มีหลายสิ่งที่ไร้เหตุผลนำทาง แต่เสิ่นหุยกระจ่างว่าตอนนี้สถานการณ์ของเซียวมู่อันตรายอย่างยิ่ง มีคนกำลังหลอกใช้เขา นี่เป็นก้าวที่เสี่ยงอย่างมาก เขาที่อยู่ในฐานะตัวหมากย่อมมีอันตราย
“เหนียงเหนียง ทรงคิดอะไรอยู่หรือ”
ทันใดนั้นเสียงของเผยไหวกวงก็ลอยมาเข้าหู เสิ่นหุยตกใจ นางเหลือบตาขึ้นมองก็สบเข้ากับดวงตาเข้มแฝงรอยยิ้มของเผยไหวกวง เมื่อสี่ตาประสานกัน นางจ้องไปที่รอยยิ้มในดวงตาของเขา รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมา
เผยไหวกวงลุกขึ้น เสิ่นหุยจับมือเขาไว้โดยไม่รู้ตัว เขาจึงหันหน้ามามองนาง
หัวใจทั้งดวงของเสิ่นหุยบีบรัด ในใจนางเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง โอกาสบางอย่างนั้นผ่านไปได้ง่าย ต้องคว้าไว้ให้มั่นตั้งแต่แรก แต่โอกาสเช่นนี้มีความเสี่ยงเกินไป
เผยไหวกวงสีหน้ายากจะอธิบายได้ พูดช้าๆ ว่า “กระหม่อมแค่จะไปซื้อลูกกวาดมากินอีกสักสองสามกล่อง”
เสิ่นหุยปล่อยมือช้าๆ เผยไหวกวงจึงหันหลังเดินออกไปข้างนอก
ขณะนั้นนางก็ตัดสินใจได้ในทันที จึงพูดว่า “หากข้าไม่ได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา อีกสองปีข้าก็จะแต่งงานกับเขา”
เผยไหวกวงชะงักฝีเท้าแล้วถามช้าๆ “หมั้นหมายแล้วหรือ”
เสิ่นหุยกัดริมฝีปาก นางเหลือบตาขึ้นมองแผ่นหลังของเผยไหวกวง บังคับตนเองให้อธิบายด้วยน้ำเสียงเป็นปกติที่สุด
“ยังไม่ได้หมั้นหมาย แต่เป็นเรื่องที่พวกเราสองครอบครัวยอมรับกันเองเมื่อหลายปีก่อน แต่เพราะสุขภาพของข้าไม่ดี ดังนั้นผู้ใหญ่จึงไม่ได้กำหนดเรื่องนี้เป็นที่แน่นอน ครอบครัวของข้ากลัวว่าจะทำให้สกุลเซียวเดือดร้อน ครอบครัวของญาติผู้พี่ก็เป็นคนดีมากเช่นกัน คนในครอบครัวของเขากังวลว่าข้าร่างกายอ่อนแอไม่เหมาะที่จะมีบุตรเร็วเกินไป จึงวางแผนที่จะหารือเรื่องแต่งงานหลังจากที่ข้าอายุเกินสิบเจ็ดปีไปแล้ว”
เผยไหวกวงส่งเสียง “อ้อ”
แค่เสียงตอบรับอย่างเรียบง่ายเท่านั้น ทำให้เสิ่นหุยอ่านอารมณ์ของเผยไหวกวงไม่ออก
“เขาส่งข้าเข้าเมืองหลวงแล้วจากไปหนึ่งวันก่อนที่ข้าจะเข้าวัง ก่อนที่เขาจะจากไป…” เสิ่นหุยลดเสียงพูดให้เบาลง “ก่อนที่จะจากไปเขาขอให้ข้ารอเขา แต่ข้าไม่ได้รับปากเขา!”
