บทที่ 89
เสิ่นหุยนึกถึงผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายคนก่อนขึ้นมาทันใด นางรีบถามว่า “แล้วใต้เท้าซูเล่า”
คนที่มาแจ้งข่าวทำงานนอกวังหลวงอยู่ตลอด ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวในวังหลวงนัก ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้เห็นเสิ่นหุย และตอนนี้นางมีรอยแผลเป็นอยู่บนใบหน้าอีก เขาจึงไม่รู้ฐานะของนาง เขาได้ยินเสิ่นหุยทั้งทุบโต๊ะและถามด้วยความโกรธเคืองก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองดูท่าทางของเผยไหวกวงอย่างเงียบๆ แล้วเอ่ยตอบ
“วันนั้นฝ่าบาททรงนำขุนนางใหญ่สองสามคนขึ้นฝั่ง วางแผนจะเดินเล่นที่เมืองอันชาง ตอนมือสังหารลงมือ ผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายอยู่ใกล้ฝ่าบาทที่สุด ฝ่าบาททรงตำหนิผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่ไม่ได้ออกมาปกป้องพระองค์ตั้งแต่แรก จึง…ปลดผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายให้เป็นสามัญชน”
เสิ่นหุยไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตนเองอย่างไร ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ตบโต๊ะอีกครั้งแล้วพูดด้วยเสียงอู้อี้ “เหลวไหล!”
แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีเรื่องเหลวไหลอะไรบ้างที่ไม่เคยทำ ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักหยุดยั้งการกระทำเหลวไหลของฮ่องเต้ไม่ได้ เมื่อนึกถึงตรงนี้เสิ่นหุยก็รู้สึกถึงความไร้ประโยชน์ของราชสำนักมากยิ่งขึ้น
เผยไหวกวงโบกมือให้คนที่มาแจ้งข่าวออกไป
คนที่มาแจ้งข่าวคารวะแล้วถอยออกไปเงียบๆ หลังออกจากเรือนแล้วยังคงครุ่นคิดถึงคู่ในนามของจั่งอิ้น ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าจั่งอิ้นมีสตรีข้างกายแล้ว แต่ไม่รู้ฐานะชัดเจน ก่อนหน้านี้เขาได้ยินคนของสำนักบูรพาพูดว่าฮูหยินของจั่งอิ้นรูปโฉมอัปลักษณ์ เดิมทีเขาไม่เชื่อ สตรีเช่นไรที่จั่งอิ้นต้องการแล้วไม่ได้มาบ้าง จะเลือกคนที่มีรูปโฉมอัปลักษณ์ได้อย่างไร แต่วันนี้ได้เห็นโฉมหน้าที่น่ากลัวของฮูหยินด้วยตาตนเอง เขาก็เชื่อข่าวลือนั้นทันที
ตอนนี้พอนึกถึงโฉมหน้าของฮูหยิน เขากลับจำไม่ได้ รู้เพียงว่าใบหน้าด้านซ้ายของฮูหยินถูกไฟไหม้เสียโฉมทั้งหมด รอยแผลเป็นเช่นนั้นไม่เพียงอัปลักษณ์ แต่ยังน่ากลัวอีกด้วย เขามองเพียงคราเดียวก็เลื่อนสายตากลับมาทันที ไม่กล้ามองอีก ไม่รู้ว่าเช่นกันว่าจั่งอิ้นเผชิญหน้ากับใบหน้าเช่นนี้ทุกวันได้อย่างไร…
ฮูหยินไม่เพียงรูปโฉมอัปลักษณ์เท่านั้น ยังใจกล้าอย่างยิ่ง กล้าทุบโต๊ะต่อหน้าจั่งอิ้นด้วย!
