“โอ๊ย!!” ชายหนุ่มร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด “รัดท้องฉันจะตายอยู่แล้ว! ฉันจะอ้วกแล้วเนี่ย!” แน่นอนว่าเขาไม่ลืมว่าตนเองกำลังอยู่ในสถานะคนดีที่กำลังทำเรื่องดีๆ อยู่ จึงออกแรงถีบแป้นเหยียบอย่างแรง “ถ้ากลัวตกก็จับที่ด้านบนๆ หน่อย ไม่เป็นไรหรอก ฉันปั่นเร็วมากนะ”
ชูหนิงขยับเขยื้อนมือ แต่รถจักรยานกลับส่ายอย่างแรงเพราะคนขี่สะดุ้งเหมือนถูกสายไฟที่เชื่อมต่อส่งผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไป เขาโพล่งเสียงหัวเราะดังลั่น
“จ๊าก! ยะ…อย่าจับตรงรักแร้สิ ฉันบ้าจี้”
ชูหนิงหมดคำพูด มือของเธอไม่ได้เปลี่ยนที่เลยนะ
ในขณะเดียวกันเธอก็เห็นพวกกลุ่มคนของซิ่นต๋ากำลังตกตะลึงพรึงเพริด หลังจากพวกเขาได้สติแล้วก็รีบขึ้นรถอย่างรวดเร็ว
“ไป ไล่ตามไปๆ”
รถจักรยานบุโรทั่งจะวิ่งสู้รถสี่ล้อได้อย่างไร ชูหนิงหันหน้าไปมอง ตอนที่หันกลับมาก็พบว่าเด็กหนุ่มคนนี้คิดจะเผ่นหนีเข้าไปในซอยทางฝั่งขวาของย่านชุมชน
ซอยนั้นเป็นทางสัญจรสำหรับแล่นทางเดียวถสี่ล้อไม่สามารถเข้าไปได้
ค่อนข้างหัวใสใช้ได้เลยนี่นา! ชูหนิงเพ่งพินิจดูด้านหลังของเขาแวบหนึ่ง โครงกระดูกตั้งตรง ตัวสูงชะลูด กระปรี้กระเปร่าเรี่ยวแรงพลุ่งพล่านแบบที่มีเฉพาะในชายวัยหนุ่ม เพราะว่าออกแรงปั่นอยู่ทำให้ตั้งแต่ต้นขาถึงเอวไปจนถึงกระดูกสะบักล้วนแล้วแต่กำลังเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว
ชูหนิงได้กลิ่นจางๆ บนเสื้อผ้าของเขา คล้ายกับกลิ่นหลันเยวี่ยเลี่ยง* ที่คุณป้าแม่บ้านใช้ซักเสื้อผ้านิดหน่อยแฮะ
ขณะที่คิดไม่ซื่อเล็กน้อยก็พบว่ามีบางสิ่งผิดปกติ
ความเร็วรถกำลังชะลอลง อีกทั้งยังต้องใช้พละกำลังในการปั่น
“ทางขึ้นเนิน เธอนั่งให้นิ่งล่ะ”
ขึ้นเนินลูกนี้ไปถึงจะเข้าสู่ซอยนั้น ชูหนิงหันไปมองดูข้างหลัง รถไล่ตามมาใกล้ทันแล้ว
“จอด”
“หา?”
“จอดรถ”
ลมแรงนิดหน่อยทำให้เขาได้ยินไม่ชัด “อะไรนะ”
ชูหนิงเงียบเสียงแล้วก็เอื้อมมือไปแหย่ตรงรักแร้ของเด็กหนุ่ม รถจักรยานส่ายอย่างแรง หลังจากนั้นเขาก็เบรกกะทันหันเสียงดัง ‘เอี๊ยด’ รถจอดนิ่งในฉับพลัน
เด็กหนุ่มกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มือสองข้างกอดอกแน่น ทำเสียงเป่าลมดังฟู่ๆ พร้อมกับพูดว่า “อย่าจั๊กจี้ฉันสิ วางใจได้ เงินหนึ่งพันหยวนนั่นเธอไม่ต้องให้หรอก”
ชูหนิงกระโดดลงจากรถ มองดูรอบๆ บริเวณอย่างรวดเร็ว เธอหมายตาเสาม้านั่งหินที่ล้อมรอบด้วยดอกไม้และต้นหญ้าเขียวขจีตรงข้างทางเอาไว้อย่างแม่นยำ แล้วจึงเดินก้าวเล็กๆ ด้วยขาสองข้าง สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ หนึ่งเฮือก
จากนั้นก็ยกขาขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว เธอเอาขาขวาที่ใส่เฝือกของตนเองกระแทกใส่เสาม้านั่งหินเต็มเหนี่ยวโดยไล่จากบนลงล่าง
เกิดเสียงหนักดังโพละ เฝือกแตกออกจนได้
พอไม่มีของที่เกะกะเช่นนี้ ชูหนิงก็วิ่งฉิวได้ทันที ผมยาวเป็นลอนที่สะบัดอยู่นั้นยิ่งขับให้เธอดูโดดเด่นภายใต้สภาพอากาศที่ดี ราวกับเธอคลุมศีรษะด้วยผ้าไหมหลากสี
“อึ้งอยู่ทำไมล่ะ วิ่งสิ!”
พูดเพียงนิดเดียวเธอก็หนีไปจนใกล้จะถึงยอดเนินแล้ว
อิ๋งจิ่งมองดูเฝือกที่แตกเป็นเสี่ยงกองนั้น แล้วมองดูเงาหลังของผู้ที่หลุดจากพันธนาการเหมือนดั่งอาชางามที่หลุดพ้นจากบังเหียน
เขารู้สึกช็อก
* วันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) เกิดขึ้นในวันที่ 22 หรือ 23 กันยายนของทุกปี ตรงกับฤดูใบไม้ร่วง เป็นวันที่ตำแหน่งดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก ความเอียงของแกนโลกอยู่ในระนาบที่ตั้งฉากกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ ทำให้ในวันนั้นระยะเวลาช่วงกลางวันจะเท่ากับกลางคืน
* เสาค้ำฟ้า เป็นคำพูดเปรียบเปรยบุคคลผู้อยู่ในฐานะที่ต้องรับภาระหนักอึ้งหรือรับผิดชอบเรื่องสำคัญ
* เฝ้าตอรอกระต่าย เป็นสำนวน หมายถึงนั่งรอให้โชคลาภหรือโอกาสลอยมาหา มีตำนานเล่าว่าในสมัยจั้นกั๋วมีชาวนาเห็นกระต่ายตัวหนึ่งวิ่งมาชนตอไม้ตาย เขาจึงไม่ไปทำนา นั่งรอให้กระต่ายวิ่งมาชนตอไม้ตายอีก
** งานเลี้ยงหงเหมิน คืองานเลี้ยงทานอาหารที่เบื้องหน้าเชิญอีกฝ่ายมาร่วมงานเพื่อแสดงถึงการกระชับมิตร แต่เบื้องหลังแฝงเจตนาอื่นซ่อนเร้นและจัดเตรียมแผนการบางอย่างไว้เสร็จสรรพ โดยที่ใช้ความรื่นเริงบังหน้าเพื่อหาหนทางกำจัดอีกฝ่าย
* หลันเยวี่ยเลี่ยง เป็นชื่อยี่ห้อน้ำยาซักผ้าของประเทศจีน
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 4 พ.ย. 65 เวลา 12.00 น.