“เหตุใดถึงไม่รับปาก” เผยไหวกวงสอบถามช้าๆ น้ำเสียงยังคงคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก
เสิ่นหุยหลุบตาลง เหตุใดนางถึงไม่รับปาก ครอบครัวของญาติผู้พี่ล้วนเป็นคนดี ใจดีมีเมตตา และดีต่อนาง เสิ่นหุยเคยคิดเช่นกันว่าหลังจากแต่งงานเข้าสกุลเซียวแล้วคงจะมีชีวิตที่งดงามราบรื่นและสบายใจตลอดไป
ก่อนที่พี่สาวคนรองจะเข้าวัง พี่เขยคนรองก็บอกให้พี่สาวรอเขามาช่วยนางออกไป แต่พี่สาวรออยู่ตลอดจนเลือดในร่างกายของนางไหลจนหมดร่าง ตายไปอย่างสิ้นหวัง
หากไม่มีความหวังก็ไม่ผิดหวัง เสิ่นหุยไม่อยากเป็นฝ่ายรอคอย จะตายหรืออยู่นางก็อยากต่อสู้แย่งชิงมาด้วยตนเอง นางไม่อยากทำให้เซียวมู่เดือดร้อน เขาควรจะมีภรรยาที่แข็งแรงกว่านี้ ใช้ชีวิตอย่างงดงามมีความสุขตลอดไป
เสิ่นหุยเดินเข้าไปจับแขนเสื้อของเผยไหวกวงแล้วเขย่าเบาๆ พลางพูดอย่างจริงจังว่า “ญาติผู้พี่เป็นผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง ในวัยเด็กช่วงที่ข้าเสียพี่ชายทั้งสองคนไป เขาปกป้องข้าเช่นพี่ชายมาโดยตลอด เขามีความคิดต่อข้าเช่นไร ข้าควบคุมไม่ได้ แต่วันหน้าข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาอย่างแน่นอน”
ดังนั้นอย่าทำร้ายเขา…
เผยไหวกวงหลุบตาลงก่อนมองมือของเสิ่นหุยที่จับแขนเสื้อของเขา จากนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนสายตาขึ้น จ้องเข้าไปในดวงตาที่ขึ้นสีแดงของเสิ่นหุย ในใจรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เขาพูดขึ้น
“เหนียงเหนียง ทรงรู้สึกร้อนตัวอะไรหรือ เรื่องของเขากระหม่อมก็เพิ่งรู้พร้อมกับพระองค์เช่นกัน”
เสิ่นหุยจ้องมองเขาอย่างตกตะลึง
…ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาจริงๆ หรือ
เสิ่นหุยเชื่อว่าด้วยวิธีการทำงานของเผยไหวกวง เขาต้องสืบเรื่องราวในอดีตของนางกับเซียวมู่จนกระจ่างไปนานแล้ว นางควรพูดออกมาเองดีกว่าปล่อยให้ความสงสัยฝังลึกอยู่ในใจเขา
เผยไหวกวงลูบศีรษะของเสิ่นหุยแล้วพูดว่า “ก่อนขบวนเรือจะออกเดินทาง กระหม่อมจะส่งเหนียงเหนียงกลับลงเรือ เมื่อหยุดขึ้นฝั่งอีกครั้งก็ถึงเมืองกวนหลิงแล้ว ถึงตอนนั้นพระองค์จะได้พบท่านยายแล้ว”
เสิ่นหุยเบิกตาโตทันใด นางปล่อยมือจากเผยไหวกวง ถอยหลังไปหนึ่งก้าว จ้องมองสีหน้าของเขาอย่างระมัดระวัง
เผยไหวกวงหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “พอรู้ว่าเหนียงเหนียงจะเสด็จไปเมืองกวนหลิง ท่านผู้เฒ่าจึงอยากพบพระองค์ บิดามารดาของพระองค์เป็นคนรับมา กระหม่อมได้รับข่าวดีนี้มาล่วงหน้า จึงแจ้งให้เหนียงเหนียงทรงทราบ” เขาผายมือ ยิ้มแล้วเดินออกไ