ตอนนั้นเขาตกใจแทบเสียสติ กลัวว่าจั่งอิ้นจะบีบคอฮูหยินจนตายด้วยความโกรธ และเขาจะเดือดร้อนไปด้วย เขาลูบลำคอตนเองด้วยความกลัวที่ยังหลงเหลืออยู่แล้วครุ่นคิดถึงสายตาของจั่งอิ้นที่มองฮูหยิน…
คนที่มาแจ้งข่าวพึมพำเสียงเบาประโยคหนึ่งว่า “คิดไม่ถึงว่าจั่งอิ้นจะมีความชอบเช่นนี้…”
ในตัวเรือน เสิ่นหุยมีสีหน้าเคร่งเครียด ยังคงรู้สึกโกรธเคืองอยู่
“พระทัยเย็นลงสักนิดเถิด” เผยไหวกวงรินชาใส่ถ้วยช้าๆ แล้วยื่นให้เสิ่นหุย “ผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นญาติผู้พี่ของเหนียงเหนียง นี่ถือเป็นเรื่องดีมากสำหรับพระองค์ เหนียงเหนียงกริ้วเรื่องอะไรพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหุยรับมา ยังไม่ทันดื่มก็ได้ยินเผยไหวกวงพูดเช่นนี้ นางขมวดคิ้วพลางส่ายหน้า “คำพูดนี้ไม่ถูกต้อง การแต่งตั้งและปลดขุนนางตามใจชอบเช่นนี้ไม่เข้ากับกฎระเบียบใด จะคงการบริหารราชการแผ่นดินที่ใสสะอาดได้อย่างไร นี่แสดงให้เห็นว่าการแต่งตั้งและปลดขุนนางในยามนี้มีปัญหา อีกทั้งญาติผู้พี่อายุยังน้อย ไม่มีประสบการณ์ในหน้าที่การงาน จะรับตำแหน่งสูงอย่างผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายนี้ได้อย่างไร ต่อให้เขาซื่อสัตย์ แต่ก็ไม่มีความสามารถที่จะนั่งในตำแหน่งนี้แล้วจัดการงานต่างๆ ได้!”
เผยไหวกวงกลับดื่มชาอย่างไม่ใส่ใจ ถึงขั้นรู้สึกอารมณ์ดีเล็กน้อย
เสิ่นหุยเห็นเช่นนี้ก็ดื่มชาไปหนึ่งคำ
หลังจากความโกรธเคืองบรรเทาลง นางก็นึกถึงอีกด้านหนึ่ง เรื่องนี้ไม่ค่อยปกตินัก นางไม่เชื่อว่าเซียวมู่จะบังเอิญไปปรากฏตัวขวางกระบี่ให้ฮ่องเต้จริงๆ นี่คงจะเป็นแผนการอะไรบางอย่าง เช่นนั้นญาติผู้พี่เป็นตัวหมากของผู้ใด
ตรงหน้าเสิ่นหุยปรากฏภาพญาติผู้พี่ที่มองนางแล้วร้องไห้อย่างเจ็บปวดขึ้นมา
เสิ่นหุยไม่ได้คิดถึงเซียวมู่มานานมากแล้ว ตอนนี้พอย้อนคิดถึงเรื่องเก่าขึ้นมา นึกถึงท่าทางเศร้าโศกเจ็บปวดไร้เรี่ยวแรงของญาติผู้พี่ที่ชอบยิ้มแย้มอยู่เสมอ อารมณ์ของนางก็จมดิ่งลงอย่างช่วยไม่ได้
ความรู้สึกหดหู่ค่อยๆ ฉาบไปทีละชั้น นางเหมือนทั้งร่างติดอยู่ในความมืดมิดที่ทำให้หายใจไม่ออก
นางจำได้ว่าญาติผู้พี่บอกให้นางรอเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
เสิ่นหุยก้มหน้าลง สองมือจับถ้วยชา ถ้วยชาสีเขียวมรกตหมุนช้าๆ ไปตามนิ้วมือขาวเรียวยาว หลังจากความโกรธเคืองและหดหู่ ในใจของเสิ่นหุยก็ค่อยๆ เกิดความกังวลขึ้นมา
ใครกันที่ใช้ญาติผู้พี่เป็นตัวหมากส่งไปยังที่ที่อันตรายเช่นนี้