุยทันที “อย่าแตะต้องกระหม่อม!”
“อย่าก่อเรื่องอีกเลย จะเป็นหวัดเอาได้!” เสิ่นหุยร้อนใจ ออกแรงดึงเขากลับมาแล้วถอดกางเกงของฉีอวี้ออก
บนร่างของฉีอวี้เหลือเพียงกางเกงตัวใน กางเกงเนื้อบางเปียกชุ่มแนบติดตัว ดูเหมือนไม่ได้ใส่อะไร
เสิ่นหุยชะงักไปชั่วขณะ
นางตั้งใจจะช่วยสนับสนุนฉีอวี้ แต่ฉีอวี้กลับเป็น…เด็กหญิง
ร่างของเสิ่นหุยค่อยๆ เลื่อนลง ทรุดนั่งบนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 18 เม.ย. 69
Comments
comments
No tags for this post.